โรคจิตเภท (schizophrenia) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองส่งผลต่อ “ความคิด ความรู้สึก และการรับรู้ความจริง” อาการที่พบได้ เช่น
• ได้ยินเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน (hallucinations)
• เชื่อบางอย่างอย่างมั่นใจ แม้จะไม่เป็นความจริง (delusions)
• มีความคิดสับสน หรือเรียบเรียงไม่เป็นระบบ
• เก็บตัว เงียบลง หรือไม่อยากเข้าสังคม
แม้อาการจะดูรุนแรงในบางช่วง แต่สามารถ “รักษาและควบคุมได้” และผู้ป่วยจำนวนมากอาการดีขึ้นได้เมื่อได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง1

ที่มา: Gemini
หลายคนอาจรู้สึกว่าโรคจิตเภทเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริง โรคนี้พบได้มากกว่าที่คิด ในประเทศไทยมีการประมาณว่าผู้ป่วยโรคจิตเภทมีจำนวนหลายแสนคน โดยข้อมูลจากระบบรายงานของกรมสุขภาพจิตพบว่า จำนวนผู้ป่วยจิตเภทที่เข้ารับบริการในระบบสาธารณสุขมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จาก 230,977 คนในปี 2564 เพิ่มเป็น 250,658 คนในปี 2565, 298,280 คนในปี 2566 และ 316,603 คนในปี 2567 ก่อนจะลดลงอยู่ที่ 267,852 คนในปี 25682 จากจำนวนผู้ป่วยจิตเภทสะท้อนว่าโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด ทั้งยังสอดคล้องกับการศึกษาในระดับสากลที่พบความชุกของโรคนี้ประมาณ 0.3–0.7% ของประชากร1 จึงอาจเป็นไปได้ว่าเราอาจเคยเจอหรือมีคนใกล้ตัวที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว
คำตอบคือ “ได้” ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเรียน ทำงาน และใช้ชีวิตในสังคมได้ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง ในปัจจุบัน แนวคิดเรื่อง “การฟื้นตัว” (recovery) ไม่ได้หมายถึงแค่การลดอาการ แต่รวมถึงการกลับไปมีบทบาทในชีวิตและสังคมได้อย่างมีคุณภาพ3,4

ที่มา: Gemini
คำตอบสำคัญคือ “การตีตราทางสังคม (stigma)” ในหลายประเทศในทวีปเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โรคจิตเวชมักถูกมองในแง่ลบ และเชื่อมโยงกับความอันตรายหรือความน่าอาย ทำให้บางครอบครัวของผู้ป่วยเลือกที่จะปกปิดอาการ หรือชะลอการเข้ารับการรักษา นอกจากนี้ งานวิจัยในช่วงหลังพบว่า การตีตรายังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง3,5 โดยเฉพาะในบริบทเอเชีย ที่ปัจจัยทางวัฒนธรรมและค่านิยมของครอบครัวยังมีบทบาทต่อการรับรู้และการตีตราโรคจิตเวช5
❌ “จิตเภท = หลายบุคลิก”
ไม่จริง — เป็นคนละโรคโดยสิ้นเชิง
❌ “ผู้ป่วยอันตรายทุกคน”
ไม่จริง — คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีพฤติกรรมรุนแรง
❌ “รักษาไม่ได้”
ไม่จริง — การรักษาที่เหมาะสมช่วยให้อาการดีขึ้นได้มาก
บางครั้ง การเปลี่ยนสังคมไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเรื่องใหญ่ แต่สามารถเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ได้ เช่น
• เลิกใช้คำว่า “บ้า” เพื่อเรียกใครก็ตาม
• ไม่เอาคำว่า “จิตเภท” ไปใช้เป็นคำด่า
• เปิดใจฟังและเข้าใจมากกว่าตัดสิน
เพราะคำพูดของเราอาจทำให้ใครบางคน “กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ” มากขึ้น
โรคจิตเภทไม่ใช่ตัวตนของคนคนหนึ่ง แต่เป็นแค่ “โรค” ที่เขากำลังเผชิญ และเหมือนกับโรคอื่นๆ สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่แค่ยา แต่คือ “ความเข้าใจ”
อ้างอิง
ที่มา Gemini
ที่มา Gemini