The Prachakorn

ราคาของการมีลูก ที่แม่ต้องจ่าย


รีนา ต๊ะดี

21 เมษายน 2569
128



ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีลูก มาพร้อมค่าใช้จ่ายมากมาย ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ฝากครรภ์ ตลอดจนการคลอดและเลี้ยงดูหลังจากนั้นอย่างน้อย 18 ปีกว่าจะบรรลุนิติภาวะและสามารถพึ่งพาตนเองได้บ้าง แต่ทราบหรือไม่ว่านอกจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของเตรียมคลอด และค่าคลอดที่โรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต ทั้งค่าใช้จ่ายปัจจัยพื้นฐาน ค่าเทอม และค่าทำกิจกรรมเสริมพิเศษอื่นๆอีกจิปาถะ ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงที่ไม่ใช่ตัวเงินอีกมากมายที่แม่ต้องจ่าย บทความนี้จะพาผู้อ่านมาดำดิ่งและค้นหาว่าราคาของการมีลูก ที่แม่ต้องจ่าย คืออะไรบ้าง

แน่นอนว่าหากพูดถึงการมีลูก หัวข้อหนึ่งที่ตามมาคือ ต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ในการเลี้ยงลูกคนหนึ่งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี งานวิจัยเรื่องต้นทุนการเลี้ยงดูบุตร (อายุ 0-14 ปี) โดยเฉลี่ยของครัวเรือนในประเทศไทย ได้ทำการประเมินเอาไว้ว่า น่าจะต้องใช้เงินราว 1.57 ล้านบาทเพื่อเลี้ยงเด็กคนหนึ่งจนโต แม้ว่างานวิจัยนี้ระบุว่าค่าใช้จ่ายที่ครอบครัวจ่ายจริงอาจจะน้อยกว่านั้น คือประมาณปีละ 50,000 กว่าบาท หรือ 4,250 บาทต่อเดือน เพราะกว่าครึ่งหนึ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลช่วยรับผิดชอบ แต่หากมองในเชิงเปรียบเทียบกับรายได้ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถือว่ายังสูง โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่สู้ดีนัก และในความเป็นจริง ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเลี้ยงลูกของหลายครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐกิจในระดับกลางและสูงก็ยิ่งสูงกว่านี้มาก (เฉลิมพล แจ่มจันทร์ และคณะ, 2562)

อย่างไรก็ตาม นอกจากค่าใช้จ่ายในหมวดหมู่ต่างๆ ที่คณะผู้วิจัยได้นำมาประเมิน  เช่น ด้านการศึกษา ด้านสุขภาพ และรายจ่ายให้กับภาคเอกชนอื่นๆ ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ถูกกล่าวถึง ทั้งที่เป็นตัวเงิน เช่นการรักษาภาวะการมีบุตรยาก และที่ไม่ใช่ตัวเงิน โดยเฉพาะในส่วนของแม่ที่เป็นผู้จ่าย ได้แก่ ค่าใช้จ่ายทางกายภาพและชีวภาพจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของแม่ในขณะตั้งครรภ์ หลังคลอด และให้นม ในระหว่างการตั้งครรภ์ ร่างกายของแม่ต้องใช้พลังงานมากขึ้น และถูกดึงสารอาหารสำคัญ (ธาตุเหล็ก โฟเลต แคลเซียม) ไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ทำให้แม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางสุขภาพจากการขาดสารอาหาร ร่างกายอ่อนเพลีย ความดันโลหิตสูง และภาวะดื้ออินซูลิน นำไปสู่ภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ (Butte & King, 2005) เมื่อถึงกำหนดคลอด ร่างกายของแม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความเสี่ยงหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติหรือผ่าคลอด ก็ทำให้เกิดความเจ็บปวด ความเสียหายของเนื้อเยื่อ และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกาย กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและมดลูกต้องใช้เวลาและความพยายามในการบริหารเพื่อให้กลับเข้าสู่สภาพปกติก่อนตั้งครรภ์ ไม่เช่นนั้น แม่อาจต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพในอนาคตได้ หลังคลอด แม่ไม่มีเวลาและพลังงานในการดูแลตัวเองและฟื้นฟูร่างกาย แต่ต้องทำหน้าที่เลี้ยงลูกทารกแรกเกิดที่ต้องพึ่งพานมแม่เป็นแหล่งอาหารหลัก แม่ต้องผลิตน้ำนมและให้นม ร่างกายต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น (Butte & King, 2005) และแม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการที่ร่างกายอาจจะผลิตน้ำนมมากเกินไป ท่อน้ำนมอุดตัน ทำให้เต้านมอักเสบ หัวนมแตกและเป็นแผลจากการให้นมและปั๊มนม (ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร หรือ National Health Service [NHS], 2026) และภาวะขาดสารอาหารสำคัญอย่างธาตุเหล็กและแคลเซียมที่ถูกดึงออกไปจากน้ำนม ส่งผลให้แม่หลังคลอดหลายคนมีปัญหาสุขภาพ เช่น ผมร่วง รู้สึกหนาวสั่นเข้ากระดูก อ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง และในระยะยาวมีความเสี่ยงในเรื่องโลหิตจางและกระดูกพรุนด้วย (Hfocus, 2557) 

นอกจากนี้ ยังมีค่าเสียโอกาสในด้านเวลาจากการให้นมและปั๊มนม จากประสบการณ์ตรงที่เป็นคุณแม่มือใหม่มาได้กว่า 10 เดือน ในช่วงแรกเกิด ต้องใช้เวลาให้นม (เข้าเต้า) หรือปั๊มนม เฉลี่ยครั้งละ 40 นาที วันละกว่า 8 ครั้ง รวมเป็นเวลากว่า 37 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ยังไม่รวมเวลาที่ต้องจับลูกให้เรอ อุ้มกล่อม เปลี่ยนแพมเพิสและดูแลสุขอนามัยขั้นพื้นฐานของลูก โดยรวมแล้วใช้เวลามากกว่าการทำงานเต็มเวลาสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงเสียอีก 

ปัจจุบัน ระยะเวลาที่แม่สามารถลาคลอดได้ค่อนข้างจำกัด ทำให้หลายครอบครัวที่แม่ตัดสินใจลาออกมาเลี้ยงลูกเต็มเวลาหรือที่เรียกกันว่า “แม่ฟูลไทม์” งานวิจัยเรื่องการปรับวิถีการทำงานของครอบครัวเมื่อมีบุตร (มนสิการ กาญจนะจิตรา และคณะ, 2562)   ได้ทำการศึกษาผลกระทบต่อแม่ที่ลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกโดยสืบค้นข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ พบว่าแม่ได้รับผลกระทบหลายประการทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แม่ที่ลาออกจากงานมาเลี้ยงลูก ต้องเผชิญกับการเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในการหารายได้ ขาดอิสรภาพทางการเงิน ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในระยะยาวการจะกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อลูกเข้าโรงเรียนแล้วก็ยังมีข้อท้าทายและมีการแข่งขันในตลาดแรงงานสูงมาก หากไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือหารายได้จากช่องทางอื่นได้ แม่ก็จะขาดหลักประกันหลังเกษียณอายุ (มนสิการ กาญจนะจิตรา และคณะ, 2562)

นอกจากแม่จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานแล้ว แม่ยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทางจิตใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความวิตกกังวลในช่วงแรกเกิด (จากประสบการณ์ตรง) ทั้งปัญหามีน้ำนมไม่พอ นอนน้อย ไม่มีเวลาปั๊มนม ลูกร้อง แม่หาสาเหตุไม่ได้ ลูกกินนมอิ่มหรือเปล่า หายใจแบบนี้ปกติไหม ลูกไม่ขับถ่ายหรือขับถ่ายบ่อยเกินไปไหม ต่างๆ นานา งานวิจัยนี้ยังค้นพบว่า แม่ยังต้องแบกรับความกดดันจากครอบครัว สามี และสังคม ไม่ว่าจะเป็นแม่ทำงานหรือแม่ฟูลไทม์ โดยแม่ทำงานมักรู้สึกผิดที่ต้องให้คนอื่นมาเลี้ยงลูกแทนและไม่มีเวลาดูแลลูก และกังวลว่าจะถูกสังคมภายนอกมองว่าเป็นแม่ที่ไม่ดีที่ “ทิ้ง” ลูกไว้ให้คนอื่นเลี้ยง ส่วนแม่ฟูลไทม์มีความกังวลเรื่องรายได้ที่ขาดหายไป และรู้สึกไร้อำนาจต่อรองในครอบครัวเมื่อต้องพึ่งพาสามีในเรื่องเงิน ขาดอิสระทางการเงิน และมักกังวลว่าตนจะถูกสังคมภายนอกมองว่าเลี้ยงลูกอยู่บ้าน “สบาย” (มนสิการ กาญจนะจิตรา และคณะ, 2562)

จะเห็นได้ว่า ราคาของการมีลูก ที่ครอบครัวและแม่ต้องจ่ายนั้น ค่อนข้างสูง ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ทั้งทางกายภาพและทางจิตใจ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก สอดคล้องกับผลการสำรวจออนไลน์ความคิดเห็นของประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป (จำนวน 1,591 คน) “สถานการณ์ประชากรและสังคมปี 2568” โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ระบุว่าคนรุ่นใหม่ไม่พร้อมจะมีลูก 

ในภาวะที่เด็กเกิดน้อย มีความเสี่ยงเรื่องสงคราม ค่าครองชีพสูง หากภาครัฐสามารถอุดช่องว่างเรื่องค่าใช้จ่ายจากการมีลูกได้และมีมาตรการส่งเสริมให้ถูกจุด ก็อาจจะช่วยให้คนรุ่นใหม่กลับมาลองพิจารณาเรื่องการมีบุตรดูใหม่ก็ได้ โดยในผลสำรวจฯ ยังได้ระบุว่ามาตรการส่งเสริมการมีบุตรที่ผู้ตอบแบบสำรวจต้องการ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) การพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยเน้นเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่กับเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษา 2) เงินอุดหนุน โดยผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้มีการเพิ่มเงินอุดหนุนเด็ก ทั้งที่เป็นเงินก้อนและรายเดือน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเด็ก และ 3) การสนับสนุนการทำงานของพ่อแม่อย่างยืดหยุ่น ให้สามารถทำงานที่บ้านหรือทำงานพาร์ทไทม์ได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่น่าสนใจที่ผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าเป็นมาตรการสนับสนุนการมีบุตรที่สำคัญ เช่น การเพิ่มวันลาเลี้ยงดูบุตรให้มากกว่า 6 เดือน การส่งเสริมให้พ่อมีบทบาทมากขึ้นในการเลี้ยงดูบุตร ไม่ให้การเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ของแม่เท่านั้น เป็นต้น

จากประสบการณ์การมีลูกคนแรก และเป็นแม่มือใหม่มาได้ 10 เดือน แม้ว่าการมองดูพัฒนาการลูกน้อยในแต่ละวันจะให้ความสุขกลับมาอย่างประเมินค่าไม่ได้ ฉันยังเห็นว่ามาตรการเหล่านี้ แม้อาจจะไม่สามารถเปลี่ยนใจให้คนรุ่นใหม่อยากมีลูกได้ แต่ก็จะช่วยสนับสนุนให้ครอบครัวสามารถเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีคุณภาพที่ดีขึ้นแน่นอน และน่าจะจะช่วยลด “ราคาของการมีลูก ที่แม่ต้องจ่าย” ลงได้อย่างมากทีเดียว 


อ้างอิง

  • เฉลิมพล แจ่มจันทร์, สุภรต์ จรัสสิทธิ์ และ ณัฐณิชา ลอยฟ้า. (2562). ต้นทุนการเลี้ยงดูบุตร (อายุ 0-14 ปี) ในประเทศไทย. ม.ป.ท.. https://cmudc.library.cmu.ac.th/frontend/Info/item/dc:87867
  • Butte, N. F., & King, J. C. (2005). Energy requirements during pregnancy and lactation. Public Health Nutrition, 8(7A), 1010–1027. https://doi.org/10.1079/PHN2005793
  • มนสิการ กาญจนะจิตรา, และคณะ. (2562). ราคาของการมีลูก: เมื่องานและลูกผูกอยู่บนเชือกเส้นเดียวกัน. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. https://ipsr.mahidol.ac.th/ipsrbeta/FileUpload/PDF/Report-File-588.pdf
  • National Health Service (NHS). (2026). Common breastfeeding problems. https://www.nhs.uk/baby/breastfeeding-and-bottle-feeding/breastfeeding-problems/common-problems/
  • Hfocus. (2557, เมษายน). ปัญหาและอุปสรรคของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทย. https://www.hfocus.org/content/2014/04/6996

Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th