The Prachakorn

การสูงวัยในถิ่นที่อยู่ (Ageing in Place)


ปราโมทย์ ประสาทกุล

14 พฤษภาคม 2569
116



ศัพท์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสูงวัยของประชากรอีกคำหนึ่งคือ “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” ซึ่งแปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Ageing in Place ศัพท์คำนี้มีการนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการประชุมโลกว่าด้วยการสูงวัยของประชากร ครั้งที่ 2 ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในปี 2002 โดยปรากฏอยู่ในรายงานเรื่อง “Political Declaration and Madrid International Plan of Action on Ageing, 2002” (para. 98)

ศัพทานุกรมการวิจัยประชากรและสังคม ได้ให้ความหมายของ “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” ว่าเป็น “แนวคิดที่มุ่งเน้นการอยู่อาศัยในบ้านและชุมชนเดิม ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะทางด้านร่างกายและทางจิตใจ รวมถึงเน้นความสำคัญของการจัดสรรสวัสดิการสังคมด้านต่างๆ ไปสู่บ้านและชุมชน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการดำรงชีพของประชากรตลอดเส้นทางชีวิต” 

องค์ประกอบสำคัญของแนวคิดการสูงวัยในถิ่นที่อยู่มี 3 ประการ ได้แก่
    1. สถานที่ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (place)
    2. บริการสุขภาพและการดูแลระยะยาว (health and long-term care)
    3. บริการดูแลทางสังคม (social care)

การออกแบบและพัฒนาชุดบริการที่จำเป็นสำหรับการสูงวัยในถิ่นที่อยู่ต้องบูรณาการองค์ประกอบทั้งสามด้านเข้าด้วยกัน โดยยึดผู้สูงอายุเป็นศูนย์กลาง”

สถานที่ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม

“การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” เป็นแนวคิดที่ควบคู่ไปกับ “การสูงวัยอย่างมีพลัง” การสูงวัยอย่างมีพลังเป็นการสร้างพลังให้เกิดขึ้นในตัวผู้สูงอายุโดยตัวผู้สูงอายุเอง ในขณะที่การสูงวัยในถิ่นที่อยู่เป็นการสร้างพลังให้ผู้สูงอายุโดยได้รับการสนับสนุนจากปัจจัยภายนอก คือ ที่อยู่อาศัย ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ทั้งบุคคล ครอบครัว และทุกคน ซึ่งต่างปรารถนาที่จะให้ชีวิตของตนดำเนินไปอย่างอยู่ดีมีสุขตลอดชีวิตในที่อยู่อาศัยของตน มีสุขภาพดี ไม่ป่วยไข้จนต้องเข้าไปนอนโรงพยาบาล ไม่มีใครอยากอยู่ในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่มีคนคอยดูแลช่วยเหลือ จนต้องเข้าไปอยู่ในสถานบริบาลที่ห่างไกลจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัยนอกชุมชนของตน กล่าวโดยสรุป คือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้คนอยู่เย็นเป็นสุขตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตายในถิ่นที่อยู่ของตน โดยเฉพาะเมื่อมีอายุสูงขึ้นจนถึงช่วงท้ายสุดของชีวิต ก็ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในสถานบริบาลหรือโรงพยาบาลนอกชุมชนที่ตนอาศัยอยู่

ถิ่นที่อยู่ซึ่งรวมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่ จึงควรมีสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตของคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ ที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสมรรถภาพไปตามวัย บ้านเรือนที่อยู่อาศัย อาคารสถานที่ต่างๆ ทั้งที่เป็นส่วนบุคคลและสาธารณะ ที่เคยก่อสร้างไว้เมื่อครั้งคนในครอบครัวและสังคมยังมีอายุน้อยและมีผู้สูงอายุเป็นจำนวนไม่มากนัก จึงควรต้องมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของคนในสังคมสูงวัย อีกทั้งควรมีการนำเทคโนโลยีที่จะช่วยอำนวยความสะดวกหรือลดความเสี่ยงให้กับผู้สูงอายุมาใช้ ในการพัฒนาปรับปรุงบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ถนนหนทาง และพื้นที่สาธารณะ ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมพลังให้กับผู้คนทั่วไปแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงหรือขจัดอุปสรรคการมีพลังของคนพิการและผู้สูงอายุที่ร่างกายเสื่อมสภาพอีกด้วย

ผู้คนทุกวัยควรใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในครอบครัวและชุมชนของตน กิจกรรมต่างๆ ทั้งที่เป็นประเพณีและที่คิดขึ้นใหม่ ทั้งในครอบครัวและชุมชน ควรมีทิศทางที่จะนำไปสู่ “การสูงวัยอย่างมีพลัง” ของผู้คน สถานที่สาธารณะต่างๆ เช่น สวนสาธารณะ สนามกีฬา เวทีประชาคม ควรออกแบบหรือปรับปรุงให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ นอกจากนั้น โรงเรียนและชมรมผู้สูงอายุในถิ่นที่อยู่ จะเป็นกลไกที่ช่วยเสริมพลังให้ผู้สูงอายุอีกทางหนึ่ง

บริการสุขภาพและการดูแลระยะยาว

แนวคิด “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” มีเป้าประสงค์ที่จะให้ทุกคนมีสุขภาพดี ทั้งกายและใจในถิ่นที่อยู่ของตน ดังนั้น นอกจากสภาพบ้านเรือนที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมจะต้องปรับให้เอื้อต่อการมีสุขภาพดีของทุกคนแล้ว ผู้คนที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ชุมชนควรจะได้เข้าถึงบริการสุขภาพอนามัย ทั้งการส่งเสริม ป้องกัน และรักษาโรคภัยไข้เจ็บอย่างครบวงจร ซึ่ง “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” เสนอว่า ควรจะมีหน่วยให้บริการสุขภาพอยู่ในท้องถิ่น หรือมีช่องทางให้ผู้คนในแต่ละถิ่นที่อยู่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างสะดวก

เมื่อสังคมไทยกำลังมีอายุสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สัดส่วนและจำนวนผู้สูงอายุวัยปลายจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ จำนวนผู้สูงอายุที่ต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ในการทำกิจวัตรประจำวันจะต้องเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก ประกอบกับผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จะเพิ่มมากขึ้น ผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้อันเป็นผลมาจากความเสื่อมของสังขารและโรคภัยไข้เจ็บ จะกลายเป็นประชากรกลุ่มเปราะบางที่ต้องการการดูแลใกล้ชิด ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพังคนเดียวหรืออยู่กับผู้สูงอายุด้วยกันเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความจำเป็นที่จะต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิดและบริการการดูแลระยะยาวเพิ่มมากขึ้นด้วย

ถ้าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จะมีสถานบริการหรือศูนย์บริการที่ให้บริการการดูแลระยะยาวให้ผู้สูงอายุในถิ่นที่อยู่ได้ ก็จะเป็นไปตามแนวทางของ “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” รัฐอาจลงทุนก่อสร้างอาคารสถานที่ที่ใช้เป็นศูนย์ หรือสถานบริการเหล่านั้น โดยให้ อปท. เป็นฝ่ายดำเนินการบริหารจัดการ

การดูแลทางสังคมในถิ่นที่อยู่

แนวคิดเรื่อง “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” รวมถึงแนวปฏิบัติที่จะช่วยเหลือผู้คนที่มีความเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่มีคนดูแล ผู้พิการ หรือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ให้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกมากขึ้น อาจมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ อปท. ผู้มีจิตอาสา หรืออาสาสมัครจากองค์การพัฒนาเอกชน เข้าไปช่วยเหลือหรือดูแลคนเปราะบางเหล่านั้นถึงที่บ้านหรือชุมชน ตัวอย่างของการดูแลทางสังคม เช่น มีเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครมีบทบาทในการเป็นผู้ดูแล เข้าไปในบ้านของผู้สูงอายุแล้วช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ เช่น อาบน้ำ แต่งตัว ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร อยู่เป็นเพื่อนคุย อาสาสมัครทำหน้าที่ร่วมกิจกรรมในศูนย์ดูแลกลางวัน (Day Care Center) สำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งการดูแลทางสังคมที่ให้แก่ผู้สูงอายุถึงในบ้านที่อยู่อาศัยและในชุมชนเช่นนี้ จะช่วยเสริมพลังให้ผู้สูงอายุมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีอิสระและมีศักดิ์ศรีในถิ่นที่อยู่ของตน

หากจะรวมแนวคิดทั้งสองนี้ “การสูงวัยอย่างมีพลัง” กับ “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” เข้าด้วยกัน เป็น “การสูงวัยอย่างมีพลังในถิ่นที่อยู่” หรือจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Active Ageing in Place” ซึ่งน่าจะใช้เป็นแนวนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่จะรองรับสถานการณ์ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ของประเทศไทยที่มาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ได้


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th