The Prachakorn

สุขภาพจิตของคนไทย: สถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยง และผลกระทบเชิงสังคมเศรษฐกิจ


ณัฐณิชา ลอยฟ้า

07 เมษายน 2569
339



ปัญหาสุขภาพจิตเป็นประเด็นสำคัญในประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะในบริบทสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพจิตของประชากรไทย พ.ศ. 2566 ระบุว่า คนไทยกว่า 13.4 ล้านคนเคยประสบปัญหาสุขภาพจิตหรือภาวะโรคจิตเวชอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความชุกและความรุนแรงของสถานการณ์สุขภาพจิตในระดับประเทศ นอกจากนี้ ปัญหาสุขภาพจิตยังเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ความสามารถในการทำงาน และภาระค่าใช้จ่ายของระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีความเปราะบางจากแรงกดดันทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้มีปัญหาทางสุขภาพจิตจึงเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญว่าประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกัน การคัดกรอง และการส่งเสริมสุขภาวะจิตมากยิ่งขึ้น

ที่มา : การสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตของคนไทยระดับชาติ พ.ศ. 2566, กลุ่มระบาดวิทยาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต

เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่าสถานการณ์สุขภาพจิตมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละวัย ข้อมูลจากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตรายงานว่า ประชากรอายุ 18–24 ปีมีสัดส่วนผู้ประสบปัญหาสุขภาพจิตสูงที่สุดที่ร้อยละ 13.7 รองลงมาคือกลุ่มอายุ 25–40 ปี (ร้อยละ 10.5) กลุ่มอายุ 41–59 ปี (ร้อยละ 8.7) และกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 5.3) ตามลำดับ และนี่อาจสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังตามที่เคยมองกันในอดีต แต่กลับมีปัญหาในวัยหนุ่มสาวและวัยทำงานอีกด้วย 

กลุ่มอายุ 18–24 ปี เป็นช่วงวัยที่มีสัดส่วนปัญหาสุขภาพจิตสูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสามารถสะท้อนระดับความเครียดและความกดดันในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาครอบครัวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ที่ต้องมีการเผชิญกับการสอบแข่งขัน ความกดดันด้านการเรียน ปัญหาความสัมพันธ์ การเริ่มต้นทำงาน ตลอดจนความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ปัจจัยด้านสังคมสมัยใหม่ เช่น การใช้สื่อออนไลน์ การเปรียบเทียบกับผู้อื่นในโลกโซเชียล การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และค่านิยมเรื่องความสำเร็จ ยังเป็นแรงกดดันสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตของกลุ่มวัยนี้

ต่อมาในกลุ่มอายุ 25–40 ปี ยังคงเผชิญปัญหาความเครียดในระดับสูง แม้ไม่มากเท่ากลุ่มอายุก่อนหน้า แต่เป็นความเครียดที่เกิดจากบทบาทและภาระหลายด้าน ทั้งการทำงาน การเลื่อนตำแหน่ง การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การดูแลครอบครัว และการวางแผนอนาคตที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ทำให้ช่วงอายุนี้เสี่ยงต่อความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และปัญหาสุขภาพจิตสะสมในระยะยาว

สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ แม้สัดส่วนปัญหาสุขภาพจิตโดยรวมจะน้อยกว่าเมื่อเทียบกับวัยอื่น แต่ยังมีความเสี่ยงเฉพาะด้าน เช่น ความเหงา การสูญเสียคนใกล้ชิด การเจ็บป่วยเรื้อรัง และการลดลงของความสามารถทางกายภาพ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาวะทางใจของผู้สูงอายุ

ปัญหาสุขภาพจิตก่อให้เกิดผลกระทบหลายด้าน ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า ร้อยละ 18.0 ของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตไม่สามารถดูแลตนเองได้ ส่งผลให้ครอบครัวต้องรับภาระการดูแลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ร้อยละ 22.8 ของผู้ป่วยจิตเวชเคยเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง เช่น การทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ขณะเดียวกัน ร้อยละ 23.3 ของผู้มีปัญหาสุขภาพจิตมีความเสี่ยงต่อการก่อความรุนแรงหรือแสดงพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังส่งสัญญาณว่า การเข้าไม่ถึงบริการสุขภาพหรือการขาดแนวทางการดูแลอย่างเหมาะสมอาจนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงลบในระดับสังคมได้ ในส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพจิตส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าเสียโอกาสในการทำงาน และการลดทอนผลิตภาพแรงงาน ทั้งในระดับบุคคลและระดับประเทศ โดยมีการศึกษาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พบว่า ประเทศในภูมิภาคนี้สูญเสียรายได้จากปัญหาสุขภาพจิตคิดเป็น ร้อยละ 4.8 ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) จากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ความสูญเสียประสิทธิภาพแรงงาน และภาระทางสังคมอื่น ๆ ซึ่งบ่งชี้ว่าปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นประเด็นที่สามารถส่งผลต่อศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตรง

ปัญหาสุขภาพจิตของคนไทยถือว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา เทคโนโลยี และโครงสร้างครอบครัว จากข้อมูลที่ปรากฏชัดเจนว่ามีคนไทยจำนวนมากกว่า 13 ล้านคนเคยเผชิญปัญหาสุขภาพจิตอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 18–24 ปีที่มีปัญหาสุขภาพจิตสูงสุด สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพจิตที่เชื่อมโยงทั้งการป้องกัน การคัดกรอง และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ การแก้ปัญหาสุขภาพจิตควรได้รับการขับเคลื่อนอย่างบูรณาการร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา ภาคแรงงาน และองค์กรสาธารณสุข เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะจิตของประชาชนทุกช่วงวัย


อ้างอิง

โครงการสุุขภาพคนไทย. 2568. สถานการณ์และผลกระทบสุุขภาพจิิตในประเทศไทย. สุุขภาพคนไทย 2568 (หน้้า 12-14). นครปฐม: สถาบัันวิิจััยประชากรและสัังคม มหาวิิทยาลััยมหิดล.

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th