ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนอายุ 13-15 ปี เพิ่มขึ้นกว่า 14.3% จากเพียง 3.3% ในปี 25581 กระโดดเป็น 17.6% ในปี 25652 ตัวเลขนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของ วิวัฒนาการบุหรี่ไฟฟ้า 6 Generation ที่พัฒนาเร็วกว่านโยบาย การควบคุม และระบบเฝ้าระวังที่มีอยู่จนเด็กเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
สถานการณ์ระดับโลกก็สะท้อนแนวโน้มเดียวกัน ผลจากการติดตามเยาวชน 104,467 คน จาก ITC Project3 ระบุว่า ในประเทศอังกฤษอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 8% เป็น 24% ภายใน 5 ปี และสัดส่วนที่รู้สึกว่าตนเอง “เริ่มติดบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว” พุ่งจาก 31% เป็น 57% และมีข้อมูลผลสำรวจจาก NHES และ GYTS ที่สอดคล้องกันว่าเยาวชนไทยใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังปี 2563 ที่มีการอุบัติขึ้นของรุ่นใหม่ ๆ เช่น Toy Pod (Gen 5) และ พอดจมูก (Gen 6) ซึ่งออกแบบมาให้พรางตัวเหมือนของเล่นหรือยาดม ขณะเดียวกันการตลาดออนไลน์ก็เปลี่ยนแปลงไปมากมีทั้งคอนเทนต์ TikTok และระบบสั่งซื้อผ่าน LINE หรือTelegram
สถานการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า บุหรี่ไฟฟ้ากำลังเข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น ทั้งจากการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย การตลาดออนไลน์ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น และช่องว่างของนโยบายที่ยังตามไม่ทันอุตสาหกรรม โดยบทความต่อไปนี้จะพาผู้อ่านมาทำความรู้จักวิวัฒนาการบุหรี่ไฟฟ้าทั้ง 6 Generation ตั้งแต่รูปแบบมวนพลาสติกรุ่นแรกจนถึงพอดจมูกรุ่นล่าสุด เพื่อทำความเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกออกแบบอย่างไรให้เข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น และเหตุใดการตลาดจึงก้าวแซงนโยบายไปหลายก้าว

ภาพที่ 1 วิวัฒนาการบุหรี่ไฟฟ้า 6 Generation4,5
ที่มา : ผู้เขียน
Gen 1: Cigalike
บุหรี่ไฟฟ้าในรุ่นแรกมีลักษณะคล้ายบุหรี่มวนทั้งสีสันและรูปลักษณ์ เป็นรูปแบบใช้แล้วทิ้ง จึงไม่กระตุ้นให้ผู้ใช้รู้สึกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ อีกทั้งยังมีราคาสูงกว่าบุหรี่มวนหลายเท่า
Gen 2: Vape Pens
รุ่นที่ 2 เริ่มพัฒนาเป็นรูปแบบคล้ายปากกา สามารถเติมน้ำยาและใช้ซ้ำได้ ทำให้มีความสะดวกมากขึ้น พร้อมการออกแบบที่ดูลดความเป็นบุหรี่ลง
Gen 3: Vape Tanks
รุ่นที่ 3 เริ่มขยายขนาดเป็นแทงก์ใหญ่ สามารถเติมน้ำยาได้หลากหลายรสชาติ (ทั้งรสผลไม้ รสขนมหวาน รสเครื่องดื่มเย็น) ผลิตควันมากขึ้น และเริ่มเป็นกระแสในการตีตลาดในกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น
Gen 4: Pod-Based
รุ่นที่ 4 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการบุหรี่ไฟฟ้า ด้วยดีไซน์บางคล้ายแฟลชไดรฟ์ พกพาง่าย และดูไม่เหมือนบุหรี่มวนแบบดั้งเดิม อุปกรณ์ใช้หัวพอดสำเร็จรูปที่เปลี่ยนได้ทันที ไม่ต้องเติมน้ำยา ทำให้ใช้งานสะดวกมากขึ้น น้ำยามีกลิ่นผลไม้และรสขนมที่หลากหลายทำให้เข้าถึงวัยรุ่นได้ง่าย
**ความนิยมของบุหรี่ไฟฟ้าเกิดขึ้นหลังการเข้าสู่ตลาดของ Juul หรือ บุหรี่ไฟฟ้ารุ่น Pod-Based (Gen 4) (จากบริษัท JUUL Labs สหรัฐอเมริกา) ที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงพอตทั่วไป แต่เป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่น 6
Gen 5: Toy Pod
รุ่นที่ 5 มีการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายของเล่น ตุ๊กตา หรือคาแรกเตอร์การ์ตูน ทำให้แยกไม่ออกว่าเป็นพอต ด้วยดีไซน์สีสันสดใสและกลิ่นหวานคล้ายขนมทำให้เด็กเริ่มต้นใช้ได้ง่ายขึ้น แม้ภายในจะมีนิโคตินระดับปานกลางถึงสูงและใช้เทคโนโลยีทำความร้อนแบบ Mesh Coil ที่ให้ควันนุ่มและไม่บาดคอ เด็กจำนวนมากจึงไม่รู้สึกถึงความแรงของสารเสพติด นอกจากนี้ กลยุทธ์ทางการตลาดยังอาศัยแพลตฟอร์มโซเชียล การใช้ตัวการ์ตูน และราคาที่เข้าถึงง่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเป็นของสะสมมากกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ
Gen 6: 2-Way Pods หรือพอดจมูก
รุ่นที่ 6 เป็นการพรางตัวขั้นสูง มีการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายยาดมที่เป็นของที่พบได้ทั่วไปในกระเป๋านักเรียน จุดเด่นสำคัญคือสามารถสูดผ่านจมูกได้โดยตรง ทำให้ร่างกายดูดซึมนิโคตินเข้มข้น 3-5% ได้รวดเร็วมากกว่าการสูบเข้าปอด อีกทั้งมีควันน้อยจนแทบตรวจจับไม่ได้ ทำให้เด็กใช้ในห้องเรียนหรือพื้นที่สาธารณะได้โดยไม่เป็นที่สังเกต การตลาดของรุ่นนี้มักใช้จุดขายว่า “เหมือนยาดม ใช้แล้วสดชื่น ไม่เหม็น” เพื่อลดความกังวลของผู้ใช้หน้าใหม่ แต่ในความจริงกลับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสพติดอย่างรวดเร็ว รวมถึงการติดเชื้อและการระคายเคืองในโพรงจมูกจากหัวพอดที่ปนเปื้อนอีกด้วย
จากข้อมูลวิวัฒนาการของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหกรุ่นจะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เน้นแค่การพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่คือการยกระดับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมของผู้ซื้อ และลดการมองเห็นของผู้ปกครอง ครู และโรงเรียน ทั้งการทำให้หน้าตาเหมือนของเล่น แฟลชไดรฟ์ หรือยาดม จนแยกไม่ออกว่าเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ผลคือเด็กสามารถใช้ได้ทั้งในห้องเรียน ห้องน้ำ หรือแม้แต่หน้าเสาธงโดยไม่ถูกสังเกตเห็น สถานการณ์ดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียง “เด็กเข้าถึงได้อย่างไร” แต่คือ “ระบบกำกับดูแลพลาดตรงไหน” ส่วนถัดไปจึงมุ่งอธิบายข้อจำกัดของกฎหมายไทยและช่องว่างของนโยบายที่เปิดทางให้อุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้ารุกตลาดเยาวชนได้อย่างต่อเนื่อง

ภาพที่ 2 กฎหมายว่าด้วยการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า7,8
ที่มา: เพจมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน
จากการสำรวจกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย พบว่ามีกฎหมายหลัก 4 ฉบับ ได้แก่7,8
โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่าแม้กฎหมายไทยจะห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่นโยบายปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุม “การครอบครอง การใช้ และการโฆษณาออนไลน์” ช่องว่างเหล่านี้ทำให้ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าปรับตัวเร็วกว่ากฎหมายหลายเท่า โดยเฉพาะกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงและยากต่อการติดตาม เช่น การใช้คอนเทนต์สั้นบน TikTok และ Reels ที่นำเสนอรีวิวพอตรุ่นใหม่ในรูปแบบของเล่น ยาดม หรือไอเท็มวัยรุ่นแบบแนบเนียน รวมถึงการใช้บัญชีปลอมเพื่อหลบการตรวจจับอัตโนมัติของแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ยังมีการใช้แฮชแท็ก เช่น #เพื่อนฝากซื้อ #ของเล่นใหม่ หรือชื่อรุ่นย่อแบบไม่ใช้คำว่า vape ทำให้ค้นหายากขึ้น ขณะเดียวกันช่องทางสั่งซื้อออนไลน์ก็ถูกซ่อนผ่านกลุ่มปิดเช่น LINE หรือ Telegram หรือการให้เด็กสแกน QR Code บนคลิปสั้น ซึ่งกฎหมายยังไม่สามารถกำกับสิ่งเหล่าได้
ช่องว่างเชิงเหล่านี้ซึ่งเป็นข้อจำกัดของนโยบาย กล่าวคือ กฎหมายเดิมเน้นที่การนำเข้าและการขายเชิงพาณิชย์แต่ไม่ครอบคลุมการตลาดออนไลน์ การรีวิวโดยอินฟลูเอนเซอร์ การส่งเสริมการขายผ่านโซเชียล และการครอบครองในกลุ่มนักเรียน ทำให้แม้ห้ามขายแต่การเข้าถึงกลับง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกพรางตัวเป็นของใช้ทั่วไป เช่น Toy Pod และพอดจมูกที่แอบอ้างว่าปลอดภัย ไร้นิโคติน ซึ่งไม่เข้าข่ายนิยามอุปกรณ์ยาสูบแบบดั้งเดิม ส่งผลให้โรงเรียน ชุมชนไม่สามารถตรวจจับได้ทัน จากภาพรวมทั้งหมดเหล่านี้ได้สะท้อนว่า อุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้าใช้ความเร็วของโลกออนไลน์และดีไซน์ที่พรางตัวได้เก่งกว่าจนก้าวนำหน้านโยบายอย่างชัดเจน และทำให้เด็กเข้าถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ง่าย แม้จะเป็นสินค้าผิดกฎหมายก็ตาม
จากการศึกษาบทเรียนเกี่ยวกับนโยบายในต่างประเทศจะเห็นได้ว่า หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อตอบโต้การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน เช่น สิงคโปร์ ใช้โมเดล “ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ” ควบคุมทั้งการค้า การครอบครอง การโฆษณา ควบคู่กับการให้ความรู้ในโรงเรียนและการสนับสนุนการเลิกบุหรี่ไฟฟ้า9 ขณะที่ เนเธอร์แลนด์ ได้มีนโยบายแบนรสชาติทั้งหมดเหลือเพียงรสยาสูบ โดยพบว่าร้อยละ 22.4 ของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มตัวอย่าง “เลิกใช้” หลังการแบนรสชาติ10 และ เบลเยียม ที่มีมาตรการในการห้ามโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด การบังคับใช้จริงจัง และระบบควบคุมการตลาดออนไลน์11
เมื่อมองจากบทเรียนของหลายประเทศ จะเห็นว่าการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ได้ผลปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่กฎหมาย การบังคับใช้ที่จริงจัง และการปิดช่องว่างตลาดออนไลน์ สิ่งเหล่านี้คือจุดที่ประเทศไทยยังทำได้ไม่เต็มรูปแบบและควรเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องเยาวชนจากการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น ส่วนถัดไปผู้เขียนจึงขอนำเสนอการวิเคราะห์การเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการป้องกันและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่เพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานของทุกภาคส่วน

ภาพที่ 3 การเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการป้องกันและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า12
ที่มา: ผู้เขียน
การควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในไทยจำเป็นต้องอุดช่องว่างกฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลออนไลน์ควบคู่กัน โดยบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถจัดเป็น 4 กลุ่ม ได้ดังนี้
ท้ายที่สุด การป้องกันเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังร่วมจากองคาพยพทุกภาคส่วนตั้งแต่ฝ่ายนโยบายที่ต้องออกกฎหมายเฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ฝ่ายการศึกษาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ฝ่ายสื่อหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ไปจนถึงครอบครัวและชุมชนที่เป็นด่านหน้าของการดูแลเด็ก ดังนั้นเมื่อทุกภาคส่วนทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ เราจะสามารถสร้าง “เกราะป้องกัน” ที่มั่นคงเพียงพอเพื่อปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าได้
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
