“ทำไมสังคมไทยจึงได้ “สูงวัย” หรือ “มีอายุสูงขึ้น” อย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ใครๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับประชากรจะคาดคิด ทำไม ... ย้อนหลังไปเมื่อ 50-60 ปีก่อน นักวิชาการทางด้านต่างๆ เช่น นักประวัติศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ แม้กระทั่งนักประชากรศาสตร์ จึงไม่รู้เลยหรือว่าสังคมไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในเวลาอีกเพียงแค่ไม่ถึง 10 ปีข้างหน้าเท่านั้น
ทุกวันนี้คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น ใครๆ ก็ต้องคิดอย่างนั้น เดี๋ยวนี้เราเห็นคนแก่มากขึ้น คนแก่ที่มีอายุ 80-90 ปี กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา แม้กระทั่งคนที่อายุร้อยปีขึ้นไป หรือที่เราเรียกว่า “ศตวรรษิกชน” ก็พบเห็นได้ง่ายๆ เรารู้ว่าทุกวันนี้สังคมไทยมีคนอายุสูงๆ อยู่เป็นจำนวนมาก คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเดี๋ยวนี้สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัยที่เต็มไปด้วยคนแก่ไปเสียแล้ว
เราเรียกสังคมที่มีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมดว่าเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” เมื่อ 40-50 ปีก่อนนี้ ประเทศไทยยังมีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเพียงไม่ถึงร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมด ประเทศไทยเริ่มกลายเป็น “สังคมสูงวัย” เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุสูงขึ้นถึงร้อยละ 10 ในปี 2548 เวลาผ่านไปอีกเพียง 20 ปี ปี 2568 เราก็กลายเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” ไปเสียแล้ว ซ้ำยังมีคำเตือนอีกว่า อีกเพียงไม่ถึง 10 ปีข้างหน้านี้ เราจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” เมื่อคนอายุ 65 ปีขึ้นไป มีมากถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด
สังคมมีอายุสูงขึ้นเพราะสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ มีเด็กเกิดน้อยลงและคนมีชีวิตอยู่ยาวนานขึ้น สาเหตุสำคัญทั้งสองประการนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยรวดเร็วกว่าที่คาดไว้อย่างมาก จึงทำให้สังคมไทยมีอายุสูงขึ้นเร็วกว่าใครจะคาดคิด
ตามทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านทางประชากร ประชากรใดก็ตามจะเปลี่ยนจากสภาวะการมีอัตราเพิ่มประชากรต่ำ อันเนื่องมาจากอัตราเกิดและอัตราตายอยู่ในระดับสูงใกล้เคียงกัน มาเป็นสภาวะที่มีอัตราเพิ่มต่ำอีกครั้งหนึ่ง แต่สภาวะครั้งหลังนี้เนื่องมาจากที่อัตราเกิดและอัตราตายอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกัน ช่วงที่ทั้งการเกิดและการตายเปลี่ยนระดับจากสูงลงมาต่ำเช่นนี้ เป็นช่วงของ “การเปลี่ยนผ่านทางประชากร”
ประเทศที่มีอัตราเกิดและอัตราตายอยู่ในระดับสูงจะทำให้สังคมมีโครงสร้างเป็น “สังคมเยาว์วัย” พีระมิดประชากรจะเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีฐานกว้าง ยอดแหลมเหมือนพีระมิดของอียิปต์โบราณ พีระมิดที่มีฐานกว้างคือมีเด็กเป็นจำนวนและสัดส่วนที่สูงมาก ในขณะที่ยอดแหลมของพีระมิดคือมีผู้สูงอายุน้อย
ประเทศที่มีอัตราเกิดและอัตราตายอยู่ในระดับต่ำ สังคมจะมีโครงสร้างเป็น “สังคมสูงวัย” พีระมิดประชากรจะไม่มีรูปร่างเป็นรูปสามเหลี่ยมฐานกว้างอีกต่อไป แต่อาจมีรูปร่างคล้ายดอกบัวตูม หรือหัวคทา ส่วนล่างของพีระมิดจะสอบแคบลง คือมีสัดส่วนของประชากรเด็กลดต่ำลง ส่วนยอดของพีระมิดคือผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนใกล้เคียงหรือมากกว่าเด็ก
ตามประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงประชากรของประเทศตะวันตก อัตราตายจะค่อยๆ ลดลงก่อน อัตราเกิดจึงค่อยๆ ลดลงตามมา ประเทศตะวันตกใช้เวลานับร้อยปีที่โครงสร้างสังคมจะค่อยๆ เปลี่ยนรูปจากสังคมเยาว์วัยมาเป็นสังคมสูงวัย
อัตราตายของประเทศไทยลดลงเร็วมากในระยะ 60-70 ปีที่ผ่านมานี้ การแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทยได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484-2488) สิ้นสุดลง เทคโนโลยีการรักษาพยาบาลและการส่งเสริมป้องกันโรค รวมทั้งระบบสุขาภิบาลและการสาธารณสุขได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก ทำให้โรคระบาดหลายโรคได้หายไปจากสังคมไทย เช่น อหิวาตกโรค ฝีดาษ กาฬโรค อัตราตายของคนไทยได้ลดต่ำลง โดยเฉพาะอัตราตายของทารกแรกเกิด อายุคาดเฉลี่ยของประชากรไทยซึ่งเคยยืนยาวไม่ถึง 50 ปี ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับสูงขึ้นถึง 60 ปี ในทศวรรษที่ 2500
การลดต่ำลงของอัตราตายและการยืนยาวของชีวิตคนไทยในเวลาอันรวดเร็วในขณะที่อัตราเกิดยังอยู่ในระดับสูง ทำให้อัตราเพิ่มประชากร (อัตราเกิด-อัตราตาย) สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ประชากรไทยเพิ่มด้วยอัตราที่สูงมากทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ระเบิดประชากร”
การเพิ่มประชากรไทยด้วยอัตราที่สูงมากนำไปสู่การประกาศนโยบายประชากรอย่างเป็นทางการในปี 2513 นโยบายประชากรของประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะชะลออัตราเพิ่มประชากรด้วยการส่งเสริมให้คู่สมรสวางแผนครอบครัวโดยสมัครใจ โครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติของประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง อัตราคุมกำเนิดหรือร้อยละของคู่สมรสที่คุมกำเนิดด้วยวิธีสมัยใหม่ได้เพิ่มขึ้นจากไม่ถึงร้อยละ 15 ก่อนประกาศนโยบายประชากรถึงสูงกว่าร้อยละ 60 ในอีก 15 ปีต่อมา อัตราเกิดของประชากรไทยได้ลดลงอย่างรวดเร็ว จากที่เคยสูงกว่า 40 ต่อประชากร 1,000 คน ลดลงเหลือไม่ถึง 30 ต่อประชากร 1,000 คนในทศวรรษที่ 2530 จำนวนเด็กเกิดที่เคยมากกว่าล้านรายต่อปีระหว่างปี 2506-2526 ได้ลดลงเหลือต่ำกว่า 5 แสนราย ตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา
การที่เด็กเกิดน้อยลงอย่างมากเช่นนี้เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย นับเป็นปรากฏการณ์ทางประชากรที่นักประชากรศาสตร์เองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ในอดีต นักประชากรศาสตร์พูดกันว่า “อัตราเจริญพันธุ์รวม” ที่สตรีคนหนึ่งมีบุตรเฉลี่ยตลอดวัยเจริญพันธุ์ของตน เท่ากับ 2.1 คน เรียกว่า “การเจริญพันธุ์ระดับทดแทน” หรือสตรีคนหนึ่งมีบุตรเฉลี่ยสองคนเป็นจำนวนที่ทดแทนพ่อและแม่ (0.1 เกินไว้เผื่อลูกตาย) เป็นอัตราที่ต่ำมากที่สุดแล้ว ปัจจุบันประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ไทย มีอัตราเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 1.0-1.3 ซึ่งต่ำกว่าอัตราเจริญพันธุ์ระดับทดแทนไปมาก เกินกว่าที่นักวิชาการเมื่อ 50-60 ปีก่อนจะคาดคิด ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดในปี 2568 อัตราเจริญพันธุ์ของไทยและเกาหลีใต้ได้ลดต่ำลงไปจนต่ำกว่า 1.0 แล้ว
เมื่ออายุของคนไทยยืนยาวขึ้นอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ อัตราเจริญพันธุ์ของคนไทยลดต่ำลงอย่างมากในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ สังคมไทยจึงเปลี่ยนรูปไปอย่างรวดเร็วมาก ไม่เหมือนสังคมตะวันตกที่เปลี่ยนรูปจากสังคมเยาว์วัยเป็นสังคมสูงวัยอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ประเทศไทยเปลี่ยนโครงสร้างสังคม จาก “สังคมเยาว์วัย” มาเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” โดยใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วอายุคนเท่านั้น
