ผมใช้คำว่า “พลัง” บ่อยครั้งในการพูดถึงสถานการณ์การสูงวัยของประชากร “การสูงวัยอย่างมีพลัง” เป็นกระบวนการการเปลี่ยนแปลงประชากรที่พวกเราทุกคนอยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ประชากรไทยกำลังมีอายุสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะสูงขึ้นถึง 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมดในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า เราคงไม่อยากเห็นผู้สูงอายุเหล่านั้นส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำอ่อนด้อย จนกลายเป็นผู้สูงอายุที่ไร้พลัง ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เป็นอิสระ ต้องพึ่งพิงและเป็นภาระของผู้อื่น
ถ้าแบ่งชีวิตคนเราออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่เกิดเป็นทารกและเป็นเด็ก ช่วงนี้คนเรายังพึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยพ่อแม่ หรือผู้ปกครองคอยดูแล เป็นเด็กที่ต้องเริ่มศึกษาหาความรู้ให้ตัวเองใช้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองในช่วงกลางของชีวิต ในช่วงกลางนี้คนเราต้องทำมาหากินหรือหารายได้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต พร้อมกันนั้นคนเราจะเรียนรู้ทักษะในการประกอบอาชีพ และที่สำคัญคือการสะสมทรัพย์เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพในยามที่ตนเองมีอายุสูงขึ้น และก้าวเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต ในช่วงที่เป็นผู้สูงอายุวัยปลายสุดนี้ คนเราอาจต้องออกจากกำลังแรงงาน เมื่อแก่ชราลงสังขารจะเสื่อมถอย ผู้สูงอายุบางคนอาจอยู่ในสภาวะที่ช่วยตัวเองไม่ได้ อาจต้องใช้ทรัพย์ที่ตนสะสมในช่วงที่ตนเองยังทำงานได้ในช่วงกลางของชีวิต
การสูงวัยอย่างมีพลังของประชากรไม่ใช่เป็นเป้าหมายที่เพ้อฝัน หากเป็นเป้าหมายที่ไปให้ถึงได้ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ อย่างไรก็ตามการบรรลุเป้าหมายการสูงวัยอย่างมีพลังไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย หากต้องมีการลงทุนพอสมควร
ในบทความนี้ ผมขอคุยเรื่องต้นทุนที่จะใช้เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง สุขภาพอนามัย และการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นเสาหลักของการสูงวัยอย่างมีพลังตลอดชีวิตทั้ง 3 ช่วง ผมขอแบ่งต้นทุนเหล่านี้ออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ (1) ทุนสุขภาพ (2) ทุนทรัพย์ (3) ทุนปัญญาความรู้ (4) ทุนสังคม และ (5) ทุนบุญกุศล
1. ทุนสุขภาพ การมีสุขภาพดี หมายถึง ภาวะสมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ การมีสุขภาพดีเป็นทุนสำคัญที่จะทำให้คนเราดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข มีความมั่นคงในชีวิต และสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเต็มที่
ทุนสุขภาพเป็นสิ่งที่เราสร้างและสะสมให้เป็นพลังชีวิตของตนได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เรื่อยมาจนถึงวัยทำงาน เมื่อเป็นผู้สูงอายุก็จะเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี สามารถพึ่งตัวเองได้ในการประกอบกิจวัตรประจำวัน คนรุ่นใหม่มีโอกาสมีชีวิตอยู่ได้อีกยาวนาน จึงน่าจะรักตัวเองและสะสมทุนสุขภาพเพื่อจะได้มีชีวิตอย่างเป็นอิสระในอนาคต
2. ทุนทรัพย์ เป็นทรัพย์สินรายได้ที่เป็นตัวเงินเพื่อใช้จ่ายในการยังชีพ ในสังคมสมัยใหม่ ดูเหมือนเงินเป็นปัจจัยการดำรงชีพที่จำเป็น ในสังคมเมือง คนยากจนไม่มีเงินก็จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างยากลำบาก
ทุนทรัพย์เป็นสิ่งที่คนเราสร้างและสะสมได้เริ่มตั้งแต่เข้าสู่ระยะกลางของชีวิต ในสังคมที่คนมีอายุยืน คนรุ่นใหม่จะรู้ว่าตนมีโอกาสมีชีวิตอยู่อีกยาวนาน จึงน่าจะต้องวางแผนเรื่องทุนทรัพย์ไว้เพื่อตนเองจะได้มีรายได้เพื่อใช้จ่ายในยามที่ตนเองต้องออกจากกำลังแรงงานในวันข้างหน้า
3. ทุนปัญญาความรู้ คนเราเริ่มการเรียนรู้มาตั้งแต่แรกเกิดแล้วเข้ารับการศึกษา อบรมเมื่อถึงวัยอันสมควร คนเราทุกคนมีโอกาสที่จะศึกษาหาความรู้ ฝึกฝนทักษะในการประกอบอาชีพ ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต เรียนรู้ทักษะ ประสบการณ์ในการทำงานในช่วงกลาง และจนกระทั่งเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของชีวิต เรียกว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต”
ทุนปัญญาความรู้เป็นสิ่งที่คนเราสามารถเสริมสร้างและสะสมให้เพิ่มพูนขึ้นได้
4. ทุนสังคม ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ในหมู่เครือข่ายญาติพี่น้อง และในกลุ่มเพื่อน เป็นทุนสังคมที่จะช่วยเสริมพลังชีวิตให้คนเราได้ ในช่วงวัยทารกและเด็ก เราได้รับการดูแลจากพ่อแม่ ในช่วงสุดท้ายของชีวิต คนในครอบครัวอาจเป็นพลังที่ช่วยดูแลประคับประคองเราเมื่อต้องอยู่ในภาวะพึ่งพิง
ทุนสังคมอาจสร้างขึ้นและสะสมให้มากขึ้นได้ด้วยการรักษาสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวและญาติมิตร อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยสมัยใหม่ ครอบครัวมีขนาดเล็กลงและคนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่มี “การสร้างครอบครัว” เครือข่ายญาติพี่น้องก็แคบลง ทุนสังคมประเภทนี้สำหรับคนไทยรุ่นใหม่อาจจะด้อยความสำคัญลง
5. ทุนบุญกุศล คนไทยจำนวนมากที่ถือเอาการทำบุญกุศลเป็นการสร้างพลังชีวิตให้แก่ตน การทำบุญในที่นี้รวมถึงการสร้างบุญทำกุศลในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญตามความเชื่อทางศาสนา การทำทานถือศีล ภาวนา ประกอบกรรมดี หรือการมีจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น
คนเราสามารถสร้างและสะสมทุนด้วยการทำบุญในรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ได้ บุญกุศลที่สะสมไว้นี้จะช่วยเป็นพลังชีวิตให้กับตนเองตลอดเวลาที่มีอายุสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงยังมีทุนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ได้เกิดจากการสร้างและสะสมไว้ในชาตินี้เหมือนทุน 5 ประเภทที่กล่าวมาแล้ว คนจำนวนไม่น้อยมีทุนติดตัวมาตั้งแต่เกิด เช่น มีทรัพย์สินมากมายโดยไม่ต้องสร้างและสะสมด้วยตนเอง กรณีเช่นนั้นต้องเรียกว่าเป็น “ทุนวาสนา” ของตน
ผมขอย้ำว่าทุนชีวิตทั้ง 5 ประเภท (ยกเว้นทุนวาสนา) เป็นทุนที่สร้างขึ้นมาได้และสะสมได้ ทุนชีวิตเหล่านี้น่าจะเหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในสังคมที่คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น ภาพสังคมไทยทุกวันนี้ที่เราจะเห็นคนมีอายุ 80-90 ปี เป็นเรื่องปกติธรรมดา จะทำให้คนรุ่นใหม่ต้องคิดว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรเมื่อมีอายุสูงขึ้นขนาดนั้น การมองไปข้างหน้าจะทำให้คนรุ่นใหม่ต้องคิดเตรียมตัวสำหรับการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ในอนาคต
ผู้เขียนขอย้ำเตือนให้พวกเราทุกวัยทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ได้เสริมสร้างและสะสมทุนทั้ง 5 ประเภทนี้ไว้ เพื่อให้พวกเรามีอายุสูงขึ้นอย่างมีสุขภาพดีและมีพลัง จนกลายเป็นผู้สูงอายุที่เปี่ยมพลังจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต
