ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจากการใช้ชีวิตแบบ "Sedentary Lifestyle" หรือการนั่งทำงานเป็นเวลานาน มหาวิทยาลัยมหิดลในฐานะสถาบันการศึกษาด้านสุขภาพชั้นนำของประเทศไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพบุคลากรและนักศึกษามาโดยตลอด คณะทำงานย่อยขับเคลื่อนงานนโยบายการส่งเสริมสุขภาพภายในมหาวิทยาลัยมหิดล (Sub-Working Group Committee of MU Health Promotion) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม จึงได้ดำเนินการสำรวจสุขภาวะและความเป็นอยู่ที่ดี (Health & Well-being) ของบุคลากรประจำปี 2566 ด้วยเครื่องมือ HAPPINOMETER ซึ่งผลการสำรวจที่ได้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์สุขภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

รูปที่ 1: ร้อยละความถี่การออกกำลังกายของชาวมหิดล จำแนกเพศหญิง-ชาย
จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวมหิดลจำนวน 2,338 คน พบว่าสถิติที่น่าตกใจคือ ร้อยละ 73.1 ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้ออกกำลังกายเลย หรือหากออกกำลังกายก็ออกกำลังกายน้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่เพียงพอตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization, 2020) ที่แนะนำให้ผู้ใหญ่ควรออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือออกกำลังกายระดับหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า การไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอส่งผลต่อสุขภาวะไม่ใช่แค่ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาวะระยะยาว เช่น เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อัตราการลดลงของกล้ามเนื้อ (Sarcopenia) ของคน ที่ไม่ออกกำลังกายที่สูงกว่าคนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (Cruz-Jentoft et al., 2019)

รูปที่ 2: การเปรียบเทียบค่า BMI เฉลี่ยกับเกณฑ์มาตรฐาน WHO
การวิเคราะห์ข้อมูลตามเพศเผยให้เห็นภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างชัดเจน จากกลุ่มสำรวจเพศชาย จำนวน 431 คน พบว่าร้อยละ 67 อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินที่ผิดปกติ โดยมีค่าเฉลี่ยดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) อยู่ที่ 25.22 ซึ่งจัดอยู่ในเกณฑ์โรคอ้วนระดับที่ 1 ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization, 2021) ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเฝ้าระวังโรคหัวใจที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะน้ำหนักเกิน ส่วนกลุ่มสำรวจเพศหญิงจำนวน 1,907 คน พบว่าร้อยละ 46 อยู่ในภาวะน้ำหนักเกินที่ผิดปกติ โดยมีค่าเฉลี่ย BMI อยู่ที่ 23.86 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกิน แม้ว่าสถิติของเพศหญิงจะดีกว่าเพศชาย แต่ก็ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญ
ข้อมูลที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการวิเคราะห์อัตราส่วนรอบเอวต่อส่วนสูง (Waist-to-Height Ratio: WHtR) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่มีความแม่นยำสูงในการทำนายความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด (Ashwell et al., 2012) กลุ่มเพศชายมีค่าเฉลี่ย WHtR อยู่ที่ 0.51 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเฝ้าระวังโรคหัวใจที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะน้ำหนักเกิน ขณะที่กลุ่มเพศหญิงมีค่าเฉลี่ย WHtR อยู่ที่ 0.49 ซึ่งเกือบถึงเกณฑ์เสี่ยง


รูปที่ 3: ค่าเฉลี่ยทางสุขภาวะของชาวมหิดลเพศชายจำนวน 431 คน และเพศหญิงจำนวน 1,907 คน
และเมื่อทำการวิเคราะห์เจาะลึกลงไป พบว่า คนมหิดลที่มีน้ำหนักเกินกว่าเกณฑ์ปกติ (BMI มากกว่า 23) จำนวน 1,176 คน พบว่า ร้อยละ 13 มีความเสี่ยงสูงต่อการป่วยจากโรคหัวใจที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะน้ำหนักเกิน และร้อยละ 59 มีความเสี่ยงปานกลาง ซึ่งหมายความว่า เกือบ 3 ใน 4 ของผู้ที่มีน้ำหนักเกินในมหิดลกำลังเผชิญกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง (รูปที่ 4)

ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยากเชิญชวนชาวมหิดลทุกท่านมาร่วมกันออกกำลังกายและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เพื่อร่วมเป็น 1 ในแรงขับเคลื่อนการสร้าง “มหิดลสุขภาพดีวิถีใหม่” ที่ไม่ใช่เพียงแค่สโลแกน แต่เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องการการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพราะการดำเนินการแก้ไขปัญหาให้แบบสุขภาวะองค์รวม (Holistic Well-Being) ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบายของมหาวิทยาลัย การสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงมีรูปแบบกิจกรรมที่สร้างความตระหนักเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระดับบุคคล
อ้างอิง
