The Prachakorn

อายุยืน แต่ป่วยนาน: ความท้าทายที่ซ่อนอยู่ในสังคมสูงวัย


มนสิการ กาญจนะจิตรา

02 มิถุนายน 2569
168



ในปี 2567 คน ไทยมีอายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดอยู่ที่ 75.6 ปี ซึ่ง  เป็นตัวเลขที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย แต่เมื่อพิจารณาควบคู่กับค่า HALE (Health-Adjusted Life Expectancy) หรืออายุคาดเฉลี่ยของการมีสุขภาวะที่แท้จริง ซึ่งอยู่ที่เพียง 68.7 ปี ความหมายก็เปลี่ยนไปทันที ช่องว่างระหว่างตัวเลขทั้งสองชุดคือ 6.9 ปี ซึ่งคือระยะเวลาเฉลี่ยที่คนไทยต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยหรือภาวะพึ่งพิงก่อนจะสิ้นลม และในกลุ่มผู้หญิง ช่วงเวลาดังกล่าวยาวนานถึง 9.6 ปี หรือเกือบทศวรรษที่ต้องใช้ชีวิตด้วยสุขภาพที่ไม่สมบูรณ์

ปัญหาทางสุขภาพ ไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเราเข้าสู่วัยสูงอายุ แต่เป็นปัญหาที่สะสมจากพฤติกรรมทางสุขภาพของเราตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567–2568) ชี้ให้เห็นว่าในกลุ่มอายุ 15–29 ปี เป็นจำนวนมาก   ยังมีสัดส่วนผู้ที่สูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า ดื่มสุราหนัก มีกิจกรรมทางกาย  เช่น การเดิน ทำงานบ้าน ทำสวน หรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ และมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม พฤติกรรมทางสุขภาพเหล่านี้ไม่แสดงผลในทันที แต่สะสมเงียบๆ แล้วปรากฏออกมาให้เห็นในวัยสูงอายุ ข้อมูลการสำรวจนี้ชี้ให้เห็นแนวโน้มของปัญหาสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามวัย ในกลุ่มอายุ 70–79 ปี พบปัญหาสุขภาพสูงที่สุด  ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ที่ร้อยละ 68.5 กลุ่มอาการเมตาบอลิก  คือ กลุ่มความผิดปกติทางร่างกายที่เกิดขึ้น เช่น อ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง และไขมันในเลือดสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง และเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างมาก 

ที่มา: รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

การที่ผู้สูงอายุต้องอยู่ กับภาวะเจ็บป่วยหรือภาวะพึ่งพิง ไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของปัจเจกเพียงเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในวงกว้างด้วย ด้วยแนวโน้มสังคมสูงอายุที่เร่งตัว ภายในปี 2580 ประเทศไทยอาจต้องการผู้ดูแลผู้สูงอายุที่บ้านกว่า 2 แสนคน มากกว่าที่มีในปัจจุบันกว่า 13 เท่า ขณะที่กำลังคนวัยแรงงานกำลังหดตัวลง แม้ไทยจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ผู้สูงอายุยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วน "ป่วยแล้วไม่ได้รับการรักษา" สูงที่สุดในทุกกลุ่มอายุ อุปสรรคสำคัญ ได้แก่ ระยะเวลารอคอยที่ยาวนาน การเดินทางที่ไม่สะดวก และการไม่มีคนพาไป ซึ่งบ่งชี้ว่าหากระบบบริการสุขภาพที่ยังพึ่งพาสถานพยาบาลเป็นศูนย์กลางไม่มีการปรับตัว ปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

เมื่อเราเห็นข้อมูลเหล่านี้แล้ว เราจะทำอะไรได้บ้าง?

ในระดับปัจเจก แนวทางที่สำคัญที่สุดคือ การป้องกัน ซึ่งหมายถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก คือกิจกรรมระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยหลีกเลี่ยงอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูป เพิ่มการรับประทานผักผลไม้ หลีกเลี่ยงบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และการเข้ารับการตรวจสุขภาพเชิงรุกอย่างสม่ำเสมอเมื่อตรวจพบความเสี่ยงก่อนที่จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เป็นแนวทางป้องกันการ "อายุยืนแต่ป่วยนาน" ได้ดีที่สุด

ในระดับนโยบาย ประเทศไทยมีกรอบยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมพอสมควร ตั้งแต่แผนพัฒนาประชากรระยะยาว (พ.ศ. 2565–2580) ที่มุ่งสู่เป้าหมาย "เกิดดี อยู่ดี แก่ดี" และแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านสาธารณสุขที่เน้น 4 ยุทธศาสตร์ความเป็นเลิศ รวมถึงการส่งเสริมและป้องกันโรคเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลัก แต่ช่องว่างยังอยู่ที่การนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่

สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการประกอบด้วยสามด้านหลัก 

ด้านที่ 1 การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันในระดับชุมชน ซึ่งรวมถึงการขยายโครงการคัดกรองและติดตามความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตั้งแต่วัยทำงาน การสนับสนุนพื้นที่สาธารณะและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย ตลอดจนการสื่อสารสาธารณะที่ช่วยปรับพฤติกรรมการบริโภคและการดูแลตัวเองในระยะยาว ปัจจุบันรายจ่ายด้านสุขภาพของไทยยังกระจุกตัวอยู่ที่การรักษาพยาบาล ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการดูแลระยะยาวยังคงต่ำกว่าที่ควร ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการลงทุน ให้สอดคล้องกับทิศทางสุขภาพของประชากรในการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพให้มากยิ่งขึ้น

ด้านที่ 2 การเตรียมกำลังคนด้านการดูแลผู้สูงอายุให้เพียงพอ เป็นความท้าทายเร่งด่วน ปัจจุบันผู้สูงอายุในระยะประคับประคองเพียงร้อยละ 43.3 เท่านั้นที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน ขณะที่ความต้องการผู้ดูแลจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษหน้า การจัดหาและพัฒนาบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในด้านจำนวน มาตรฐานวิชาชีพ ระบบค่าตอบแทน และสวัสดิการ เป็นสิ่งจำเป็นที่รัฐต้องวางแผนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ให้อย่างเหมาะสม

ด้านที่ 3 การปรับโครงสร้างพื้นฐานของระบบบริการสุขภาพให้เข้าถึงผู้สูงอายุได้จริง ทั้งการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพที่บ้านและในชุมชนให้ครอบคลุมกว่าเดิม การลดอุปสรรคด้านการเดินทางผ่านระบบส่งต่อและเยี่ยมบ้าน รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนการติดตามดูแลสุขภาพจากระยะไกล โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลหรืออยู่ตามลำพัง

ดังนั้น การมีอายุยืนเป็นสิ่งดี แต่จะดีกว่ามากหากเราสามารถทำให้ปีที่ยืนยาวขึ้นเหล่านั้นเป็นปีที่อยู่ดีด้วย คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าคนไทยจะมีอายุถึงกี่ปี แต่คือในปีเหล่านั้น เราจะยังมีชีวิตที่แข็งแรงหรือไม่ ยังลุกขึ้นยืน เดิน ดูแลตัวเอง และมีส่วนร่วมกับสังคมรอบตัวได้ในแบบที่ต้องการหรือไม่ สิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทยทั้งในระดับปัจเจกและระดับนโยบายคือการเปลี่ยนแนวคิดจาก "รักษาเมื่อป่วย" ไปสู่ "ป้องกันก่อนเจ็บ" ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยเพิ่มช่วงเวลาของชีวิตที่อยู่อย่างมีสุขภาวะที่ดีให้ยาวนานที่สุด


อ้างอิง

  • โครงการสุขภาพคนไทย. 2569. 10 หมวดตัวชี้วัด การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย. สุขภาพคนไทย 2569. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th