The Prachakorn

ช่องว่างของความสุข: ทำไมวัยกลางคนไทยถึงเปราะบางที่สุด


ณัฐณิชา ลอยฟ้า

26 มีนาคม 2569
119



รายงานความสุขโลกปี 2568 (World Happiness Report) สะท้อนภาพรวมของความสุขของผู้คนทั่วโลก โดยประเทศไทยมีระดับความสุขอยู่ในอันดับที่ 49 จาก 147 ประเทศ ด้วยคะแนน 6.222 และอยู่ในอันดับที่ 3 ในกลุ่มประเทศเอเชีย (ไม่รวมตะวันออกกลาง) รองจากสิงคโปร์ (6.565) และเวียดนาม (6.352) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยยังมีความสุขในระดับที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค

แต่เมื่อพิจารณาแยกตามช่วงอายุ กลับพบภาพที่น่าสนใจและชวนตั้งคำถาม คือ คนไทยวัยกลางคนตอนปลาย อายุระหว่าง 45–59 ปี เป็นกลุ่มที่มีระดับความสุขต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับช่วงวัยอื่น ขณะที่กลุ่มอายุน้อยกว่า 30 ปี เป็นกลุ่มที่มีระดับความสุขสูงที่สุดของประเทศ สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่างความสุขระหว่างวัย” ที่ชัดเจน โดยวัยทำงานตอนปลายมีความสุขต่ำกว่ากลุ่มวัยหนุ่มสาวอย่างมีนัยสำคัญ

ปรากฏการณ์นี้แตกต่างจากหลายประเทศในภูมิภาค เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย ซึ่งไม่พบว่ากลุ่มวัย 45–59 ปี เป็นกลุ่มที่มีความสุขต่ำที่สุด โดยในบางประเทศ กลุ่มวัยสูงอายุหรือวัยต้นทำงานกลับเป็นกลุ่มที่มีความสุขต่ำกว่าแทน สะท้อนให้เห็นว่า “รูปแบบความสุขตามช่วงวัย” ของไทยมีลักษณะเฉพาะ

ข้อค้นพบนี้จึงชี้ให้เห็นว่า ช่วงวัยก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ (45–59 ปี) อาจเป็น “ช่วงเปราะบางของชีวิต” สำหรับคนไทยจำนวนมาก โดยเป็นช่วงที่ต้องเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน เช่น ภาระทางเศรษฐกิจและการทำงานที่ยังคงสูง ความไม่มั่นคงด้านรายได้ การดูแลทั้งบุตรและพ่อแม่ (sandwich generation) รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและความมั่นคงในวัยเกษียณ ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ปัจจัยเหล่านี้อาจยิ่งทวีความเปราะบางของคนในช่วงวัยดังกล่าวมากขึ้น

การทำความเข้าใจความสุขของผู้คนในสังคม ไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีโรคหรือความผิดปกติทางจิตเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “สุขภาพจิตที่ดี” ซึ่งครอบคลุมถึงความพึงพอใจในชีวิต ความรู้สึกมีคุณค่า และความสามารถในการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนความเข้มแข็งทางจิตใจของผู้คนคือ ระดับพลังใจ (Resilience Quotient) ซึ่งใช้ประเมินความสามารถของบุคคลในการฟื้นตัวจากปัญหาและวิกฤติชีวิต รวมถึงความสามารถในการจัดการอารมณ์ การแก้ไขปัญหา และการได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตพบว่า ระหว่างปี 2563 ถึง 2567 ระดับพลังใจของคนไทยมีแนวโน้มดีขึ้น โดยสัดส่วนของผู้ที่มีพลังใจในระดับสูง เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 59.8 ในปี 2563 เป็นร้อยละ 73.5 ในปี 2567 ขณะที่ผู้ที่มีพลังใจในระดับต่ำลดลงจากร้อยละ 6.9 เหลือร้อยละ 3.0 แม้แนวโน้มโดยรวมจะดีขึ้น แต่ก็ยังพบว่า ประมาณ 1 ใน 5 ของคนไทย หรือร้อยละ 22.2 ยังคงมีพฤติกรรมด้านสุขภาพจิตที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งสะท้อนว่าคนจำนวนไม่น้อยยังต้องการการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและความเข้มแข็งทางใจ

เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ทำให้คนไทยรู้สึกพึงพอใจในชีวิตมากที่สุด พบว่า 3 อันดับแรก คือ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความรู้สึกปลอดภัยในชีวิต และการทำงานหรือการเรียน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็น “ฐานของพลังใจ” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงความรู้สึกและมีคุณค่าในชีวิต โดยความสัมพันธ์ที่ดีทำให้เกิดการสนับสนุนทางอารมณ์ ความปลอดภัยช่วยลดความกังวลและความเครียด ขณะที่การมีบทบาทผ่านการทำงานหรือการเรียนช่วยสร้างความหมายและเป้าหมายในชีวิตสิ่งเหล่านี้สะท้อนลักษณะสำคัญของสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และเครือข่ายทางสังคม ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยที่คนไทยมีความพึงพอใจน้อยที่สุด ได้แก่ สุขภาพกาย คุณภาพชีวิตประจำวัน และสุขภาพจิต ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการดำรงชีวิต ข้อค้นพบนี้สะท้อนความท้าทายของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว สำหรับคนวัย 45–59 ปี ช่วงเวลานี้มักเป็นช่วงที่ต้องรับผิดชอบหลายบทบาทพร้อมกัน คนจำนวนมากต้องดูแลทั้งพ่อแม่ที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ และลูกที่ยังอยู่ในวัยเรียนหรือวัยเริ่มต้นทำงาน ขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับภาระทางการเงิน การทำงาน และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของตนเอง ความรับผิดชอบหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้ช่วงวัยนี้กลายเป็นช่วงรอยต่อของชีวิต ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและความไม่แน่นอน ทั้งในเรื่องรายได้ สุขภาพ และความมั่นคงในวัยเกษียณ ในอีกด้านหนึ่ง ยังพบว่าผู้ที่มีสถานะหย่าร้าง หรือเป็นหม้าย มีระดับความพึงพอใจในชีวิตต่ำที่สุด ขณะที่ผู้ที่แต่งงานและอยู่ด้วยกัน มีระดับความพึงพอใจสูงกว่าเมื่อเทียบกับสถานะความสัมพันธ์อื่น ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของความสัมพันธ์และการสนับสนุนทางสังคมต่อสุขภาวะทางจิตของผู้คน 

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ การดูแลสุขภาพจิตของประชาชนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาโรคทางจิตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้มแข็งทางใจและการเตรียมความพร้อมของผู้คนในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยกลางคนที่กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญของชีวิต การส่งเสริม การวางแผนชีวิต การดูแลสุขภาพกายและจิต การสร้างเครือข่ายทางสังคม และการสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้คนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของชีวิตได้ดีขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสุขของสังคมไม่ได้เกิดจากตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคุณภาพชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และความสามารถของแต่ละคนในการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ในสังคมสูงวัยที่กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว การทำให้คนวัยก่อนเกษียณมีความสุขและมีพลังใจที่เข้มแข็ง อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง


อ้างอิง

โครงการสุุขภาพคนไทย. 2568. สถานการณ์และผลกระทบสุุขภาพจิิตในประเทศไทย. สุุขภาพคนไทย 2568 (หน้้า 17-18). นครปฐม: สถาบัันวิิจััยประชากรและสัังคม มหาวิิทยาลััยมหิดล.

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th