The Prachakorn

วันที่ใจไม่ไหว: เข้าใจความทุกข์ทางใจ ก่อนจะกลายเป็นความป่วย


17 กุมภาพันธ์ 2569
9



    ทุกความรู้สึกแย่จำเป็นต้องเรียกว่าโรคหรือไม่ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไรควรดูแลตัวเอง
และเมื่อไรควรขอความช่วยเหลือ คำถามนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจสุขภาพจิตที่ไม่เหมารวม

ทุกวันนี้เราได้ยินคนพูดถึงสุขภาพจิตมากขึ้น คำว่า “เครียด” “ท้อ” หรือ “ไม่ไหวแล้ว” กลายเป็นคำที่หลุดออกมาง่ายขึ้นในบทสนทนาประจำวัน นี่เป็นเรื่องที่ดีเพราะอย่างน้อยก็สะท้อนว่าความทุกข์ทางใจไม่ใช่เรื่องที่ต้องซ่อนอีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันความตั้งใจดีนี้ก็มาพร้อมกับความสับสนเมื่อคำว่า “ความทุกข์ทางใจ” และ “ความป่วยทางจิต” ถูกใช้แทนกันไปมาจนบางครั้งเราก็เผลอคิดว่าทุกความทุกข์คือโรคหรือในอีกทางหนึ่ง โรคทางจิตก็ถูกมองว่าเป็นแค่อารมณ์ชั่วคราวที่ใครๆ ก็เคยผ่านมา ทั้งที่จริงแล้วเส้นแบ่งระหว่างสองอย่างนี้ แม้จะบางแต่มีความหมายมาก

ความทุกข์ทางใจ: เรื่องธรรมดาของชีวิต

การรู้สึกเศร้า เหนื่อย ท้อ หรือกังวลไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ และไม่จำเป็นต้องแปลว่าเรากำลังป่วย หรือชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องที่กระทบใจได้เสมอ งานที่กดดัน ปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น หรืออนาคตที่ยังไม่ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คนเราทุกข์ใจได้ โดยไม่ต้องมีคำว่า “โรค” เข้ามาเกี่ยวข้อง

ที่มา gemini

ในทางการแพทย์สุขภาพจิตไม่ได้หมายถึงการไม่มีปัญหาหรือไม่มีความทุกข์ แต่หมายถึงความสามารถในการใช้ชีวิต รับมือกับความเครียด และดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีความหมาย ในความหมายนี้ ความทุกข์ทางใจจึงเป็นส่วนหนึ่งของการมีชีวิตไม่ใช่โรค และไม่จำเป็นต้องถูกผลักให้กลายเป็นโรค1

ความป่วยทางจิต: เมื่อความทุกข์เริ่มกลืนชีวิต

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกความทุกข์จะค่อยๆ ดีขึ้นตามเวลาสำหรับบางคน คนที่ป่วยทางจิตอาจไม่ได้แค่ “รู้สึกแย่” แต่เริ่มนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน กินไม่ได้หรือกินมากผิดปกติ ไม่มีแรงทำงาน ใจสั่น หลีกเลี่ยงผู้คน หรือรู้สึกว่าตัวเองใช้ชีวิตได้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในทางการแพทย์ ความป่วยทางจิตหมายถึง ความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ความคิด หรือพฤติกรรม ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต การทำงาน และการดูแลตัวเองอย่างจริงจัง2

ในประเทศไทย มีผู้เข้ารับบริการด้านสุขภาพจิตและจิตเวชในระบบสาธารณสุขมากกว่าสองล้านคนต่อปี3 ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายถึงผู้ป่วยโรคจิตเภทเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ที่เผชิญภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล แพนิค และปัญหาสุขภาพจิตรูปแบบอื่นๆ ด้วย จึงสะท้อนว่า ความป่วยทางจิตไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่เรื่องของคนส่วนน้อยอย่างที่หลายคนคิด 

เส้นแบ่งที่บาง ไม่ได้อยู่ที่ว่า “รู้สึกแย่แค่ไหน”

เส้นแบ่งระหว่าง “ความทุกข์ทางใจ” กับ “ความป่วยทางจิต” ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครเศร้ามากกว่ากันแต่อยู่ที่ว่า ความทุกข์นั้นส่งผลกับชีวิตเรามากแค่ไหน บางคำถามง่ายๆ อาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น เช่น ความรู้สึกนี้อยู่กับเรามานานแค่ไหนแล้ว มันเริ่มรบกวนการนอน การทำงาน หรือความสัมพันธ์หรือไม่ เรายังดูแลตัวเองได้เหมือนเดิม หรือเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ และตอนนี้เรากำลังต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญหรือเปล่า

ที่มา gemini

นักวิชาการด้านสุขภาพจิตเสนอให้มองสุขภาพจิตเป็น “ความต่อเนื่อง” ไม่ใช่เส้นแบ่งตายตัวระหว่างคำว่า “ปกติ” กับ “ป่วย” มุมมองนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า ไม่ใช่ทุกความทุกข์คือโรค แต่โรคทางจิตหลายอย่าง มักเริ่มต้นจากความทุกข์ที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม4

หากสังคมมองว่าความป่วยทางจิตเป็นเรื่องไกลตัวคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลืออาจไม่กล้าไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ทั้งที่มีงานวิจัยจำนวนมาก พบว่า การได้รับการรักษาที่ล่าช้าสัมพันธ์กับผลลัพธ์ที่แย่ลงในระยะยาว5

เราไม่จำเป็นต้องบอกว่า ทุกคนเคยป่วยทางใจเพื่อจะเข้าใจคนที่ป่วยทางจิตแค่ยอมรับว่า มนุษย์แต่ละคนมีความเปราะบางไม่เท่ากันและในบางช่วงของชีวิต บางคนอาจต้องการการดูแลมากกว่าคนอื่นเส้นแบ่งระหว่าง ”ความทุกข์ทางใจ” กับ “ความป่วยทางจิต” อาจบาง แต่การมองเห็นเส้นแบ่งนั้นช่วยให้เราเข้าใจกัน ดูแลกันได้อย่างเหมาะสมและอ่อนโยนมากขึ้น

ที่มา Notebook LM
จาก source text: ความทุกข์ทางใจเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่หากสะสมมากเกินไปจนไม่สามารถจัดการได้
อาจลุกลามและพัฒนาไปสู่สภาวะความป่วยทางจิตที่รุนแรงในอนาคต


อ้างอิง

  1. World Health Organization. (2014). Mental health: A state of well-being. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mental-health-strengthening-our-response สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2569
  2. First, M. B., Yousif, L. H., Clarke, D. E., Wang, P. S., Gogtay, N., & Appelbaum, P. S. (2022). DSM‐5‐TR: Overview of what’s new and what’s changed. World Psychiatry, 21(2), 218.
  3. กรมสุขภาพจิต. (2565). รายงานสถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทย. กระทรวงสาธารณสุข.
  4. Keyes, C. L. (2002). The mental health continuum: From languishing to flourishing in life. Journal of health and social behavior, 207-222.
  5. Marshall, M., Lewis, S., Lockwood, A., Drake, R., Jones, P., & Croudace, T. (2005). Association between duration of untreated psychosis and outcome in cohorts of first-episode patients: a systematic review. Archives of general psychiatry, 62(9), 975-983.

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th