เว็บไซต์ whc.unesco.org ของ UNESCO World Heritage Centre ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันโลกของเรามีสถานที่และพื้นที่สำคัญโดดเด่นอันเป็นสากล ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว 1,248 แห่ง ในจำนวนนี้ 1,013 แห่ง เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม (Cultural World Heritage Sites) ขณะที่มรดกโลกทางธรรมชาติผืนป่าขนาดใหญ่ (Natural World Heritage Sites) มีอยู่เพียง 235 แห่ง มรดกโลกธรรมชาติเหล่านี้กระจายตัวอยู่ใน 112 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเรามีผืนป่าที่มีระบบนิเวศโดดเด่นและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง (ขึ้นทะเบียนปี 2534) ซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของไทย กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ (ขึ้นทะเบียนปี 2548) และ กลุ่มป่าแก่งกระจาน (ขึ้นทะเบียนปี 2564)
การจะได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นผืนป่ามรดกโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 ด้าน ดังนี้ หนึ่ง ต้องเข้าเกณฑ์ของการมี "คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล" หรือ Outstanding Universal Value (OUV) อย่างน้อย 1 เกณฑ์ ใน 10 เกณฑ์ ที่องค์การ UNESCO กำหนดไว้ สอง ผืนป่าต้องมีบูรณาภาพ (Integrity) กล่าวคือ ต้องเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ (wholeness) ในตัวเอง และสามารถรักษาคุณค่าอันโดดเด่นสากลไว้ได้อย่างยั่งยืน และ สาม มีการคุ้มครองและจัดการที่ดี (protection and management) คือ ต้องมีกฎหมายรองรับและมีแผนบริหารจัดการพื้นที่ที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ
ที่มา โดย UNESCO; Designer: Michel Olyff.Uploaded by Siyuwj - https://www.unesco.orghttps://www.unesco.org/sites/default/files/medias/fichiers/2023/10/outside_toolkit_20221129_eng.pdfhttps://whc.unesco.org/en/documents/117045https://whc.unesco.org/document/117045, สาธารณสมบัติ, ลิงก์
ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มีเนื้อที่รวมประมาณ 3.8 ล้านไร่ ทอดตัวเป็นแนวยาวกว่า 230 กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดสระบุรีทางทิศตะวันตก ไปจรดจังหวัดบุรีรัมย์ทางทิศตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว และบุรีรัมย์ ประกอบด้วยเขตอนุรักษ์สำคัญ 5 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ โดยมีอุทยานแห่งชาติทับลานเป็นพื้นที่ส่วนที่ใหญ่ที่สุด คือประมาณ 1.3 ล้านไร่
กลุ่มผืนป่าแห่งนี้ได้รับยกย่องให้เป็นมรดกโลกภายใต้เกณฑ์ "คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล" (OUV) ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยสำคัญของสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์ระดับโลก เช่น เสือโคร่ง ช้างป่า วัวแดง นกเงือก และจระเข้น้ำจืด ซึ่งยังคงสามารถดำรงชีวิตและขยายพันธุ์ได้ตามธรรมชาติ ผืนป่าแห่งนี้ทำหน้าที่เป็น "สะพานทางชีวภาพ" (biological bridge) ที่เชื่อมต่อระบบนิเวศป่าดิบชื้นและป่าผลัดใบ เป็นที่อยู่ของนกมากกว่า 390 ชนิด รวมถึงแมลงนานาพันธุ์ที่เป็นกลไกสำคัญในการรักษาพันธุกรรมพืชของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นอกจากจะเป็นบ้านของสัตว์และพืชหายากนานาชนิดแล้ว ผืนป่าแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็น "ฟองน้ำขนาดยักษ์" เป็นต้นกำเนิดของลุ่มน้ำสำคัญ 4 แห่ง ได้แก่ ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำป่าสัก ลุ่มน้ำบางปะกง และลุ่มน้ำโตนเลสาบ เปรียบเสมือนสายเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในภาคอีสาน ภาคตะวันออก ไปจนถึงผู้คนรอบทะเลสาบเขมรในกัมพูชา อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตอากาศบริสุทธิ์และปอดขนาดยักษ์ที่ช่วยรักษาความสมดุลทางสภาพภูมิอากาศให้กับประเทศไทยอีกด้วย
ปัจจุบันผืนป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กำลังเผชิญวิกฤตที่อาจส่งผลให้ถูกลดสถานะไปอยู่ในบัญชี "มรดกโลกที่อยู่ในสภาวะอันตราย" (World Heritage in Danger) หรือร้ายแรงถึงขั้นถูกถอดออกจากบัญชีมรดกโลก ภัยคุกคามสำคัญที่รุมเร้าประกอบด้วย โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การขยายตัวของธุรกิจท่องเที่ยว และการบุกรุกพื้นที่เพื่อสร้างรีสอร์ตหรู
ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือผลกระทบจาก มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ที่เห็นชอบการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานตามเส้น One Map ปี พ.ศ. 2543 ซึ่งจะทำให้พื้นที่ป่าอนุรักษ์หายไปทันทีประมาณ 260,000 ไร่ (ร้อยละ 20 ของอุทยานแห่งชาติทับลาน) หรือคิดเป็นร้อยละ 7 ของพื้นที่กลุ่มป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ทั้งหมด ทั้งนี้ คณะกรรมการมรดกโลกได้แสดงความกังวลว่า การเพิกถอนพื้นที่ป่าจำนวนมหาศาลแบบนี้จะปิดกั้นเส้นทางธรรมชาติ (ecological corridor) ของสัตว์ป่าและจำกัดการแพร่กระจายพันธุ์พืช ส่งผลให้ "คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล" (OUV) สูญเสียไป จึงได้ร้องขอให้ประเทศไทยจัดส่งรายงานสถานภาพการอนุรักษ์อย่างละเอียด เพื่อประเมินว่ารัฐบาลไทยยังคงมีความสามารถในการรักษามาตรฐานมรดกโลกไว้ได้หรือไม่
อนึ่ง ปัญหาการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานมีความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง เนื่องจากผู้ถือครองที่ดินไม่ได้มีเพียงเกษตรกรรายย่อยที่ตกหล่นจากการสำรวจเดิม แต่ยังรวมถึงกลุ่มที่ซื้อสิทธิเปลี่ยนมืออย่างผิดเงื่อนไข และกลุ่มทุนรายใหญ่ที่เข้าครอบครองพื้นที่เพื่อเชิงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีคดีความค้างคากับกรมอุทยานฯ กว่า 500 คดี
หากรัฐดำเนินการเพิกถอนสภาพป่าเพื่อส่งมอบพื้นที่ให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ไปดำเนินการจัดสรรสิทธิ โดยปราศจากกลไกคัดกรองที่โปร่งใสและจำกัดสิทธิเฉพาะเกษตรกรดั้งเดิมอย่างแท้จริง จะส่งผลเป็นการ 'ฟอกขาว' ความผิดทางอาญาฐานบุกรุกป่าให้กับกลุ่มทุนและผู้มีอิทธิพลทันที อีกทั้งยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการบุกรุกป่าอนุรักษ์ในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อกดดันให้รัฐบาลใช้แนวทางเดียวกันนี้ในการเปลี่ยนพื้นที่ป่าให้กลายเป็นที่ดินจัดสรรเพื่อทำกิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในภาพรวมของประเทศอย่างมหาศาล
เพื่อให้เห็นภาพรวมของ "ผลกระทบสะสม" (cumulative impacts) ที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศอย่างรอบด้าน คณะกรรมการมรดกโลกได้มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยเร่งจัดทำ การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA (Strategic Environmental Assessment) สำหรับพื้นที่กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ การทำ SEA จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตอบคำถามว่า เมื่อโครงการพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผืนป่าล้ำค่านี้จะยังคงความสมบูรณ์เพียงพอที่จะรักษาฐานะมรดกโลกไว้ได้หรือไม่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องทำความเข้าใจว่าหลักการของ SEA ไม่ได้มีไว้เพื่อคัดค้านการพัฒนา แต่เป็นการหาทางออกที่ยั่งยืน เพื่อให้เราสามารถบริหารจัดการผืนป่ามรดกโลกแห่งนี้ได้โดยไม่ทำลายคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล
ในฐานะที่ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมเป็นคณะทำงาน SEA ในบทบาทที่ปรึกษาด้านสังคมและความเท่าเทียมทางเพศ ทำให้เห็นว่าประตูด่านแรกของทางออกนี้ คือการเปิดพื้นที่รับฟังเสียงจากทุกภาคส่วนอย่างจริงใจ เพื่อให้การรักษาป่ามรดกโลก ไม่ใช่แค่การปกป้องต้นไม้หรือสัตว์ป่าเท่านั้น แต่คือการปกป้องอนาคตของทุกคนและธรรมชาติอย่างเท่าเทียม ดังเจตนารมณ์ของชาวบ้านในพื้นที่ที่สะท้อนผ่านกระบวนการ SEA ไว้อย่างเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า "อยากให้ป่าก็อยู่ได้ คนก็อยู่รอด" และ "อยากเห็นป่าของเราเป็นมรดกโลกต่อไป"
กระบวนการ SEA จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจของประเทศไทยต่อพันธกรณีสากล หากปราศจากการประเมินที่โปร่งใสและครอบคลุม UNESCO ย่อมมองว่าเราละเลยการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การขึ้นบัญชี “มรดกโลกที่อยู่ในภาวะอันตราย” และอาจถูกถอดถอนสถานะในที่สุด ผู้เขียนเห็นว่า สถานะป่ามรดกโลกไม่ใช่แค่ 'ป้ายโชว์' แต่คือคำมั่นสัญญาที่คนไทยรุ่นปัจจุบันให้ไว้กับประชาคมโลกและลูกหลาน ว่าเราจะรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศไว้เหนือผลประโยชน์เฉพาะหน้า หากวันนี้เราเลือกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการปรับลดแนวเขตป่าอนุรักษ์ พร้อมปล่อยให้การขยายตัวของโครงการก่อสร้างและเขตเมืองรุกคืบทำลายความต่อเนื่องของระบบนิเวศ เราย่อมสูญเสียสมบัติล้ำค่านี้ไปตลอดกาล และผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่-ทับลาน ก็จะเหลือเพียงตำนานที่ทำได้แค่บอกเล่าให้คนรุ่นหลังฟังว่า “ผืนป่าแห่งนี้... ครั้งหนึ่งเคยเป็นมรดกโลก”
