The Prachakorn

การสูงวัยอย่างมีพลัง (Active Ageing)


ปราโมทย์ ประสาทกุล

19 กุมภาพันธ์ 2569
410



“การสูงวัยอย่างมีพลัง” จะต้องทำให้ผู้คนอยู่ได้ด้วยตัวเอง สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือเป็นภาระแก่ผู้อื่น ทั้งในด้านสุขภาพ การเงิน และการอยู่อาศัย รัฐและสังคมต้องมีระบบดูแลและจัดการกับสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพของคนในสังคม

ประเทศไทยให้ความสนใจเรื่อง “ผู้สูงอายุ” มาเป็นเวลานานเกินกว่า 70 ปีมาแล้ว ถ้าไล่เรียงเหตุการณ์เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย ก็อาจเริ่มนับตั้งแต่รัฐบาลสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เปิดสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค เมื่อปี 2496 เพื่อเป็นที่พักพิงของผู้สูงอายุที่ไร้ญาติขาดผู้ดูแล เรียกกันสั้นๆ ว่า “บ้านบางแค” ซึ่งเป็น “สถานสงเคราะห์คนชรา” แห่งแรกของประเทศไทย ในสมัยเริ่มแรกบ้านบางแคอยู่ในสังกัดกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันบ้านบางแคเป็นหน่วยงานสังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

การประชุมโลกว่าด้วยการสูงวัยของประชากรครั้งแรก

งานด้านผู้สูงอายุในประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าไปด้วยแรงผลักดันจากภายนอกประเทศ งานผู้สูงอายุของประเทศไทยในสมัยเริ่มแรก เป็นงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ไร้ที่พึ่ง จนกระทั่งเมื่อสหประชาชาติกำหนดให้มีการประชุมโลกว่าด้วยการสูงวัยของประชากรเป็นครั้งแรก (The 1st World Assembly on Ageing) ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในปี 2525 ประเทศไทยได้เตรียมการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้โดยร่าง “แผนระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุแห่งชาติ พ.ศ. 2525-2544” เพื่อแสดงให้นานาประเทศเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมที่จะปฏิบัติงานด้านการดูแลผู้สูงอายุ แผนฯ นี้ร่างโดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมี ดร.เสนาะ อูนากูล เป็นเลขาธิการในเวลานั้น หัวหน้าคณะผู้แทนไทยที่เข้าร่วมประชุม ได้แก่ พลเอกสิทธิ์ จิรโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายประมูล จันทรจำนง อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ และ นพ.บรรลุ ศิริพานิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ ขอให้สังเกตว่างานผู้สูงอายุในช่วงเวลานั้นเน้นอยู่ที่การสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่ยากไร้และต้องการการดูแลช่วยเหลือ

งานผู้สูงอายุในระยะเริ่มแรกถูกมองว่าเป็นงานสงเคราะห์ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทางสุขภาพอนามัยและที่พักอาศัย ประชากรสูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลเช่นเดียวกับกลุ่มเด็กและสตรี กลุ่มคนพิการ กลุ่มเยาวชน ฯลฯ จำนวนผู้สูงอายุแม้จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังไม่มากพอที่จะแสดงว่าเป็นปัญหา จนกระทั่งในปี 2537 สำนักงานสถิติแห่งชาติได้ทำโครงการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย ที่ใช้ตัวอย่างเป็นตัวแทนของผู้สูงอายุทั่วประเทศ เป็นการสำรวจโดยใช้แบบสอบถามที่มีคำถามมากมายเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การอยู่อาศัย สถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ ความคิดให้มีการสำรวจครั้งนี้มาจาก ศาสตราจารย์ ดร.จอห์น โนเดล จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ผู้มาช่วยงานอยู่ที่สถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การสำรวจผู้สูงอายุครั้งแรกนี้ได้จุดประเด็นเรื่องการสูงวัยของประชากร ข้อมูลประชากรได้แสดงให้เห็นแนวโน้มจำนวนและสัดส่วนของผู้สูงอายุทั้งของต่างประเทศและของประเทศไทยที่กำลังเพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่เร็วมาก เพราะภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศต่างๆ กำลังลดต่ำลง ในขณะที่อายุคาดเฉลี่ยของประชากรในประเทศเหล่านี้ยืนยาวขึ้น

ประเด็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุทั่วๆ ไป การสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่ยากไร้ สุขภาพอนามัย และการดูแลผู้สูงอายุ เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งในกลุ่มนักวิชาการสาขาต่างๆ ผู้บริหาร นักวางแผนนโยบายในกระทรวงต่างๆ นอกเหนือจากกระทรวงมหาดไทยและสาธารณสุข

การประชุมโลกว่าด้วยการสูงวัยของประชากร ครั้งที่ 2

การประชุมโลกว่าด้วยการสูงวัยของประชากร ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในปี 2545 การประชุมครั้งนี้ได้ขยายขอบเขตของงานผู้สูงอายุให้กว้างขวางออกไปครอบคลุมมิติทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากด้านสุขภาพอนามัยเพียงอย่างเดียว มีการนำคำว่า Active Ageing มาใช้เพื่อให้มีความหมายว่า “วิธีการหลักที่มุ่งทำให้เกิดโอกาสมากที่สุดเพื่อสุขภาพอนามัย การมีส่วนร่วม และความมั่นคง อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในขณะที่ผู้คนมีอายุสูงขึ้น”  คำว่า Active Ageing กลายมาเป็นกรอบการทำงานที่ที่ประชุมมีมติให้นานาประเทศยึดเป็นหลักในการดำเนินงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ มติของที่ประชุมนี้ใช้ชื่อว่า “Madrid International Plan of Action on Ageing-MIPAA” (แผนปฏิบัติการนานาชาติมาดริดว่าด้วยการสูงวัย) และในปีเดียวกันนั้น องค์การอนามัยโลก ได้ออกเอกสารชื่อ Active Ageing: A Policy Framework

เมื่อกรอบนโยบายว่าด้วย Active Ageing เดินทางมาถึงประเทศไทย นักวิชาการ นักบริหาร และนักปฏิบัติที่ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุก็ขานรับแนวคิดนี้ด้วยความยินดี แต่จะแปลคำว่า Active Ageing เป็นภาษาไทยว่าอย่างไรดี ยังไม่เป็นที่ตกลงยอมรับทั่วไป หลายคนใช้คำว่า “พฤฒิพลัง” ซึ่งหมายถึง “กำลังของผู้สูงอายุ” เพราะเห็นว่าฟังดูไพเราะและขลังดี แต่ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า “พฤฒิพลัง” ไม่ตรงกับคำว่า Active Ageing เสียทีเดียวนัก เพราะ Ageing แปลว่า “การสูงวัย” ไม่ใช่แปลว่า “ผู้สูงอายุ”

ในช่วงเวลานั้นในวงการคนทำงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุได้เสนอคำศัพท์ภาษาไทยที่แปลจาก Active Ageing ไว้หลายคำ โดยมากจะแปลคำว่า Ageing ว่า “ผู้สูงอายุ” แล้วแปล Active ว่า “กระฉับกระเฉง” บ้าง “กระชุ่มกระชวย” บ้าง “มีชีวิตชีวา” บ้าง และที่ไพเราะและมีความหมายใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษมากที่สุดเห็นจะได้แก่ “พฤฒิพลัง” ซึ่งแปลว่า “พลังของผู้สูงอายุ” อย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้ว

ผมชอบคำว่า “มีพลัง” (Active) จึงเสนอคำว่า “การสูงวัยอย่างมีพลัง” (Active Ageing) องค์การอนามัยโลกได้ให้ความหมายของคำนี้ไว้สั้นๆ ดังนี้

“Active ageing is the process of optimizing opportunities for health, participation and security in order to enhance quality of life as people age.”

    ต่อมาพวกเราที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคมได้ช่วยกันบัญญัติศัพท์คำว่า “การสูงวัยอย่างมีพลัง” ไว้ใน “ศัพทานุกรมการวิจัยประชากรและสังคม” ว่าหมายถึง “กระบวนการที่คนเจริญวัยขึ้นอย่างมีคุณภาพ” และขยายความต่อไปว่า “การสูงวัยอย่างมีพลัง” หมายรวมถึงการที่ผู้คนในสังคมมีอายุสูงขึ้นอย่างมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ มีความมั่นคงในชีวิต มีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในกิจการทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และทำหน้าที่พลเมืองที่ดีที่เป็นประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ 

แนวคิดเรื่อง “การสูงวัยอย่างมีพลัง” จะทำให้คนตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่ตนจะสร้างความอยู่ดีมีสุขทั้งกาย จิต และสังคม “ตลอดเส้นทางชีวิตของตน” และเพื่อที่จะมีส่วนร่วมในสังคม ในขณะที่ผู้คนได้รับการปกป้องความมั่นคงในชีวิต และได้รับการดูแลอย่างเพียงพอเมื่อเขาต้องการ 

“การสูงวัยอย่างมีพลัง” จะต้องทำให้ผู้คนอยู่ได้ด้วยตัวเอง สามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือเป็นภาระแก่ผู้อื่น ทั้งในด้านสุขภาพ การเงิน และการอยู่อาศัย รัฐและสังคมต้องมีระบบดูแลและจัดการกับสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เอื้อต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพของคนในสังคม

การประชุมโลกว่าด้วยการสูงวัยของประชากร ครั้งที่ 2 ที่เมืองมาดริด หรือ MIPAA มีอิทธิพลต่องานผู้สูงอายุของประเทศไทยอย่างมาก นอกจากจะนำแนวคิดเรื่องการสูงวัยอย่างมีพลังมาสู่ประเทศไทยแล้ว ยังเป็นแรงกระตุ้นผลักดันเรื่องสิทธิและสวัสดิการของผู้สูงอายุในประเทศไทยอีกด้วย ในปีต่อมาหลังการประชุมที่มาดริด รัฐสภาไทยได้ตรา “พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546” กำหนดสิทธิของผู้สูงอายุไว้ ดังนี้

“มาตรา ๑๑ ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนในด้านต่างๆ ดังนี้
(๑) การบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่จัดไว้โดยให้ความสะดวกและรวดเร็วแก่ผู้สูงอายุเป็นกรณีพิเศษ
(๒) การศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต
(๓) การประกอบอาชีพหรือฝึกอาชีพที่เหมาะสม
(๔) การพัฒนาตนเองและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม การรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน
(๕) การอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยโดยตรงแก่ผู้สูงอายุในอาคารสถานที่ ยานพาหนะหรือการบริการสาธารณะอื่น
(๖) การช่วยเหลือด้านค่าโดยสารยานพาหนะตามความเหมาะสม
(๗) การยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ
(๘) การช่วยเหลือผู้สูงอายุซึ่งได้รับอันตรายจากการถูกทารุณกรรม หรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือถูกทอดทิ้ง
(๙) การให้คำแนะนํา ปรึกษา ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดี หรือในทางการแก้ไขปัญหาครอบครัว
(๑๐) การจัดที่พักอาศัย อาหารและเครื่องนุ่งห่มให้ตามความจําเป็นอย่างทั่วถึง
(๑๑) การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
(๑๑/๑) การจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยตามมาตรา ๑๕/๓
(๑๒) การสงเคราะห์ในการจัดการศพตามประเพณี
(๑๓) การอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”

นอกจากเรื่อง “สิทธิของผู้สูงอายุ” แล้ว MIPAA ยังได้เสนอแนวคิดเรื่อง “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” (Ageing in Place) อีกด้วย ซึ่งจะได้นำมาคุยให้ฟังในโอกาสต่อไป

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th