สวัสดีปีใหม่ 2569 พ่อแม่พี่น้องชาวไทย 65,826,149 คน ตามที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยแจ้งไว้ ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ในจำนวนนี้มีเพื่อนร่วมกลุ่มของผม อายุระหว่าง 50-59 ปี อยู่จำนวน 10,028,880 คน คิดเป็นร้อยละ 15.23 ของประชากรทั้งประเทศ1
จริงๆ แล้วผมต่อต้านการเป็นผู้สูงอายุมาตั้งแต่ขับรถเข้าหลักสี่แล้วครับ ต่อต้านมาเรื่อยๆ เผลอแป๊บเดียว ทะลุหลักห้ากว่าๆ มาแล้ว ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ เมื่อต่อต้านไม่ไหว ก็เข้าร่วมซะเลย อย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมรุ่นอีกตั้งสิบกว่าล้านคนเป็นเพื่อนร่วมทาง ไม่มีเหงาเลยจริงๆ ครับ
อะไรที่ทำให้ผมเริ่มรู้สึกว่ากำลังเข้าสู่วัยสูงอายุเหรอครับ ผมรู้สึกว่าร่างกายของผมเริ่มเสื่อมลง หลังจากการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน เริ่มปวดกล้ามเนื้อบ่อยๆ โดยเฉพาะอาการปวดหลัง ปวดเอว รวมทั้งคอบ่าไหล่ แม้ในขณะที่ทำงานที่ไม่ต้องใช้แรงมาก ความคิดความอ่านช้าลง อาการหลงลืมมีมากขึ้น ความคล่องแคล่วว่องไวลดลง สายตายาวเพิ่มขึ้น ผมเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ผลระดับไขมันในเลือดเริ่มสูงขึ้นติดต่อกันหลายปี ผมขอเวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพแทนการใช้ยาลดไขมัน ผมเดินออกกำลังกายตอนเช้า พยายามจะทำทุกวัน แต่ความขี้เกียจก็มาบั่นทอนความตั้งใจ ถึงแม้จะไม่ได้ทำทุกวัน ก็ยังพยายามให้ได้ดีที่สุด การควบคุมอาหารเป็นสิ่งสำคัญ ผมพยายามลดอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และอาหารไขมันสูง เพิ่มโปรตีนกับผักให้มากขึ้น ส่วนแอลกอฮอล์ผมเข้าไปเกี่ยวข้องน้อยมาก ยิ่งเป็นบุหรี่ด้วยแล้ว ไม่เคยสัมผัสมันเลย ปัญหาหลักตอนนี้คือ การออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร อีกส่วนที่ผมให้ความสำคัญก็คือ การนอน ผมโชคดีที่ไม่มีปัญหาเรื่องการนอน คำแนะนำเรื่องการนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง ตามหลักอนามัย ปฏิบัติได้ง่าย แต่เรื่องที่ผมว่าหลายท่านรวมถึงตัวผมเองมองข้ามไป คือ เรื่องสุขภาพช่องปาก ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญมากเท่าที่ควร จนวันหนึ่ง ผมมีปัญหาฟันกรามโยก โดยไม่มีอาการมาก่อน จนต้องไปปรึกษาทันตแพทย์ ผลตรวจพบว่าเป็นโรคปริทันต์รุนแรง ต้องทำการถอนฟัน การเสียฟันกรามทำให้การบดเคี้ยวอาหารลดประสิทธิภาพลง และถ้าดูแลช่องปากไม่ดี จะทำให้เสียฟันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบด้านร่างกายแล้ว ยังมีผลต่อสภาพจิตใจด้วย เพราะจะขาดความมั่นใจในภาพลักษณ์และบุคลิกของตัวเองเป็นอย่างมาก
ในเรื่องสภาพอารมณ์และจิตใจ หลายคนมักบอกว่า คนที่เข้าสู่วัยสูงอายุทั้งชายและหญิง จะมีอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อารมณ์ และสังคมได้ยาก ผมไม่แน่ใจนักว่า เมื่อผมเข้าสู่วัยสูงอายุจริงๆ แล้ว จะเป็นเหมือนที่กล่าวมาแล้วหรือเปล่า แต่ตอนนี้ ผมก็พยายามลดความเครียดหรือปรับปรุงอารมณ์ที่ทำให้ตัวเองขุ่นมัวลง เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่สบอารมณ์ ทำให้เราคับข้องใจ เพราะผมไม่อยากทำให้คนรอบข้างที่ผมรักไม่สบายใจ หรือหนีห่างจากตัวผม ถ้าผมมีอารมณ์ไม่ดี และจะพลอยแสดงออกในพฤติกรรมที่ไม่ดีไปด้วย มันน่าจะเป็นเรื่องที่แย่มากๆ ถ้าเราแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นออกมา ต้องพยายามฝึกฝนให้มีสติ รู้ตัวอยู่เสมอ ควบคุมอารมณ์ให้นิ่งที่สุด ตอนเป็นวัยรุ่นก็ไม่ค่อยเข้าใจอะไรเกี่ยวกับการฝึกสติเลย หุนหันพลันแล่น มีแต่ตัวกูของกูเท่านั้น ใครบอกใครสอนอะไร ลมมาทางไหน หูก็ทวนไปฝั่งตรงกันข้าม แทงสวนตลอดเวลา เพิ่งจะเริ่มเข้าใจก็ตอนเข้าใกล้วัยทองนี่แหละครับ เรื่องนี้ผมยังต้องฝึกอีกเยอะเลย
เรื่องการงานและเงินทอง ผมยังพอมีเรี่ยวแรงทำงานได้ตามความสามารถ ถึงแม้รายได้อาจจะไม่มากมายนัก แต่เมื่อทบทวนดูแล้ว ผมสามารถดูแลตัวเองกับครอบครัวได้เหมาะสม ไม่ลำบากถึงขนาดต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้ในชีวิตประจำวัน ผมระมัดระวังเรื่องการก่อหนี้มากๆ เพราะคิดเสมอว่า เมื่อแรงกายเราเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ เราจะทำงานได้น้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน ผมกับภรรยาเริ่มวางแผนด้านการเงินตั้งแต่เราเริ่มสร้างครอบครัวด้วยกัน แบ่งรายจ่าย และการเก็บออม เพื่ออนาคตสำหรับลูกๆ และสำหรับเราทั้งสองคนที่จะเป็นผู้สูงอายุ ผมคิดว่าการทำประกันสุขภาพ และการทำประกันชีวิต เป็นส่วนหนึ่งสำหรับความมั่นใจในการใช้ชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ที่โรคภัยไข้เจ็บจะแวะเวียนมาหาเราแน่ๆ ถึงแม้จะป้องกันได้ดีขนาดไหนก็ตาม การใช้จ่ายอย่างมีสติต้องเริ่มให้เร็ว หนุ่มสาวที่ตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ต้องเปิดอกคุยกันเรื่องการวางแผนการเงินตั้งแต่เริ่มคบกันได้เลย เรื่องนี้ไม่ต้องเหนียมอาย คุยกันตรงๆ วางแผนร่วมกัน ความมั่นคงทางการเงินจะช่วยให้การดำเนินชีวิตทุกช่วงวัยของคุณผ่านไปได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องกังวลว่าชีวิตหลังเกษียณหรือเข้าสู่วัยสูงอายุจะอยู่รอดได้อย่างไร
ปัจจัยสี่ ที่สำคัญของผู้สูงอายุ คือ ที่อยู่อาศัย ผมคิดว่าเพื่อนๆ ที่อยู่ร่วมกลุ่มอายุเดียวกันกับผม คือ ช่วงอายุ 50-59 ปี เมื่อถึงวัยนี้แล้ว เรื่องบ้าน น่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใกล้บรรลุความสำเร็จแล้ว หรืออย่างน้อยก็ใกล้หลุดพ้นการผ่อนชำระเต็มที เพราะหลายคนคิดวางแผนไว้ตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จำเป็นต้องมีไว้ในครอบครอง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะได้อยู่อาศัยไปอย่างยาวนานจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน เรื่องบ้านถ้าเป็นนกน้อยทำรังแต่พอตัว ก็มักจะไม่อึดอัดขัดสน พอจะหารายได้มาผ่อนชำระได้อย่างราบรื่น แต่ถ้าเพื่อนคนไหนสร้างรังเกินตัว ก็จะต้องเหนื่อยหน่อย อาจจะเหนื่อยยาวกว่าคนอื่นๆ ไปอีกหลายปีกว่าจะหลุดพ้นบ่วงบ้านไปได้ ผมคิดว่า ความสำคัญของบ้านไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาด แต่ขึ้นอยู่กับความรัก ความอบอุ่นของสมาชิกภายในบ้านที่มีให้กันมากกว่า ส่วนเพื่อนๆ ท่านใดที่ยังต้องเช่าอาศัย ก็ขอเป็นกำลังใจให้ประสบความสำเร็จได้ที่อยู่อาศัยถาวรที่เหมาะสมกับตัวเองในเร็ววันด้วยนะครับ ประเด็นเรื่องบ้าน ตอนนี้ ผมกับภรรยาเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับบ้านพักผู้สูงอายุ หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เราตั้งใจกันว่า เมื่อวันหนึ่งเราไม่สามารถดูแลตัวเองได้แล้ว จะใช้เงินออมที่มีอยู่ไปใช้จ่ายในการเข้าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เหมาะสมกับชีวิตของเรา ส่วนบ้านที่เราอาศัยอยู่ปัจจุบันก็ยกให้เป็นสมบัติของลูกๆ ไป เขาอาจจะขายหรืออยู่ต่อ ก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้เมื่อเรายกให้แล้ว เราไม่ได้คาดหวังว่าลูกๆ จะต้องกลับมาดูแลเราหรือเราต้องย้ายไปอยู่กับลูกๆ ให้เขาดูแล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเป็นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม มีคนวัยเดียวกันมาอยู่ร่วมกัน มีกิจกรรมให้ทำ มีคนคอยดูแลสุขภาพ และช่วยเหลือยามเจ็บไข้ได้ป่วย เท่านี้ก็ถือว่าเหมาะสมตามวัยของผู้สูงอายุแล้ว แต่อย่าลืมประเด็นที่สำคัญนั่นก็คือ การวางแผนการเงินนะครับ เพราะศูนย์ดูแลผู้สูงอายุมีค่าใช้จ่ายต่อเดือน ราคาแต่ละแห่งก็ตามศักยภาพของผู้ให้บริการ และความพึงพอใจของผู้รับบริการ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องออมเงิน เพื่ออนาคตในบั้นปลายของเราเองด้วย ไม่ใช่เพื่อยกเป็นมรดกให้ลูกหลานแต่เพียงอย่างเดียว
เมื่อถึงวัยสูงอายุ ผมหวังว่า การเตรียมความพร้อมในวันนี้ จะช่วยให้ผมรับรู้ และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างมีสติ เข้าใจตัวเอง เข้าใจคนรอบข้าง เข้าใจสังคม เข้าใจโลก ทุกอย่างดำเนินไปตามธรรมชาติ ไม่โหยหาอดีตที่ผ่านมา ไม่วิตกกังวลกับอนาคตที่จะเกิดขึ้น ทุกอย่างเป็นไปตามแนวทางที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้อย่างดีแล้ว ขอให้เราเตรียมตัว เตรียมใจ ให้พร้อมอยู่เสมอ แล้วเจอกันในวันเลี้ยงข้ามรุ่นนะครับเพื่อนๆ “ยินดีต้อนรับสู่วัยสูงอายุ”
อ้างอิง