The Prachakorn

การสูงวัยอย่างมีพลังตลอดเส้นทางชีวิต


ปราโมทย์ ประสาทกุล

31 มีนาคม 2569
168



คำว่า “Active Ageing” ที่เราแปลเป็นไทยว่า “การสูงวัยอย่างมีพลัง” ได้มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในกิจกรรมเกี่ยวกับการวางนโยบาย ยุทธศาสตร์ มาตรการ หรือโครงการเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่กำลังเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ จนประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้านี้

คำว่า “การสูงวัยอย่างมีพลัง” มาจาก ศัพท์ภาษาอังกฤษ “Active Ageing” ที่ Dr. Alexandre Kalache และ Dr. Ilona Kickbusch เสนอให้ใช้ในบทความเรื่อง “A Global Strategy for Healthy Ageing” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร World Health   (4) July-August (1997). และต่อมาคำนี้ได้รับการเสนอให้เป็นแนวคิดสำคัญที่ใช้เป็นกรอบนโยบายเพื่อรองรับการสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ในการประชุมประชากรโลกว่าด้วยการสูงวัยของประชากร ครั้งที่ 2 ในปี 2002 ที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน สหประชาชาติได้ทำเอกสารประกอบการประชุมชื่อ Active Ageing: A Policy Framework 

ก่อนหน้าที่จะใช้คำว่า “การสูงวัยอย่างมีพลัง” องค์การอนามัยโลกใช้คำว่า “การสูงวัยอย่างมีสุขภาพ (ดี)” (Healthy Ageing) ผู้เสนอให้ใช้คำว่า “การสูงวัยอย่างมีพลัง” เพื่อให้สื่อความหมายครอบคลุมมิติที่หลากหลายมากขึ้นเกี่ยวกับการมีอายุสูงขึ้นของบุคคลหรือกลุ่มประชากรที่ไม่ใช่ดูแต่เพียงสุขภาพ (Health) เท่านั้น การสูงวัยอย่างมีพลัง ครอบคลุมมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ดังคำจำกัดความของการสูงวัยอย่างมีพลังที่ว่ามีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ คือ สุขภาพ การมีส่วนร่วม และความมั่นคงในชีวิต

“การสูงวัย” ไม่ใช่ “ผู้สูงวัย” หรือ “ผู้สูงอายุ”

ก่อนอื่นอยากให้พวกเราทำความเข้าใจตรงกันก่อนในศัพท์ที่เป็นคำนามหลักคือ “การสูงวัย” (Ageing) “การสูงวัย” ไม่ใช่แปลว่า “ผู้สูงวัย” หรือ “ผู้สูงอายุ” หากแต่ “การสูงวัย” แปลว่า “มีอายุสูงขึ้น” หรือ “เจริญวัยขึ้น” การสูงวัยเป็นกระบวนการที่บุคคลหรือกลุ่มคน (ประชากร) มีอายุมากขึ้นไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป คำนี้ตรงกับคำว่า “แก่” ซึ่งตามธรรมชาติของมนุษย์มี “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เกิดและตายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในชีวิต แก่ เป็นกระบวนการที่เวลาที่คนมีชีวิตอยู่ต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่เกิดไปสิ้นสุดลงเมื่อบุคคลนั้นตาย เจ็บ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาจจะน้อยครั้งหรือนานๆ ครั้ง แต่ละครั้งอาการเจ็บหนักบ้าง เบาบ้าง คนเราไม่อาจหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยได้ตราบที่ยังมีชีวิตอยู่

คนเราทุกคนที่ “เกิด” มาแล้ว ย่อมหลีกเลี่ยง “แก่” และ “ตาย” ไม่ได้ แต่คนเราแม้จะหลีกเลี่ยง “เจ็บ” ไม่พ้น แต่ก็สามารถทำให้อาการเจ็บบรรเทาลงได้ หรือลดระยะเวลาเจ็บลงได้ หรือป้องกันเจ็บไม่ให้เกิดขึ้นได้ ด้วยการดูแลสุขภาพของตนเอง ใช้เทคโนโลยี หรือเลือกมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม

การสูงวัยอย่างมีพลังตลอดเส้นทางชีวิต

แนวคิดสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจนโยบายการสูงวัยอย่างมีพลังได้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ “การสูงวัยอย่างมีพลังตลอดเส้นทางชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ครอบครัว หรือรัฐ ต่างปรารถนาที่จะมีสุขภาพดี มีพลัง และมีความเป็นอยู่ที่ดี ตั้งแต่เกิดไปจนกระทั่งตาย

ผมชอบประโยคที่ศาสตราจารย์ นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “มหาวิทยาลัยกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม” ในการประชุมประชากรและสังคม ประจำปี 2568 ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ตอนหนึ่งว่า 

“Concept สมัยนี้ก็คือต้องมีสุขภาพที่ดี แล้วก็ไม่ควรหยุดทำงาน ไม่ว่าอายุเท่าไร ถ้ายังทำไหว ที่สำคัญก็คือ ตอนสุดท้ายของชีวิต ให้คนเราเกิด แก่ แก่ แก่ แก่ แก่ เจ็บ ตาย คือเจ็บให้สั้น ตายให้เร็ว ไม่ควรจะเจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ เจ็บ แล้วค่อยตาย ให้ตายสงบ งบไม่บาน”

ความคิดของท่านตรงกับแนวคิดเรื่อง นโยบายการสูงวัยอย่างมีพลังที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนไทยมีสุขภาพดีและมีพลังตั้งแต่เกิด แล้วเติบโตเจริญวัยขึ้นเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น เป็นคนหนุ่มสาว เข้าสู่วัยทำงาน จนมีอายุสูงขึ้นเป็นผู้สูงอายุ ถ้าตลอดเวลาชีวิตที่ผ่านไป คนเรามีสุขภาพดี มีส่วนร่วมในกิจกรรมเศรษฐกิจ และสังคม และมีความมั่นคงในชีวิต เช่น มีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพ มีความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน มีชีวิตอยู่ได้อย่างอิสระ ช่วยเหลือตัวเองในการประกอบกิจวัตรประจำวันได้ จนถึงวาระสุดท้ายก็ลาจากโลกนี้ไปอย่างสงบ นั่นแหละคือ การสูงวัยอย่างมีพลังที่สมบูรณ์ที่สุด

การสูงวัยอย่างมีพลังในช่วงสุดท้ายของเส้นทางชีวิต

นโยบายที่มุ่งให้เกิดการสูงวัยอย่างมีพลังคือ มุ่งประชากรทุกกลุ่มอายุเป็นเป้าหมาย และเป้าหมายที่จะได้รับความสนใจพิเศษเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในช่วงสุดท้ายของเส้นทางชีวิต ผู้สูงอายุนั้นยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งจะมีความเสี่ยงต่อการที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นมากขึ้นเท่านั้น เมื่ออายุมากขึ้นสังขารก็เสื่อมโทรมลง อวัยวะต่างๆ ของร่างกายก็เริ่มเสื่อมสมรรถนะลง ภูมิคุ้มกันโรคภัยต่างๆ ก็ลดน้อยลง อายุมากขึ้นก็มีวันที่ต้องหลุดออกจากกำลังทำงาน

แนวความคิดเรื่องการสูงวัยอย่างมีพลัง เชื่อว่าความเสี่ยงที่จะต้องพึ่งพิงผู้อื่นในกลุ่มผู้สูงอายุนี้สามารถทำให้ลดระดับลงได้ อย่างเช่นในเรื่องสุขภาพ ในกลุ่มผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อ (NCD) เป็นสาเหตุนำของความเจ็บป่วย ความพิการ และความตาย การดูแลรักษาโรคไม่ติดต่อจะเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงมากสำหรับบุคคล ครอบครัว และรัฐ อย่างไรก็ตาม โรคไม่ติดต่อหลายโรคป้องกันหรือเลื่อนให้เกิดช้าลงได้ด้วยการที่บุคคลดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง

ความเสี่ยงต่อความมั่นคงในชีวิตโดยเฉพาะในเรื่องความยากจน ขาดรายได้เพื่อดำรงชีพยามชรา ป้องกันได้ด้วยการปลูกฝังให้ผู้คนมีนิสัยมัธยัสถ์อดออมตั้งแต่อายุยังน้อย

ความเสี่ยงที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นยามชรา หลายอย่างหลีกเลี่ยงและป้องกันได้ด้วยการส่งเสริมให้ผู้คนสูงวัยอย่างมีพลังตั้งแต่ก่อนที่จะเป็นผู้สูงอายุ

“พฤฒิพลัง ” ต้องสร้างด้วยการส่งเสริม “การสูงวัยอย่างมีพลัง”

คำว่า Active Ageing นอกจากจะใช้คำว่า “การสูงวัยอย่างมีพลัง” ดังได้กล่าวมาแต่ต้นแล้ว ยังนิยมใช้ศัพท์อีกคำหนึ่งว่า “พฤฒิพลัง” คำนี้แปลตรงๆ ตามตัวอักษรว่า “กำลังของผู้สูงอายุ” พฤฒิพลังเป็นศัพท์ที่ฟังดูมีความหมายใกล้เคียงอย่างมากกับคำว่า “การสูงวัยอย่างมีพลัง” เราอาจขยายความหมายของพฤฒิพลังว่าเป็น “คุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจ  สังคม และวัฒนธรรม ของผู้สูงอายุที่จะเป็นกำลังให้กับสังคม ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการมีนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการต่างๆ ที่จะเอื้อให้คนในสังคมสูงวัยขึ้นอย่างมีพลัง จนกลายเป็นผู้สูงอายุที่มีพลังและยังประโยชน์”

“พฤฒิพลัง” ต้องสร้างด้วยการส่งเสริม “การสูงวัยอย่างมีพลัง” ตลอดเส้นทางชีวิต ผู้สูงอายุจะมีพลังได้ อาจต้องสร้าง “พลัง” สะสมมาตั้งแต่ก่อนเป็นผู้สูงอายุ

เราจะไปรณรงค์ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเมื่อเขาแก่แล้ว บางครั้งก็อาจสายเกินไป

เราจะส่งเสริมทักษะฝีมือของผู้สูงอายุเอาเมื่อตอนที่เขามีอายุมากแล้ว บางทีก็ยากที่เขาจะรับทักษะใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีทุนเดิมอยู่ก่อน

เราจะไปชักชวนให้ผู้สูงอายุรู้จักเก็บออมเพื่อมีเงินไว้ใช้ยามชรา ก็อาจช้าเกินไปเสียแล้ว

นโยบายการส่งเสริมการสูงวัยอย่างมีพลังจึงควรเริ่มต้นตั้งแต่ระยะแรกๆ ของชีวิต และดำเนินการส่งเสริมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนทัศนคติของคนให้รักตัวเองด้วยการสนใจดูแลสุขภาพของตนเอง ศึกษาหาความรู้เพื่อเสริมสร้างคุณภาพและศักยภาพของตนเอง มีนิสัยมัธยัสถ์อดออมตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเพื่อความมั่นคงในชีวิตของตนเองเมื่อยามชรา

เด็กวันนี้ คือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า
ผู้ใหญ่วันนี้ คือ ผู้สูงอายุในวันหน้า
สร้างคนเยาว์วัยให้มีสุขภาพดี และมีพลังในวันนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีพฤฒิพลังอันยิ่งใหญ่ในวันหน้า

ส่วนผู้สูงอายุจะมีพลัง หรือ หมดพลัง ทั้งในเรื่องสุขภาพ การมีส่วนร่วม และความมั่นคงในชีวิต มากน้อยอย่างไรนั้น เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันอีกยาว
 

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th