ทุกวันนี้เราได้ยินคนพูดถึงสุขภาพจิตมากขึ้น คำว่า “เครียด” “ท้อ” หรือ “ไม่ไหวแล้ว” กลายเป็นคำที่หลุดออกมาง่ายขึ้นในบทสนทนาประจำวัน นี่เป็นเรื่องที่ดีเพราะอย่างน้อยก็สะท้อนว่าความทุกข์ทางใจไม่ใช่เรื่องที่ต้องซ่อนอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันความตั้งใจดีนี้ก็มาพร้อมกับความสับสนเมื่อคำว่า “ความทุกข์ทางใจ” และ “ความป่วยทางจิต” ถูกใช้แทนกันไปมาจนบางครั้งเราก็เผลอคิดว่าทุกความทุกข์คือโรคหรือในอีกทางหนึ่ง โรคทางจิตก็ถูกมองว่าเป็นแค่อารมณ์ชั่วคราวที่ใครๆ ก็เคยผ่านมา ทั้งที่จริงแล้วเส้นแบ่งระหว่างสองอย่างนี้ แม้จะบางแต่มีความหมายมาก
การรู้สึกเศร้า เหนื่อย ท้อ หรือกังวลไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ และไม่จำเป็นต้องแปลว่าเรากำลังป่วย หรือชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่กระทบใจได้เสมอ งานที่กดดัน ปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น หรืออนาคตที่ยังไม่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คนเราทุกข์ใจได้ โดยไม่ต้องมีคำว่า “โรค” เข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่มา gemini
ในทางการแพทย์สุขภาพจิตไม่ได้หมายถึงการไม่มีปัญหาหรือไม่มีความทุกข์ แต่หมายถึงความสามารถในการใช้ชีวิต รับมือกับความเครียด และดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหมาย ในความหมายนี้ ความทุกข์ทางใจจึงเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตไม่ใช่โรค และไม่จำเป็นต้องถูกผลักให้กลายเป็นโรค1
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกความทุกข์จะค่อยๆ ดีขึ้นตามเวลาสำหรับบางคน คนที่ป่วยทางจิตอาจไม่ได้แค่ “รู้สึกแย่” แต่เริ่มนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน กินไม่ได้หรือกินมากผิดปกติ ไม่มีแรงทำงาน ใจสั่น หลีกเลี่ยงผู้คน หรือรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตได้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในทางการแพทย์ ความป่วยทางจิตหมายถึง ความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ความคิด หรือพฤติกรรม ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต การทำงาน และการดูแลตัวเองอย่างจริงจัง2
ในประเทศไทย มีผู้เข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชในระบบสาธารณสุขมากกว่าสองล้านคนต่อปี3 ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายถึงผู้ป่วยโรคจิตเภทเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่เผชิญภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค และปัญหาสุขภาพจิตรูปแบบอื่นๆ ด้วย จึงสะท้อนว่า ความป่วยทางจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องของคนส่วนน้อยอย่างที่หลายคนคิด
เส้นแบ่งระหว่าง “ความทุกข์ทางใจ” กับ “ความป่วยทางจิต” ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครเศร้ามากกว่ากันแต่อยู่ที่ว่า ความทุกข์นั้นส่งผลกับชีวิตเรามากแค่ไหน บางคำถามง่ายๆ อาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เช่น ความรู้สึกนี้อยู่กับเรามานานแค่ไหนแล้ว มันเริ่มรบกวนการนอน การทำงาน หรือความสัมพันธ์หรือไม่ เรายังดูแลตัวเองได้เหมือนเดิม หรือเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ และตอนนี้เรากำลังต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือเปล่า

ที่มา gemini
นักวิชาการด้านสุขภาพจิตเสนอให้มองสุขภาพจิตเป็น “ความต่อเนื่อง” ไม่ใช่เส้นแบ่งตายตัวระหว่างคำว่า “ปกติ” กับ “ป่วย” มุมมองนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกความทุกข์คือโรค แต่โรคทางจิตหลายอย่าง มักเริ่มต้นจากความทุกข์ที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม4
หากสังคมมองว่าความป่วยทางจิตเป็นเรื่องไกลตัวคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออาจไม่กล้าไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่มีงานวิจัยจำนวนมาก พบว่า การได้รับการรักษาที่ล่าช้าสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่แย่ลงในระยะยาว5
เราไม่จำเป็นต้องบอกว่า ทุกคนเคยป่วยทางใจเพื่อจะเข้าใจคนที่ป่วยทางจิตแค่ยอมรับว่า มนุษย์แต่ละคนมีความเปราะบางไม่เท่ากันและในบางช่วงของชีวิต บางคนอาจต้องการการดูแลมากกว่าคนอื่นเส้นแบ่งระหว่าง ”ความทุกข์ทางใจ” กับ “ความป่วยทางจิต” อาจบาง แต่การมองเห็นเส้นแบ่งนั้นช่วยให้เราเข้าใจกัน ดูแลกันได้อย่างเหมาะสมและอ่อนโยนมากขึ้น

ที่มา Notebook LM
จาก source text: ความทุกข์ทางใจเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่หากสะสมมากเกินไปจนไม่สามารถจัดการได้
อาจลุกลามและพัฒนาไปสู่สภาวะความป่วยทางจิตที่รุนแรงในอนาคต
อ้างอิง