The Prachakorn

วิวัฒนาการ 6 Generation ของบุหรี่ไฟฟ้า เมื่อการตลาดก้าวเร็วกว่านโยบาย


สุทธิกรณ์ ณ บางช้าง

08 มกราคม 2569
197



ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนอายุ 13-15 ปี เพิ่มขึ้นกว่า 14.3%  จากเพียง 3.3% ในปี 25581 กระโดดเป็น 17.6% ในปี 25652 ตัวเลขนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของ วิวัฒนาการบุหรี่ไฟฟ้า 6 Generation ที่พัฒนาเร็วกว่านโยบาย การควบคุม และระบบเฝ้าระวังที่มีอยู่จนเด็กเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

สถานการณ์ระดับโลกก็สะท้อนแนวโน้มเดียวกัน ผลจากการติดตามเยาวชน 104,467 คน จาก ITC Project3 ระบุว่า ในประเทศอังกฤษอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มจาก 8% เป็น 24% ภายใน 5 ปี และสัดส่วนที่รู้สึกว่าตนเอง “เริ่มติดบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว” พุ่งจาก 31% เป็น 57%  และมีข้อมูลผลสำรวจจาก NHES และ GYTS ที่สอดคล้องกันว่าเยาวชนไทยใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังปี 2563 ที่มีการอุบัติขึ้นของรุ่นใหม่ ๆ เช่น Toy Pod (Gen 5) และ พอดจมูก (Gen 6) ซึ่งออกแบบมาให้พรางตัวเหมือนของเล่นหรือยาดม ขณะเดียวกันการตลาดออนไลน์ก็เปลี่ยนแปลงไปมากมีทั้งคอนเทนต์ TikTok และระบบสั่งซื้อผ่าน LINE หรือTelegram 

สถานการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า บุหรี่ไฟฟ้ากำลังเข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น ทั้งจากการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย การตลาดออนไลน์ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่น และช่องว่างของนโยบายที่ยังตามไม่ทันอุตสาหกรรม โดยบทความต่อไปนี้จะพาผู้อ่านมาทำความรู้จักวิวัฒนาการบุหรี่ไฟฟ้าทั้ง 6 Generation ตั้งแต่รูปแบบมวนพลาสติกรุ่นแรกจนถึงพอดจมูกรุ่นล่าสุด เพื่อทำความเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกออกแบบอย่างไรให้เข้าถึงเยาวชนได้ง่ายขึ้น และเหตุใดการตลาดจึงก้าวแซงนโยบายไปหลายก้าว

วิวัฒนาการของบุหรี่ไฟฟ้า จากมวนพลาสติก(Gen1) สู่ พอดจมูก (Gen 6)

ภาพที่ 1 วิวัฒนาการบุหรี่ไฟฟ้า 6 Generation4,5
ที่มา : ผู้เขียน

Gen 1: Cigalike
บุหรี่ไฟฟ้าในรุ่นแรกมีลักษณะคล้ายบุหรี่มวนทั้งสีสันและรูปลักษณ์ เป็นรูปแบบใช้แล้วทิ้ง  จึงไม่กระตุ้นให้ผู้ใช้รู้สึกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ อีกทั้งยังมีราคาสูงกว่าบุหรี่มวนหลายเท่า

Gen 2: Vape Pens
รุ่นที่ 2 เริ่มพัฒนาเป็นรูปแบบคล้ายปากกา สามารถเติมน้ำยาและใช้ซ้ำได้ ทำให้มีความสะดวกมากขึ้น พร้อมการออกแบบที่ดูลดความเป็นบุหรี่ลง

Gen 3: Vape Tanks
รุ่นที่ 3 เริ่มขยายขนาดเป็นแทงก์ใหญ่ สามารถเติมน้ำยาได้หลากหลายรสชาติ (ทั้งรสผลไม้ รสขนมหวาน รสเครื่องดื่มเย็น) ผลิตควันมากขึ้น และเริ่มเป็นกระแสในการตีตลาดในกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น

Gen 4: Pod-Based
รุ่นที่ 4 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการบุหรี่ไฟฟ้า ด้วยดีไซน์บางคล้ายแฟลชไดรฟ์ พกพาง่าย และดูไม่เหมือนบุหรี่มวนแบบดั้งเดิม อุปกรณ์ใช้หัวพอดสำเร็จรูปที่เปลี่ยนได้ทันที ไม่ต้องเติมน้ำยา ทำให้ใช้งานสะดวกมากขึ้น น้ำยามีกลิ่นผลไม้และรสขนมที่หลากหลายทำให้เข้าถึงวัยรุ่นได้ง่าย 

**ความนิยมของบุหรี่ไฟฟ้าเกิดขึ้นหลังการเข้าสู่ตลาดของ Juul หรือ บุหรี่ไฟฟ้ารุ่น Pod-Based (Gen 4) (จากบริษัท JUUL Labs สหรัฐอเมริกา) ที่ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงพอตทั่วไป แต่เป็นสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่น 6

Gen 5: Toy Pod
รุ่นที่ 5 มีการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายของเล่น ตุ๊กตา หรือคาแรกเตอร์การ์ตูน ทำให้แยกไม่ออกว่าเป็นพอต ด้วยดีไซน์สีสันสดใสและกลิ่นหวานคล้ายขนมทำให้เด็กเริ่มต้นใช้ได้ง่ายขึ้น แม้ภายในจะมีนิโคตินระดับปานกลางถึงสูงและใช้เทคโนโลยีทำความร้อนแบบ Mesh Coil ที่ให้ควันนุ่มและไม่บาดคอ เด็กจำนวนมากจึงไม่รู้สึกถึงความแรงของสารเสพติด นอกจากนี้ กลยุทธ์ทางการตลาดยังอาศัยแพลตฟอร์มโซเชียล การใช้ตัวการ์ตูน และราคาที่เข้าถึงง่ายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเป็นของสะสมมากกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ

Gen 6: 2-Way Pods หรือพอดจมูก
รุ่นที่ 6 เป็นการพรางตัวขั้นสูง มีการออกแบบให้มีลักษณะคล้ายยาดมที่เป็นของที่พบได้ทั่วไปในกระเป๋านักเรียน จุดเด่นสำคัญคือสามารถสูดผ่านจมูกได้โดยตรง ทำให้ร่างกายดูดซึมนิโคตินเข้มข้น 3-5% ได้รวดเร็วมากกว่าการสูบเข้าปอด อีกทั้งมีควันน้อยจนแทบตรวจจับไม่ได้ ทำให้เด็กใช้ในห้องเรียนหรือพื้นที่สาธารณะได้โดยไม่เป็นที่สังเกต การตลาดของรุ่นนี้มักใช้จุดขายว่า “เหมือนยาดม ใช้แล้วสดชื่น ไม่เหม็น” เพื่อลดความกังวลของผู้ใช้หน้าใหม่ แต่ในความจริงกลับเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสพติดอย่างรวดเร็ว รวมถึงการติดเชื้อและการระคายเคืองในโพรงจมูกจากหัวพอดที่ปนเปื้อนอีกด้วย

จากข้อมูลวิวัฒนาการของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งหกรุ่นจะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เน้นแค่การพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เท่านั้น แต่คือการยกระดับกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อสอดรับกับพฤติกรรมของผู้ซื้อ และลดการมองเห็นของผู้ปกครอง ครู และโรงเรียน ทั้งการทำให้หน้าตาเหมือนของเล่น แฟลชไดรฟ์ หรือยาดม จนแยกไม่ออกว่าเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ผลคือเด็กสามารถใช้ได้ทั้งในห้องเรียน ห้องน้ำ หรือแม้แต่หน้าเสาธงโดยไม่ถูกสังเกตเห็น  สถานการณ์ดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียง “เด็กเข้าถึงได้อย่างไร” แต่คือ “ระบบกำกับดูแลพลาดตรงไหน” ส่วนถัดไปจึงมุ่งอธิบายข้อจำกัดของกฎหมายไทยและช่องว่างของนโยบายที่เปิดทางให้อุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้ารุกตลาดเยาวชนได้อย่างต่อเนื่อง

นโยบายที่ยังเดินช้า และช่องว่างที่เปิดทางให้ตลาดขยายสู่เด็กและเยาวชน

ภาพที่ 2 กฎหมายว่าด้วยการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า7,8
ที่มา: เพจมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ และศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน

จากการสำรวจกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย พบว่ามีกฎหมายหลัก 4 ฉบับ ได้แก่7,8 

  1. พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 - การห้ามสูบในสถานที่สาธารณะ 
  2. พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 -การเอาผิดการนำเข้าและรับไว้ในครอบครอง
  3. คำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567- บุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ทุกชนิดเป็นสินค้าต้องห้ามทั้งการขายหรือการให้บริการโดยเด็ดขาด 
  4. ประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2557 - กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าห้ามนําเข้าในราชอาณาจักร

โดยภาพรวมจะเห็นได้ว่าแม้กฎหมายไทยจะห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า แต่นโยบายปัจจุบันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุม “การครอบครอง การใช้ และการโฆษณาออนไลน์” ช่องว่างเหล่านี้ทำให้ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าปรับตัวเร็วกว่ากฎหมายหลายเท่า โดยเฉพาะกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงและยากต่อการติดตาม เช่น การใช้คอนเทนต์สั้นบน TikTok และ Reels ที่นำเสนอรีวิวพอตรุ่นใหม่ในรูปแบบของเล่น ยาดม หรือไอเท็มวัยรุ่นแบบแนบเนียน รวมถึงการใช้บัญชีปลอมเพื่อหลบการตรวจจับอัตโนมัติของแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ยังมีการใช้แฮชแท็ก เช่น #เพื่อนฝากซื้อ #ของเล่นใหม่ หรือชื่อรุ่นย่อแบบไม่ใช้คำว่า vape ทำให้ค้นหายากขึ้น ขณะเดียวกันช่องทางสั่งซื้อออนไลน์ก็ถูกซ่อนผ่านกลุ่มปิดเช่น  LINE หรือ Telegram หรือการให้เด็กสแกน QR Code บนคลิปสั้น ซึ่งกฎหมายยังไม่สามารถกำกับสิ่งเหล่าได้

ช่องว่างเชิงเหล่านี้ซึ่งเป็นข้อจำกัดของนโยบาย กล่าวคือ กฎหมายเดิมเน้นที่การนำเข้าและการขายเชิงพาณิชย์แต่ไม่ครอบคลุมการตลาดออนไลน์ การรีวิวโดยอินฟลูเอนเซอร์ การส่งเสริมการขายผ่านโซเชียล และการครอบครองในกลุ่มนักเรียน ทำให้แม้ห้ามขายแต่การเข้าถึงกลับง่ายกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อผลิตภัณฑ์ถูกพรางตัวเป็นของใช้ทั่วไป เช่น Toy Pod และพอดจมูกที่แอบอ้างว่าปลอดภัย ไร้นิโคติน ซึ่งไม่เข้าข่ายนิยามอุปกรณ์ยาสูบแบบดั้งเดิม ส่งผลให้โรงเรียน ชุมชนไม่สามารถตรวจจับได้ทัน จากภาพรวมทั้งหมดเหล่านี้ได้สะท้อนว่า อุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้าใช้ความเร็วของโลกออนไลน์และดีไซน์ที่พรางตัวได้เก่งกว่าจนก้าวนำหน้านโยบายอย่างชัดเจน และทำให้เด็กเข้าถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ง่าย แม้จะเป็นสินค้าผิดกฎหมายก็ตาม

โลกกำลังทำอะไร และไทยเรียนรู้อะไรได้บ้าง

จากการศึกษาบทเรียนเกี่ยวกับนโยบายในต่างประเทศจะเห็นได้ว่า หลายประเทศเริ่มใช้มาตรการเข้มงวดเพื่อตอบโต้การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน เช่น สิงคโปร์ ใช้โมเดล “ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ” ควบคุมทั้งการค้า การครอบครอง การโฆษณา ควบคู่กับการให้ความรู้ในโรงเรียนและการสนับสนุนการเลิกบุหรี่ไฟฟ้า9 ขณะที่ เนเธอร์แลนด์ ได้มีนโยบายแบนรสชาติทั้งหมดเหลือเพียงรสยาสูบ โดยพบว่าร้อยละ 22.4 ของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มตัวอย่าง “เลิกใช้” หลังการแบนรสชาติ10 และ เบลเยียม ที่มีมาตรการในการห้ามโฆษณาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด การบังคับใช้จริงจัง และระบบควบคุมการตลาดออนไลน์11 

เมื่อมองจากบทเรียนของหลายประเทศ จะเห็นว่าการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าให้ได้ผลปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่กฎหมาย การบังคับใช้ที่จริงจัง และการปิดช่องว่างตลาดออนไลน์ สิ่งเหล่านี้คือจุดที่ประเทศไทยยังทำได้ไม่เต็มรูปแบบและควรเร่งพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อปกป้องเยาวชนจากการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น ส่วนถัดไปผู้เขียนจึงขอนำเสนอการวิเคราะห์การเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการป้องกันและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมกำหนดบทบาทหน้าที่เพื่อให้เกิดการบูรณาการทำงานของทุกภาคส่วน  

ภาพที่ 3 การเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการป้องกันและควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า12
ที่มา: ผู้เขียน

แนวทางเชิงนโยบายเพื่อป้องกันและควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชน 

การควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในไทยจำเป็นต้องอุดช่องว่างกฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลออนไลน์ควบคู่กัน โดยบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถจัดเป็น 4 กลุ่ม ได้ดังนี้

  1. กลุ่มผู้เล่นหลัก (Key Players) - ออกกฎหมายใหม่และเสริมระบบเฝ้าระวัง
    • สาธารณสุข/อย. ออกกฎหมายเฉพาะประเด็นบุหรี่ไฟฟ้าที่ควบคุมรูปลักษณ์-รสชาติ-การตลาดออนไลน์ และพัฒนาระบบเฝ้าระวังเด็กเป็นรายปี
    • ดีอี/กสทช. ตั้งระบบตรวจจับ-ลบโพสต์ขาย ควบคู่การทำ MoU กับแพลตฟอร์มเพื่อบล็อกคอนเทนต์เจาะเยาวชน
    • ตำรวจ/ศุลกากร สกัดการลักลอบนำเข้าและปิดเครือข่ายผู้ค้ารายใหญ่
  2. กลุ่มกำหนดทิศทางนโยบาย (Keep Satisfied) - ทำให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ได้จริง
    • รัฐสภา/ครม. ผลักดันกฎหมายที่ครอบคลุม “ผลิต-นำเข้า-ขาย-ครอบครอง-การตลาดออนไลน์” และจัดงบสนับสนุนการบังคับใช้
    • กระทรวงศึกษา ออกนโยบายและติดตามในการสร้างโรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และเสริมทักษะชีวิต/รู้เท่าทันสื่อในหลักสูตร พร้อมพัฒนาครูให้เข้าใจรุ่นใหม่ เช่น Toy Pod-พอดจมูก
  3. กลุ่มปฏิบัติในพื้นที่ (Keep Informed) - เสริมระบบเฝ้าระวังและการช่วยเหลือ
    • สถานศึกษา เข้มงวดกฎโรงเรียนและพัฒนาระบบคัดกรอง ตรวจจับ และดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เริ่มใช้
    • โรงพยาบาล/รพ.สต. จัดบริการเลิกบุหรี่ไฟฟ้าสำหรับเยาวชนโดยเฉพาะ
    • อปท. ออกข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติจำกัดพื้นที่ขายและสร้างสภาพแวดล้อมปลอดภัยจากบุหรี่ไฟฟ้า
  4. กลุ่มที่ไม่ใช่อำนาจรัฐ (Minimal Effort) - สนับสนุนการป้องกันด่านแรก
    • แพลตฟอร์มโซเชียล/อีคอมเมิร์จ ตั้งฟิลเตอร์คำค้นหา บล็อกร้านค้าเสี่ยง ลบโฆษณา และรายงานบัญชีผิดกฎหมายให้รัฐ
    • ครอบครัว/ผู้ปกครอง เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง พูดคุยอย่างไม่ตัดสิน และร่วมมือกับโรงเรียนในกรณีเด็กอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
    • ผู้นำชุมชม ช่วยแจ้งเบาะแสร้านค้าใต้ดิน และจัดเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่
    • สสส.-ภาควิชาการ-ภาคประชาสังคม ผลิตชุดความรู้ สื่อรณรงค์ และโปรแกรมเสริมทักษะชีวิตสำหรับเด็ก โดยใช้แพลตฟอร์มที่เยาวชนใช้งานจริง เช่น TikTok IG

ท้ายที่สุด การป้องกันเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังร่วมจากองคาพยพทุกภาคส่วนตั้งแต่ฝ่ายนโยบายที่ต้องออกกฎหมายเฉพาะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ฝ่ายการศึกษาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ฝ่ายสื่อหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ไปจนถึงครอบครัวและชุมชนที่เป็นด่านหน้าของการดูแลเด็ก ดังนั้นเมื่อทุกภาคส่วนทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ เราจะสามารถสร้าง “เกราะป้องกัน” ที่มั่นคงเพียงพอเพื่อปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าได้


แหล่งข้อมูลอ้างอิง 

  1. Patanavanich, R., et al. (2022). Prevalence of e-cigarette use among Thai adolescents aged 13–15 years: From 3.3% in 2015 to 8.1% in 2021. Tobacco Induced Diseases.
  2. Global Youth Tobacco Survey (GYTS) Thailand. (2022). Prevalence of electronic-cigarette use among students aged 13–15 years (17.6%). WHO/Thailand.
  3. Hammond, D., Reid, J., Burkhalter, R., O’Connor, R. J., Goniewicz, M. L., Wackowski, O. A., & Thrasher, J. F. (2023). Trends in smoking and vaping among young people: Findings from the ITC Youth Surveys. University of Waterloo.
  4. คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2568). รายงานเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์อันตราย: บุหรี่ไฟฟ้า Gen6 “พอดจมูก”. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค. สืบค้นจาก https://www.nongtad.go.th/fileupload/2025-09-171928915851.pdf
  5. ดวงกมล สีตบุตร, & ศรีรัช ลาภใหญ่. (2567). การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา: จากบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นที่ 1 มาเป็นบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นที่ 5 “บุหรี่ไฟฟ้าตุ๊กตา-Toy pod” และการเจาะตลาดนักสูบหน้าใหม่ด้วยกลยุทธ์การตลาดการ์ตูน. วารสารวิจัยสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 6(3), 1–13.
  6. เอชโฟกัส. (2566). บุหรี่ไฟฟ้า JUUL ยอมความคดีถูกฟ้องทำการตลาดพุ่งเป้าเด็ก จ่าย 9 หมื่นล้าน (อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของ รศ.ดร.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช).สืบค้นจาก https://www.hfocus.org/content/2023/04/27509
  7. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค. (2567, 19 กรกฎาคม). มีผลแล้ว... ราชกิจจาฯ ประกาศคำสั่งห้ามผลิต ห้ามขาย บารากู่–บุหรี่ไฟฟ้า–น้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า มีโทษจำคุก หรือทั้งจำและปรับ. สืบค้นจาก https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/37716.pdf
  8. เอชโฟกัส. (2566). กฎหมายว่าด้วยการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า. สืบค้นจาก https://www.hfocus.org/content/2023/02/27023
  9. วิทยา กุลสมบูรณ์. (2567). สิงคโปร์ซีโร่เวป: บทเรียนความสำเร็จจากการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและการสนับสนุนด้านการศึกษา. สำนักข่าวอิศรา. สืบค้นจาก https://www.isranews.org/article/isranews-article/140719-sg.html
  10. Hellmich, I. M., Havermans, A., Pauwels, C. G. G. M., Boesveldt, S., & Talhout, R. (2025). A comprehensive evaluation of an e-cigarette flavor ban on consumer behavior and purchasing. RIVM – National Institute for Public Health and the Environment; Wageningen University & Research.
  11. Global State of Tobacco Harm Reduction. (2025, November 5). E-cigarette vaping in Belgium. Retrieved August 4, 2025, from https://gsthr.org/countries/profile/bel/2/
  12. Mendelow, A. L. (1991) ‘Environmental Scanning: The Impact of the Stakeholder Concept’. Proceedings From the Second International Conference on Information Systems 407-418. Cambridge, MA.

 

 

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th