การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ รวมถึงรูปแบบการเข้าถึงอาหารในชีวิตประจำวัน ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าชุมชน และแพลตฟอร์มออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เมืองที่พบเห็นได้ทั่วไป1 ตลาดสดที่เคยเป็นแหล่งอาหารหลักของคนเมือง เผชิญการแข่งขันอย่างเข้มข้นกับระบบค้าปลีกสมัยใหม่2 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อรูปแบบการเลือกซื้ออาหารทั้งที่ดีและไม่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพและการเกิดโรคอ้วน3
อาหารที่มีผลต่อสุขภาพในบทความนี้ หมายถึง อาหารที่ดีและไม่ดีต่อสุขภาพ โดยอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ประกอบด้วย ผลไม้ ผัก สลัด ไข่สดและเมนูจากไข่ เช่น ไข่ต้ม ไขตุ๋น นมจืดหรือนมไขมันต่ำและโยเกิร์ตรสธรรมชาติ และเครื่องดื่มที่ไม่เติมน้ำตาล ส่วนอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ได้แก่ อาหารจานด่วน อาหารแช่แข็งหรือกึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เบเกอรี่ ขนมหวาน ไอศกรีม เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล และผลิตภัณฑ์นมปรุงแต่งรสหวาน4
ข้อมูลจากโครงการสำรวจพฤติกรรมการซื้ออาหารที่มีผลต่อสุขภาพของเยาวชนและประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร ปี 2568 สำรวจพฤติกรรมการซื้ออาหารที่มีผลต่อสุขภาพ และการเข้าถึงร้านค้าจำหน่ายอาหารประเภทต่างๆ ของคนกรุงเทพฯ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-60 ปี จำนวน 1,000 คน เพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับการซื้ออาหารดังกล่าว ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา รวมถึงการเข้าถึงร้านค้าประเภทต่างๆ5
ผลการศึกษาพบว่า ร้านสะดวกซื้อเป็นแหล่งที่คนกรุงเทพฯ รายงานว่า ตนเองสามารถเข้าถึงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพได้มากที่สุด (ร้อยละ 90.1) รองลงมาคือ ร้านค้าชุมชน (ร้อยละ 72.3) ในอีกทางหนึ่ง คนกรุงเทพฯ ซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดจากตลาดสด (ร้อยละ 59.0) ในขณะที่การเข้าถึงอาหารทั้งสองประเภทในซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าออนไลน์มีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ (รูปที่ 1)

รูปที่ 1 สถานที่ซื้ออาหารและเครื่องดื่มฯ
ใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา คนกรุงเทพฯ จำนวนมากเกินครึ่ง ซื้ออาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพจากตลาดสด/ตลาดนัดมากที่สุด (ร้อยละ 59) รองลงมาคือ ร้านค้าในชุมชนหรือร้านโชห่วย (ร้อยละ 43) และร้านสะดวกซื้อ (ร้อยละ 26.3) (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 ร้อยละของอาหารที่ดีต่อสุขภาพที่คนกรุงเทพฯซื้อ
เมื่อพิจารณาประเภทของอาหารที่คนกรุงเทพซื้อจากแหล่งต่างๆ พบว่า คนกรุงเทพฯ ซื้ออาหารที่ไม่มีดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะเครื่องดื่มรสหวานมากที่สุด (ร้อยละ 91.3) รองลงมาคือ ขนมขบเคี้ยว (ร้อยละ 76.6) และอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊ก/ข้าวต้มกึ่งสำเร็จรูป (ร้อยละ 63.6) และ ขนมอบ นึ่ง ทอด ซึ่งมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน (ร้อยละ 60.3) (รูปที่ 3)

รูปที่ 3 ร้อยละของอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ที่คนกรุงเทพฯ ซื้อ
ด้านพฤติกรรมการซื้ออาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ พบว่า คนกรุงเทพฯ เกือบทุกคนรายงานว่า ตนเองซื้ออาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในช่วง 7 วันที่ผ่านมา (ร้อยละ 99.5) และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มอายุหรือเพศ อย่างไรก็ตาม การซื้ออาหารที่มีผลต่อสุขภาพมีความแตกต่างตามลักษณะประชากร โดยกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 26–60 ปี มีแนวโน้มซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่ากลุ่มเยาวชนอายุระหว่าง 18–25 ปี และผู้หญิงมีแนวโน้มซื้ออาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าผู้ชาย
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ค้าปลีกที่ฝังตัวอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเมือง เช่น ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าชุมชน อาจมีบทบาทสำคัญในการทำให้อาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นเรื่องปกติ ในขณะเดียวกัน อาหารที่ดีต่อสุขภาพยังคงกระจุกตัวอยู่ในตลาดสด ซึ่งอาจไม่ใช่สถานที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้สะดวกในทุกช่วงเวลา ความไม่สมดุลนี้สะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างของระบบอาหารในเมือง
ในเชิงนโยบาย ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นของการบูรณาการมิติด้านสุขภาพเข้าสู่การวางแผนเมืองและระบบค้าปลีกอาหาร เช่น การส่งเสริมให้ร้านสะดวกซื้อและร้านค้าชุมชนเพิ่มสัดส่วนอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การสนับสนุนตลาดสดให้คงบทบาทเป็นแหล่งอาหารสดที่เข้าถึงได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น และการกำหนดมาตรการส่งเสริมทางเลือกด้านอาหารที่ดีต่อสุขภาพในพื้นที่เมืองที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว หากกรุงเทพฯ ต้องการก้าวสู่การเป็นเมืองที่ส่งเสริมสุขภาวะ การจัดการสภาพแวดล้อมอาหารในชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
เอกสารอ้างอิง
