ลองจินตนาการถึงเช้าอันเร่งรีบ เราหลายคนรู้ดีว่ามื้อเช้าที่ดีควรมีผัก ผลไม้ รวมทั้งโปรตีน และมีรสชาติไม่จัดจนเกินไป ที่อาจจะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับจบลงด้วยกาแฟ 3 in 1 สักแก้ว และขนมปังหรือแซนวิชที่หาซื้อได้ง่ายที่สุด
เหตุการณ์เล็กๆ ในมื้อเช้าเช่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความเคยชินส่วนบุคคลเท่านั้น แต่สะท้อนรูปแบบการกินของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องตัดสินใจเลือกอาหารภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา ความสะดวก และราคามากกว่าคุณค่าทางโภชนาการ อาหารที่หาซื้อได้ง่าย มักเป็นอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารพร้อมรับประทานที่มีน้ำตาล ไขมัน หรือโซเดียมในระดับสูง ขณะที่ตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพอาจต้องใช้เวลาเตรียมหรือมีราคาสูงกว่า
พฤติกรรมเหล่านี้มักจะเชื่อมโยงกับ “ระบบอาหาร” ที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การกระจายสินค้า การกำหนดราคา ไปจนถึงสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่มีผลต่อผู้บริโภค หลายคนอาจมีความรู้เกี่ยวกับอาหารและโภชนาการพอสมควร แต่การเลือกกินไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้เพียงอย่างเดียว ยังมีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น เวลา รายได้ และความสะดวกในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ อีกทั้งในปัจจุบัน สภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงและวัตถุดิบในการประกอบอาหารราคาสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ก็ยิ่งทำให้การเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นเรื่องยากสำหรับคนบางกลุ่ม
จากการเก็บข้อมูลทั่วประเทศในรอบแรกของโครงการศึกษาสถานการณ์การบริโภคอาหารความมั่นคงทางอาหาร และความรอบรู้ด้านอาหารของประชากรไทย พบว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องอาหารในระดับที่ดี เช่น เกือบทั้งหมดรู้ว่าการกินอาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียมไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เมื่อพิจารณาพฤติกรรมจริงกลับพบว่ายังไม่สอดคล้องกับความรู้ที่มี ภาพรวมยังพบว่าคนไทยจำนวนมากมีแนวโน้มบริโภคเนื้อสัตว์ "เกินเกณฑ์" แนะนำ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กโตและวัยทำงาน ในขณะที่แหล่งโปรตีนและแคลเซียมคุณภาพอย่าง "นมจืด" กลับมีการบริโภคที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาก อีกทั้งยังบริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอตามคำแนะนำ และมีเพียงประมาณ 1 ใน 4 เท่านั้นที่อ่านฉลากโภชนาการแล้วเข้าใจความหมายจริงๆ
นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างระหว่างพื้นที่ โดยประชาชนที่อยู่นอกเขตเทศบาลเข้าถึงอาหารที่ดี ได้ยากกว่าคนในเมืองประมาณ 1.5 เท่า ซึ่งจากการศึกษาครั้งนี้ "อาหารที่ดี" ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่อาหารที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ ตามธงโภชนาการหรือการหลีกเลี่ยงของทอดของหวานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงพฤติกรรมการเลือกกินและการจัดการอาหารที่ยั่งยืน เช่น การเลือกกินอาหารปรุงสุกที่สะอาดและปลอดภัย การอ่านฉลากก่อนซื้อ ไปจนถึงการสนับสนุนวัตถุดิบจากชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาวะที่ดีของประชากรในระยะยาว
อีกประเด็นสำคัญที่พบ คือเรื่องความมั่นคงทางอาหาร โดยมีบางส่วนที่กังวลว่าจะมีอาหารไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ในบางช่วงเวลา เช่น ต้องลดปริมาณอาหารในบางมื้อ หรือ ลดความหลากหลายของอาหาร บางคนต้องเลือกกินอาหารที่มีราคาไม่แพง หรือกินอาหารซ้ำๆ ทำให้ความหลากหลายของอาหารลดลง สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาอาหารไม่ได้เป็นเพียงเรื่องพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย
ข้อมูลในโครงการสะท้อนให้เห็นว่า การมีความรู้เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ หากขาดความรอบรู้ด้านอาหารในด้านการวางแผน การเลือก และการเตรียมอาหาร ความรู้ดังกล่าวอาจไม่แปรเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสมได้ในทางปฏิบัติ เพราะทักษะเหล่านี้มีผลต่อคุณภาพการบริโภคโดยตรง ในภาพรวม ผู้ที่มีความไม่มั่นคงทางอาหารอาจมีแนวโน้มบริโภคอาหารที่ให้พลังงานสูง ไขมัน น้ำตาล หรือโซเดียมในปริมาณมาก แต่มีใยอาหารและสารอาหารที่จำเป็นค่อนข้างต่ำ เช่น อาหารแปรรูปหรืออาหารจานด่วน (fast food) และกินผักผลไม้น้อย ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคอ้วน ในระยะยาว
ในระยะที่ 2 โครงการได้ดำเนินการเก็บข้อมูลในระดับประเทศและระดับพื้นที่ โดยใช้แบบสำรวจพฤติกรรมการบริโภคอาหารทั้งในลักษณะความถี่และปริมาณการบริโภค รวมถึงการประเมินความมั่นคงทางอาหารด้วยแบบสอบถาม มาตรวัดประสบการณ์ความไม่มั่นคงทางอาหาร (Food Insecurity Experience Scale: FIES) ฉบับแปลภาษาไทย ตลอดจนการประเมินประเด็นความรอบรู้ด้านอาหาร การสำรวจดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570
ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อสะท้อนสถานการณ์ด้านการบริโภคอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และความรอบรู้ด้านอาหารของประชากรไทยอย่างเป็นระบบ และใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางเชิงปฏิบัติสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ โดยมุ่งสนับสนุนการออกแบบมาตรการและกิจกรรมที่เอื้อต่อการเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเลือกบริโภคอาหารที่เหมาะสมได้มากขึ้นในบริบทจริงของตนเอง
