The Prachakorn

ชัยปุระ: หนึ่งในเมืองสามเหลี่ยมทองคำของอินเดียตอนเหนือ


สุชาดา ทวีสิทธิ์

16 เมษายน 2569
121



เกริ่นนำ

หมุดหมายหลักของการย้อนรอยอารยธรรมอินเดียในเส้นทาง "สามเหลี่ยมทองคำ" (Golden Triangle) ด้วยการเยือน 3 เมืองประวัติศาสตร์ที่อยู่ทางตอนเหนือ ได้แก่ ชัยปุระ อัครา และนิวเดลี ใช้เวลาทั้งหมด 9 วันเต็ม แบ่งเป็นเวลาให้ความเต็มอิ่มกับประวัติศาสตร์อินเดีย 7 วัน และอยู่บนเครื่องบินระหว่างการเดินทางไป-กลับอีก 2 คืน 

หลังจากลัดฟ้าจากดอนเมืองเพียง 5 ชั่วโมง ก็มาถึงเมืองสีชมพู ชื่อเป็นทางการว่า ไจปูร์ (Jaipur) หรือ ชัยปุระ แม้จะรู้สึกกังวลปนกับความ  'ท้าทาย' เกี่ยวกับระบบสุขาภิบาลและความสะดวกสบาย แต่เมื่อชั่งน้ำหนักกับแรงบันดาลใจ ที่ได้มาสัมผัสกับแหล่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ของโลกอายุนับพันปี ความกังวลก็เปลี่ยนเป็นความตื่นเต้นแทน นี่เป็นการมาเยือนอินเดียครั้งแรกในชีวิต ที่มีความหมายมากกว่าการเดินทางท่องเที่ยวธรรมดาทั่วไป “เราไม่ได้หวังแค่มาชมโบราณสถานและสถาปัตยกรรมที่งดงามน่าทึ่ง แต่มันคือการเดินทางมาสัมผัสกับดินแดน 'รากเหง้า' ของบรรพชนเรา” เพราะเรามีเชื้อสายผสมผสานระหว่างคนพราหมณ์จากอินเดีย และคนมุสลิมจากเปอร์เซีย คนจากสองแอ่งอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่มาบรรจบพบกันที่นครศรีธรรมราช เมืองท่าสำคัญในอุษาคเนย์ยุคโบราณ ได้สืบลูกหลานมาหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน

ชัยปุระ มหานครของชาวราชบุตร

ชัยปุระ หรือ "นครสีชมพู" (Pink City) เมืองแรกของการย้อนรอย เป็นเมืองหลวงแห่งรัฐราชาสถาน มีภูมิประเทศกึ่งทะเลทราย โอบด้วยเทือกเขาอาราวลี ถูกสร้างใน พ.ศ. 2270 เมื่อกษัตริย์ คือ มหาราชา สวัสดิ์ จัย สิงห์ ที่ 2 (Sawai Jai Singh II) ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงลงจากยอดเขา หรือป้อมอาเมร์ (Amer Fort) ลงมาอยู่ที่ราบต่ำ เพราะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำและการเพิ่มขึ้นของประชากร เมืองหลวงใหม่ได้รับการวางผังเมืองแบบล้ำยุค ตามตำรา "วาสตุศาสตร์" (Vastu Shastra) หรือวิชาสถาปัตยกรรมโบราณ ซึ่งให้ความสำคัญกับทิศทางและการไหลเวียนพลังงาน ผังเมืองของที่นี่ถูกแบ่งออกเป็น 9 ส่วน ตามความเชื่อเรื่อง "นพเคราะห์" หรือดวงดาวทั้ง 9 ดวงในทางโหราศาสตร์ฮินดู เป็นการเชื่อมโยงวิถีชีวิตผู้คนเข้ากับจักรวาลวิทยาแบบฮินดูที่มีเทพเจ้าหลายองค์เป็นศูนย์กลาง 

ทำไมชัยปุระ จึงมีฉายา "นครสีชมพู" (Pink City) 

สีชมพูในวัฒนธรรมของชาวชัยปุระ เป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับและความเป็นมิตร เมื่อ พ.ศ. 2419 เจ้าชายแห่งเวลส์ (พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7) ได้เสด็จฯ มาเยือนเมืองนี้ มหาราชา สไว ราม สิงห์ ที่ 2 จึงโปรดให้ทาสีอาคารบ้านเรือนทั่วทั้งเมืองเป็นสีชมพูเพื่อต้อนรับ หลังจากนั้น ก็มีการออกกฎหมายให้บ้านเรือนในเขตเมืองเก่าต้องคงสีชมพูไว้ และเป็นกฎเหล็กที่ชาวชัยปุระรักษาไว้อย่างเหนียวแน่นมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งกลายเป็นจุดขาย ทำให้เมืองชัยปุระกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย

ท่องไปในป้อมอาเมร์

เช้าแรกในชัยปุระ รถบัสของคณะขับผ่านเขตใจกลางเมืองที่ดูสับสนอลหม่าน เสียงบีบแตรรถยนต์ดังสนั่นหวั่นไหวไปทุกคุ้งถนน ทำเอาคนไทยที่ไม่คุ้นเคยกับถนนที่เต็มไปด้วยเสียงแตรรถรู้สึกตึงเครียดไปเหมือนกัน พอพ้นเขตใจกลางเมืองออกมาได้ คณะของเรามุ่งหน้าสู่ ป้อมอาเมร์ (Amer Fort) หรือเรียกอีกชื่อว่า ป้อมแอมเบอร์ (Amber Fort) ชื่อนี้เพี้ยนมาจากการออกเสียงผิดของคำว่า "Ambikeshwar" (อัม-พิ-เก-ศวร) ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของพระศิวะ ป้อมนี้ตั้งอยู่บนแนวเทือกเขาอาราวัลลี ผู้ริเริ่มสร้างป้อมอาเมร์ คือ มหาราชา มาน สิงห์ที่ 1 (Maharaja Man Singh I) เริ่มสร้าง พ.ศ. 2135 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย การก่อสร้างมีการต่อเติมมาเรื่อยๆ หลายรัชสมัย จนถึงสมัย มหาราชา สวัสดิ์ จัย สิงห์ ที่ 2 ที่ต่อเติมและขยายให้สมบูรณ์ ก่อนที่จะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ราบลุ่มคือเมืองชัยปุระปัจจุบัน 

การเดินทางไปป้อมอาเมร์ (Amer Fort) ต้องเปลี่ยนไปใช้รถจิ๊บที่นั่งได้ทั้งหมด 6 คน รวมคนขับด้วยเพื่อเดินทางขึ้นไปที่ป้อมอาเมร์ที่อยู่บนยอดภูเขา ระหว่างเส้นทางขึ้นไปทั้งแคบและคดเคี้ยว รถวิ่งผ่านชุมชน ร้านค้า และอาคารอยู่อาศัยเก่าๆ เล็กๆ เห็นวิถีชีวิตผู้คนสามัญธรรมดา ปนเปไปกับ กลิ่นเศษขยะ กลิ่นขี้วัว กลิ่นควันเผาขยะ ควันรถยนต์ และฝุ่นดินทรายที่ลมพัดฟุ้งมาปะทะจมูกเป็นระยะ จนต้องหยิบหน้ากากอนามัยมาปิดปากปิดจมูก

เมื่อรถจิ๊บไต่ขึ้นมาถึงยอดเขาที่ความสูงราว 430 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ป้อมอาเมร์ ก็อยู่ตรงหน้า เราเดินไต่ทางลาดและบันไดขึ้นไปชมสถาปัตยกรรมภายในป้อมซึ่งกว้างใหญ่มาก พระราชวังและท้องพระโรงที่ปรากฎตรงหน้าก็อลังการงานสร้าง

จุดแรกที่ไกด์ชี้ให้ดูคือ ดีวาน-อี-อาม (Diwan-i-Aam) เป็นท้องพระโรงส่วนหน้าสำหรับมหาราชาใช้ตัดสินคดีความและพบปะราษฎร เราเดินผ่าน ประตูคเณศ หรือ กเณศ โปล (Ganesh Pol) เข้าสู่พระราชฐานชั้นใน ที่ประตูมีภาพเขียนลงสีและงานแกะสลักหินอ่อน ที่น่าสนใจคือส่วนบนของประตูมีช่องหน้าต่างเล็กๆ ที่ทำจากหินฉลุ ในสมัยโบราณพวกผู้หญิงในวังใช้ช่องหน้าต่างนี้เพื่อแอบมองขบวนเสด็จของมหาราชาที่เดินทางกลับจากสงคราม โดยคนภายนอกมองไม่เห็นพวกนาง

รูป ประตูคเณศ (Ganesh Pol) ที่อยู่ในบริเวณป้อมอาเมร์

พื้นที่ชั้นในของป้อมมี ดีวาน-อี-คาส (Diwan-i-Khas) เป็นท้องพระโรงส่วนพระองค์ที่มหาราชาใช้ประชุมกับเสนาบดีและต้อนรับแขกสำคัญ ใกล้ๆ กัน คือที่ตั้งของ ชีช มาฮาล (Sheesh Mahal) หรือ พระตำหนักกระจก ที่ประดับประดาด้วยกระจกนูนชิ้นเล็กๆ นับล้านชิ้น ที่นำเข้าจากประเทศเบลเยียม ตกแต่งโดยช่างฝีมือชาวมุสลิมและชาวฮินดูที่มีความเชี่ยวชาญเทคนิค “ทิกกรี” (Thikri) ซึ่งเป็นงานศิลปะแบบราชบุตรได้รับอิทธิพลจากศิลปะอิสลามแบบโมกุล เล่ากันว่าในยามค่ำแค่จุดเทียนเล่มเดียว พระตำหนักนี้ก็สว่างไสวไปทั่วบริเวณเพราะแสงเทียนสะท้อนจากกระจกทุกทิศทาง  เราเดินลึกไปถึงส่วนในสุดก็เห็น พระราชวังแมนสิงห์ที่ 1 (Palace of Man Singh I) เป็นที่ประทับของพระมเหสีและนางสนมในสมัยโบราณ ตัวอาคารมีมนต์เสน่ห์ที่แตกต่างจากความอ่อนช้อยของตำหนักกระจก ตรงนี้ไกด์บอกว่าเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของป้อมอาเมร์

ขึ้นสู่ป้อมเสือ “นาหรครห์”

ออกจากป้อมอาเมร์ รถจิ๊บพาเราไต่เขาขึ้นไปยังสันเขาสูงชันอีกจุดหนึ่งซึ่งห่างไปอีกประมาณ 12 กิโลเมตร แต่ยังอยู่บนเทือกเขาอาราวัลลี เพื่อพาเราไปชม ป้อมนาหรครห์ (Nahargarh Fort) หรือ "ป้อมเสือ” มหาราชา สวัสดิ์ จัย สิงห์ ที่ 2 ทรงเป็นผู้สร้างป้อมนี้ขึ้นในปี พ.ศ. 2277 เพื่อเป็นแนวป้องกันทางทิศเหนือของเมืองชัยปุระ 

ต่อมาป้อมนี้ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังตากอากาศของครอบครัวกษัตริย์ ที่นี่มีจุดชมวิวที่สวยที่สุดของชัยปุระโดยเฉพาะในช่วงพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน มองลงมาจะเห็นเมืองชัยปุระทั้งเมือง ว่ากันว่าแสงสีทองของดวงอาทิตย์ยามอัสดง จะอาบไล้ "นครสีชมพู" ที่อยู่เบื้องล่าง ฟังดูโรแมนติคมาก แต่คณะเราไม่ได้อยู่รอชมจนพระอาทิตย์ตกดิน เราไปถึงก็เที่ยงตรงแสงแดดจัดจ้าน มองลงมาเบื้องล่างก็เห็นแต่หมอกของฝุ่นควันปกคลุมไปทั่ว เดาเอาว่า pm 2.5 เกินมาตรฐานแน่นอน

เราไม่พลาดการไปชมไฮไลท์ของป้อมแห่งนี้ คือ พระตำหนักมาธาเวนทรา (Madhavendra Bhawan) ซึ่งมหาราชา สวัสดิ์ มาโธ สิงห์ ที่ 2 (Sawai Madho Singh II) ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับพระมเหสีของพระองค์ที่มีอยู่ 9 พระองค์ด้งยกัน พระตำหนักนี้มีทางเดินลับ เชื่อมต่อห้องชุดของมเหสีแต่ละคน กับห้องบรรทมของมหาราชาโดยตรง ทางเดินลับนี้ปิดมิดชิดและมีความเป็นส่วนตัวไม่มีใครรู้เห็นเลยว่า มหาราชากำลังเดินไปเยี่ยมเยือนห้องประทับของมเหสีคนไหน ไกด์บอกว่านี่เป็นยุทธวิธีของมหาราชา ในการสยบความหึงหวงและเหตุขัดแย้งระหว่างมเหสีของพระองค์    

สมัยก่อนการขึ้นลงป้อมปราการหรือพระราชวังที่อยู่บนภูเขาทั้งสองแห่งนี้ มหาราชาและราชวงศ์จะนั่งบนหลังช้างขึ้นไป ส่วนขุนนาง และทหารก็ใช้ม้าและอูฐเป็นพาหนะ สำหรับพวกเราในยุคนี้ การนั่งรถจิ๊บลงจากภูเขาสู่พื้นราบ มีความตื่นเต้นมากอยู่ เราได้ที่นั่งด้านหน้าคู่กับคนขับ รถวิ่งไต่ภูเขาผ่านถนนแคบและคดเคี้ยวรูปตัว S ไปมาหลาย S มาก คนขับก็ซิ่งสุดๆ เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา เพื่อหลบหลีกรถที่วิ่งสวนขึ้นมา ผู้โดยสารก็ต้องลุ้นกันตัวโก่ง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่จดจำ

พระราชวังซิตี้พาเลซ และ กังกาจาลี

ช่วงบ่ายในชัยปุระ ไกด์นำคณะเราเข้าชมเขตเมืองเก่า ประสาทสัมผัสบอกเราว่า “เมืองชัยปุระเป็นเมืองในประวัติศาสตร์ก็จริง แต่เป็นประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต” เมืองทั้งเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อไม่นานมานี้ คือ ในปี 2562  เป็นเมืองที่สะท้อนอำนาจและวิสัยทัศน์ของชาวราชบุตรที่ผสานศิลปะแบบฮินดูเข้ากับโมกุลได้อย่างงดงาม จุดแรกในเมืองที่เราไปชมคือ ซิตี้พาเลซ (City Palace) จุดรวบรวมงานศิลปะและวัฒนธรรมของสองขั้วอำนาจคือราชบุตรและโมกุลไว้ด้วยกัน

ในเขตนี้เราได้เข้าชม จันทรา มาฮาล (Chandra Mahal) หรือ พระราชวังจันทร์ ที่ยังคงเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของราชวงศ์ชัยปุระในปัจจุบัน ที่เปิดให้เข้าชมความงดงามภายในเป็นบางโซน บรรยากาศห้องหับต่างๆ หรูหรา เพื่อนร่วมทริปหลายคนที่แต่งตัวจัดเต็มในสไตล์อินเดีย พากันโพสท่ามหารานีถ่ายรูปเก็บภาพความประทับใจกันอย่างสนุกสนาน การเข้าชมพระราชวังต้องเสียค่าเข้าชมแยกต่างหากในราคาสูงกว่าปกติ และต้องจ่ายทิปให้กับทหารองค์รักษ์วังที่ชวนเข้าร่วมแฟรมถ่ายรูป แต่ก็ถือเป็นการแลกกับโอกาสได้ยลโฉมหัวใจสำคัญที่ยังคงลมหายใจของราชวงศ์ชัยปุระ 

รูป อาคารสีเหลืองนี้ คือจันทรา มาฮาล (Chandra Mahal) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดและสวยงามที่สุดของพระราชวังแห่งนี้

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่น่าทึ่ง จนเราต้องไปค้นหาเรื่องราวอ่านเพิ่มเติม คือ ภาชนะเงินขนาดยักษ์ 2 ใบ ชื่อว่า กังกาจาลี (Gangajali) ตั้งโดดเด่นเตะสายตาอยู่ในท้องพระโรงรับแขก ภาชนะนี้มีที่มาไม่ธรรมดา ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2445 ในสมัย มหาราชา สวัสดิ์ มาโธ สิงห์ ที่ 2  (Maharaja Sawai Madho Singh II) เพื่อใช้เตรียมการเสด็จไปร่วมพิธีบรมราชาภิเษกของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ที่ประเทศอังกฤษ เรื่องของเรื่องคือชาวฮินดูสมัยนั้นมีความเชื่อเคร่งครัดมากว่า การเดินทางข้ามมหาสมุทรหรือที่ชาวฮินดูเรียกว่า 'น้ำสีดำ' (Black Water) ถือเป็นกาลกิณีที่จะทำให้เสียความบริสุทธิ์ทางวรรณะกษัตริย์ไป

รูป กังกาจาลี (Gangajali) หรือ Silver Jar ตั้งอยู่ภายในพระราชวัง

มหาราชา สวัสดิ์ มาโธ สิงห์ ที่ 2 จึงทรงแก้ปัญหาด้วยการสั่งทำภาชนะยักษ์นี้ขึ้น โดยนำเหรียญเงินแท้มาหลอมมีน้ำหนักถึงใบละ 340 กิโลกรัม เพื่อใช้บรรจุน้ำจากแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ติดตัวไปไกลถึงอังกฤษ โอ วาว! น้ำปริมาณมหาศาลกว่า 4,000 ลิตร ที่ใส่ไป ใช้ได้ทั้งอาบและดื่มตลอดระยะเวลาเดินทางถึง 6 เดือน เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของวรรณะตามความเชื่อ ภาชนะเงินคู่นี้ถูกบันทึกในกินเนสส์บุ๊กเรียบร้อยแล้ว ในฐานะเป็นวัตถุที่ทำจากเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก

จันตาร์ มันตาร์ หอดูดาวโบราณ

ออกจากซิตี้พาเลซ เราเดินทางย้อนรอยอารยธรรมอินเดียต่อไปที่ จันตาร์ มันตาร์ (Jantar Mantar) เป็นหอดูดาวโบราณที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO) คำว่า 'จันตาร์' แปลว่า เครื่องมือ ส่วน 'มันตาร์' แปลว่า การวัด หรือ การคำนวณ ผู้ที่สร้างที่นี่คือ  มหาราชา สวัสดิ์ จัย สิงห์ ที่ 2 เป็นคนเดียวกับที่สร้าง เมืองชัยปุระ พระองค์ทรงหลงใหลในดาราศาสตร์มาก จึงสร้างเครื่องมือวัดดวงดาวขนาดมหึมาขึ้นจากหินและปูน ซึ่งสามารถคำนวณตำแหน่งดวงดาวและพยากรณ์ปรากฏการณ์สุริยุปราคาได้อย่างแม่นยำเหลือเชื่อ 

หอดูดาวโบราณ จันตาร์ มันตาร์ มีอีกจุดที่ประทับใจเรามากคือ สำ-ราต-ยัน-ตรา (Samrat Yantra) นาฬิกาแดดที่ใหญ่ที่สุดในโลก บอกเวลาตามทิศทางการโคจรของดวงอาทิตย์ได้อย่างเป๊ะมาก สิ่งประดิษฐ์โบราณชิ้นนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงภูมิปัญญาล้ำเลิศของชาวอินเดีย ที่ก้าวหน้าไม่แพ้ความรู้เรื่องดาราศาสตร์ในโลกตะวันตกเลยสักนิด

ยลพระราชวังแห่งสายลม “ฮาวา มาฮาล”

พอแสงอาทิตย์เริ่มอ่อนลง พวกเราแม้จะเหนื่อยล้ากันมากแล้ว แต่ก็ไม่มีใครถอย พากันเดินไปถ่ายรูปไฮไลท์สำคัญอีกจุด คือ พระราชวังแห่งสายลม หรือ ฮาวา มาฮาล (Hawa Mahal) เป็นอาคารหินทรายสีชมพูอมส้มโดดเด่นตรึงตาตรึงใจคนชอบถ่ายรูปอย่างพวกเรามาก อาคารนี้มีหน้าต่างเล็กๆ ที่ฉลุลายอย่างประณีตมากกว่า 953 บาน ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้หญิงในวังสมัยก่อน ได้มาแอบเฝ้ามองวิถีชีวิตผู้คนบนท้องถนนได้โดยที่คนภายนอกมองไม่เห็นพวกเธอ อีกทั้งหน้าต่างเหล่านั้นยังทำหน้าที่ระบายอากาศให้เย็นสบาย สมกับที่ถูกเรียกว่าพระราชวังแห่งสายลม

เดินช็อปปิ้งเพลินๆ ย่านตลาดโจฮารี-บาปู

พวกเราเดินเท้าต่อเข้าย่าน ตลาดโจฮารี (Johri Bazaar) สองข้างทางละลานตาไปด้วยร้านอัญมณี เงิน และทองเต็มไปหมด แต่เนื่องจากกลุ่มเราไม่ค่อยสันทัดเรื่องจิวเวลรี่เท่าไหร่ เลยขอเดินเลยไปดูพวกเสื้อผ้ากันที่ ตลาดบาปู (Bapu Bazaar) แทน ที่นี่มีทั้งผ้าพิมพ์ลายบล็อกไม้สวยๆ และรองเท้าหนังปักลวดลายเอกลักษณ์ที่เรียกกันว่า 'โมจารี' (Mojari) แล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการแวะร้าน แฟ้บอินเดีย (FabIndia) แบรนด์นี้ดังระดับโลกเลยทีเดียว เขาเอาผ้าทอมือพื้นเมืองมาตัดเย็บให้ดูทันสมัย ใส่สบาย แถมยังเป็นแบรนด์ที่เน้นสนับสนุนช่างฝีมือท้องถิ่นโดยตรงด้วย

พอได้มาสัมผัสจริงถึงรู้ว่าเรื่องผ้าของคนอินเดียนี่ไม่ธรรมดาเลย เพราะอินเดียเป็นผู้ผลิตฝ้ายรายใหญ่ของโลก และมีการส่งเสริมจริงจังถึงขั้นมี 'กระทรวงสิ่งทอ' คอยดูแล ถือเป็นกระทรวงเก่าแก่ที่สำคัญมาก เพราะอุตสาหกรรมนี้ช่วยสร้างงานให้คนอินเดียได้เป็นล้านคนเลยทีเดียว

เมืองชัยปุระจัดเป็นศูนย์กลางผลิตผ้าฝ้ายระดับโลกทีเดียว ผ้าฝ้ายที่นี่มีชื่อเสียงในด้านความนุ่มและระบายอากาศดีมาก มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ โยเฉพาะลายพิมพ์มือยอดฮิตอย่างลาย ซัง-กา-เน-รี (Sanganeri) ที่อ่อนช้อย และลาย บา-กรู (Bagru) ที่ใช้สีจากธรรมชาติ เนื้อผ้าที่เบาสบายเหมาะกับการสวมใส่ในประเทศร้อน คณะทัวร์เราไม่มีใครอดใจได้ซื้อติดมือกลับไทยคนละหลายชิ้นทุกคน

แม้จะเดินจนเมื่อยขาไปตามๆ กัน แต่การได้ช้อปปิ้งท่ามกลางเสียงแตรและฝูงชนที่คึกคักแบบนี้ ทำให้พวกเราได้เห็นเสน่ห์วิถีชีวิตจริงๆ ของคนอินเดียที่น่าทึ่งมาก เป็นการปิดท้ายวันแรกในชัยปุระที่ทั้งเหนื่อย ทั้งได้ความรู้ และความประทับใจ


ภาพปกจาก Freepik.com
ภาพประกอบโดยผู้เขียน


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th