บนดอยสูง ในหลายจังหวัดภาคเหนือของประเทศไทย มีเด็กหลายพันคนที่เกิดและเติบโตบนแผ่นดินไทย รวมถึงเด็กต่างด้าวที่ติดตามผู้ปกครองมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร ไม่มีเอกสารใดๆ แสดงตัวตน แม้เด็กเหล่านี้มีโอกาสได้เข้าสู่สถานศึกษาของไทย แต่จะถูกเรียกว่า “เด็กจี (G)” รหัสนำหน้าในระบบการศึกษาที่ บ่งบอกถึงสถานะ “ไม่มีตัวตน” ทางกฎหมาย บทความนี้ เป็นการถอดความจากการสัมภาษณ์ ผู้บริหารและครู ครูอาสาสมัคร นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ผู้ทำงานในพื้นที่ เพื่อสะท้อนความจริงของชีวิตที่รอการยอมรับ
เด็ก G (G-code) คือ กลุ่มเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานชนเผ่าบนพื้นที่สูง เช่น อาข่า ลาหู่ ลีซู กะเหรี่ยง หรือจีนยูนาน ที่อาศัยตามแนวชายแดนภาคเหนือของไทยมา หลายชั่วอายุคน ระบบการศึกษาของไทย เปิดโอกาสให้เด็กกลุ่มนี้สามารถเข้าเรียนได้ โดยกำหนดรหัสนำหน้าด้วยตัวอักษร G แทนเลข 13 หลัก ตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร เพื่อได้สิทธิสวัสดิการด้านการศึกษาและเรียกว่าเด็ก G-code
จากการสัมภาษณ์บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พบว่า เด็ก G-code กระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัด โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดหนึ่ง มีนักเรียน G-code จำนวน 63 คน จากทั้งหมด 358 คน ส่วนใหญ่อยู่ระดับชั้น ม.1-ม.3 และโรงเรียนแห่งในอีกจังหวัดหนึ่ง มีนักเรียน G-code ราว 50 คน จาก 453 คน กระจายอยู่ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมต้น นอกจากนี้ ยังพบเด็ก G-code ในระบบการศึกษานอกโรงเรียน นับตั้งแต่ปี 2566 มีเด็กและผู้ใหญ่ไร้รัฐขึ้นทะเบียน G-code สะสมถึง 752 คน โดยภาคการศึกษาที่ 2/2568 มีนักเรียนและนักศึกษา กลุ่มนี้กำลังเรียนอยู่ 154 คน เด็กจำนวนมากในกลุ่มนี้ ไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่เข้ามาพร้อมพ่อแม่ทั้งที่หนีสงคราม และมาหางานทำในไร่กาแฟ สวนยาง และไร่ชา ตามชุมชนบนดอย ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งให้ข้อมูลว่า
“ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่เกิดฝั่งนู้น แล้วค่อยข้ามมาฝั่งนี้ พ่อแม่ก็ไม่มีเอกสารอะไรเลย เขาก็ไม่มีใบเกิด”
กระบวนการขึ้นทะเบียนเด็ก G เริ่มต้นที่โรงเรียน เมื่อเด็กมาสมัครเข้าเรียน ครูจะสัมภาษณ์ประวัติ ตรวจสอบว่ามีเอกสารอะไรบ้าง ซึ่งมักพบว่าไม่มีเอกสารใดเลย จึงต้องอาศัยการรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้นำชุมชน กรอกทะเบียนประวัติ แล้วส่งขอรหัส G จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เด็กคนนั้นจึงจะได้ “ตัวตน” ในระบบการศึกษาแม้ยังไม่มีในมีระบบทะเบียนราษฎร อุปสรรคสำคัญที่พบซ้ำๆ ในทุกพื้นที่ ได้แก่ ความไม่สอดคล้องของข้อมูลระหว่างระบบจัดเก็บข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (Data Management Center: DMC) ของกระทรวงศึกษาธิการกับฐานข้อมูลของกรมการปกครอง เช่น โรงเรียนยืนยันว่าเด็กคนนี้มีตัวตนอยู่จริงในชั้นเรียน แต่เมื่อเด็กไปโรงพยาบาลหรือติดต่อสถานีตำรวจ ระบบของหน่วยงานเหล่านั้น (ซึ่งต่อสายตรงกับกรมการปกครอง) จะขึ้นว่า "ไม่พบข้อมูลบุคคล" ทำให้เด็กเข้าไม่ถึงสิทธิรักษาพยาบาลฟรี นอกจากนี้ การที่ครูต้องคีย์ข้อมูลเองทั้งหมดแบบ Manual หากเด็กย้ายโรงเรียนแล้วโรงเรียนเก่าไม่คัดชื่อออก หรือสะกดชื่อผิดไปเพียงตัวเดียวในระบบใหม่ ระบบจะไม่สามารถตรวจสอบได้เลยว่าคือ "คนเดียวกัน" เพราะไม่มีเลข 13 หลักตัวจริงมายัน ข้อมูลจึงเกิดการคลาดเคลื่อนสูง รวมไปถึง กรณีที่เด็กเรียนจบ ข้อมูลเกรดและวุฒิการศึกษาที่ผูกกับรหัส G จะไม่ถูกโอนอัตโนมัติ ไปยังระบบทะเบียนราษฎรเพื่อขอทำบัตรเลข 0 (บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียน) เด็กต้องเริ่มกระบวนการพิสูจน์สิทธินับหนึ่งใหม่กับอำเภอ ทั้งที่โรงเรียนเก็บประวัติไว้หมดแล้ว หลายๆกรณ๊เหล่านี้ ทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะได้รับสิทธิต่างๆ อันพึงได้ กรณีที่โรงเรียนต้องประสานกับอำเภอ มักพบว่า ข้อมูลที่บางอำเภอส่งมาให้โรงเรียนตรวจสอบจะล่าช้าทำให้เด็กที่จะได้ขึ้นทะเบียนเพื่อมีเลข 13 หลักล่าช้าตามไปด้วย การมีเลข 13 หลักจะทำให้เด็กได้สิทธิอื่นเพิ่ม เช่น สิทธิด้านสุขภาพ
“อยากให้มีระบบที่ลิงค์ข้อมูลกันโดยตรงได้เลย เพราะตอนนี้เรารอกรอกเข้า G-code แล้วเข้า DMC แล้ว แต่ฝ่ายปกครองยังใช้ข้อมูลเก่าอยู่”
ระบบสนับสนุนที่ทำให้เด็ก G สามารถก้าวจากรหัส G ไปสู่เลข 13 หลักได้ ไม่ใช่ความพยายามของหน่วยงานใดหน่วยงานเดียว แต่เป็นการร่วมกันของหลายภาคส่วน ด่านแรกคือ โรงเรียนและครูที่มีหน้าที่สัมภาษณ์ประวัติ ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน รวบรวมเอกสาร ประสานผู้นำชุมชน และคีย์ข้อมูลเข้าระบบ บางโรงเรียนถึงกับจัดห้องถ่ายรูปในโรงเรียน เพื่อให้เด็กที่ไม่สามารถลงจากดอยได้มีรูปถ่ายสำหรับทำเอกสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งกล่าวว่า
“ถ้าผมไม่รับเด็กวันนี้ เด็กที่อยู่ชายขอบอาจจะเป็น โจร ไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ผมมองว่าตัวเองมีส่วนในการทำลายความมั่นคงของชาติด้วย ถ้าปฏิเสธโอกาสทางการศึกษาเขา”
ต่อมาเป็นสำนักทะเบียนอำเภอ และกรมการปกครองที่ทำหน้าที่ออกเลขประจำตัว 13 หลัก ตามมาตรา 38 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร โดยหนังสือสั่งการปี 2562 ทำให้กระบวนการง่ายขึ้น สำนัก ทะเบียนอำเภอ สามารถพิจารณาออกเลขได้เลยโดยไม่ต้องส่งเรื่องไปที่สำนักทะเบียนกลาง ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 มีหนังสือสั่งการด่วนที่สุดกำหนดให้สามารถจัดทำทะเบียนประวัติให้เด็กนักเรียนที่เป็นลูกแรงงานต่างด้าวได้แล้วถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายความคุ้มครอง
ภาคประชาสังคมและมูลนิธิต่างๆ เป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคลและมูลนิธิแอ๊ดเวนตีสเพื่อการพัฒนาและบรรเทาทุกข์ (ADRA Thailand) มีบทบาทสำคัญในการลงพื้นที่ช่วยคัดกรองเอกสาร ให้ความรู้ทางการกฎหมาย และเป็นตัวกลางเชื่อมชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐ ครูอาสาสมัครของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ท่านหนึ่งกล่าวว่า
“โชคดีมีมูลนิธิต่างๆ มาช่วย ทำให้ย่นระยะเวลาลงได้มาก ถ้าให้ สกร.หรือโรงเรียนสอบคุณสมบัติคนเดียวก็คงทำไม่ได้”
ในระดับนโยบาย กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ (DSI) กรมการปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ลงนาม MOU ในเดือนมีนาคม 2568 และดำเนินโครงการเชิงรุกที่สามารถนำบุคคลกว่า 130,000 คน เข้าสู่กระบวนการพิจารณาสถานะได้ในปีงบประมาณเดียว นักวิชาการยุติธรรมท่านหนึ่งอธิบายว่า
“ภาคประชาสังคมเชี่ยวชาญเชิงพื้นที่ ส่วนเราเป็นภาครัฐที่ซัพพอร์ตเขา ทำงานคู่กันไปได้ดีมาก”
โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เมื่อเด็ก G ผ่านกระบวนการและได้รับเลขประจำตัว 13 หลัก (ขึ้นต้นด้วย 0) เพราะนอกจากสิทธิด้านการศึกษาที่ได้รับอยู่แล้ว เด็กๆ ยังจะได้รับสิทธิ์รักษาพยาบาลผ่านกองทุนคืนสิทธิ์ สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ เดินทางได้อย่างเสรีมากขึ้น และมีสิทธิ์เรียนต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งจะเป็นเส้นทางสู่การได้สัญชาติไทยในอนาคต ครูอาสาสมัครของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรือสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (เดิม) แห่งหนึ่งเล่าว่า
“เด็กตัวแทนขึ้นรับบัตรแล้วร้องไห้เลย บอกว่าไม่คิดว่าจะได้บัตรวันนี้ เพราะตั้งแต่เกิดมาถูกบอกว่าเป็นคนต่างด้าว ไม่ใช่คนไทย”
ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน สกร. แห่งนี้ ช่วยให้เด็กในกลุ่มนี้ก้าวข้ามจากเลข G จนได้เลข 13 หลักแล้วกว่า 89 คน
ปัญหาสถานะบุคคลของเด็ก G ไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือระบบราชการเท่านั้น แต่คือเรื่องของมนุษย์คนหนึ่งที่เกิดมาและไม่มีใครรับรองว่าเขา “มีอยู่จริง” ความร่วมมือระหว่างครูในพื้นที่ เจ้าหน้าที่รัฐในอำเภอ ภาคประชาสังคม และนโยบายระดับชาติ ได้กำลังช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กทีละคน อย่างไรก็ตาม ก็ยังต้องการระบบการเชื่อมโยงข้อมูลที่ดีขึ้น และงบประมาณที่ต่อเนื่อง รวมถึงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจน เพื่อให้เด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยไม่ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ข้อมูลส่วนหนึ่งจากการสัมภาษณ์: ผู้อำนวยการและครูในโรงเรียน ครูสาสมัคร ปลัดอำเภอ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ระหว่างเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 โดยโครงการถอดบทเรียนแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเร่งรัดการพัฒนาสถานะบุคคลของเด็กนักเรียน G Code และการขอถิ่นที่อยู่ถาวรและสัญชาติไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี เดือนตุลาคม 2567

