บันทึกการเดินทางระหว่างการทำอุมเราะฮ์ วันที่ 1–17 เมษายน พ.ศ. 2569 (12-28 เชาวาล1 1447 AH)
(เรื่องที่ 2)
ท่ามกลางผู้คนนับล้านที่มารวมตัวกันเพื่อพิธีกรรมสำคัญของฮัจญ์2 หรืออุมเราะฮ์3 เป็นเรื่องง่ายที่เราจะมองข้ามผู้อยู่เบื้องหลังที่ทำให้การประกอบศาสนกิจของผู้แสวงบุญเป็นไปอย่างราบรื่น - คนที่กำลังใช้ไม้ถูพื้นขนาดใหญ่ถูไปตามพื้นหินอ่อนของมัสยิดอัล-ฮะรอม4ก่อนรุ่งสาง คนที่คอยเก็บแก้วน้ำที่ใช้แล้วตามทางเดิน และลานกว้างของมัสยิด คนที่คอยจัดเรียงพรมปูพื้นสำหรับละหมาดระหว่างเวลาละหมาด พวกเขาทำงานท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว พวกเขาสวมเครื่องแบบพนักงาน ไม่ใช่ชุดเอียะฮ์รอม5 ในมือจับไม้ถูพื้น ไม่ใช่ลูกประคำ และส่วนใหญ่ของพวกเขา -- จากที่ผู้เขียนได้สังเกตและพูดคุยด้วยในระหว่างการทำอุมเราะฮ์ครั้งนี้ -- เป็นชาวบังกลาเทศ

ภาพ แรงงานที่กำลังถูพื้นหินอ่อนของมัสยิดอัล-ฮะรอม (ที่มา ผู้เขียน)
ผู้เขียนสังเกตเห็นแรงงานเหล่านี้ตั้งแต่วันแรก หลังจากนั้น ความสนใจที่มีต่อพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น -- คงเป็นเพราะความสงสัยใคร่รู้ตามประสานักวิจัยที่สนใจประเด็นการย้ายถิ่นฐานของผู้คนมาหลายปี -- แรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม แต่ผู้เขียนยังเห็นคนวัยกลางคนและคนสูงวัยอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แล้วก็มีแรงงานผู้หญิง เพราะต้องทำงานในส่วนของผู้หญิง พวกเขาดูแลผู้แสวงบุญแต่มักไม่ได้รับการกล่าวถึง แรงงานทุกคนที่มาทำงานที่นี่ล้วนเป็นมุสลิม ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะการเข้าสู่อัล-ฮะรอมได้ อนุญาตเฉพาะมุสลิมเท่านั้น ทุกคนที่ทำความสะอาดพื้น ที่ให้บริการ และดูแลรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จึงมีรากฐานแห่งความศรัทธาเดียวกันกับผู้แสวงบุญที่พวกเขาคอยดูแลอยู่ แค่ความจริงข้อนี้ก็ทำให้ต้องหยุดนิ่งและทบทวนแล้ว
เช้ามืดวันหนึ่งหลังเสร็จจากการฏอวาฟ6 ผู้เขียนไปดื่มน้ำซัมซัม7ที่มีจัดไว้บริการอย่างเป็นระเบียบทั่วมัสยิดอันกว้างใหญ่นี้ โดยจัดแยกไว้สำหรับผู้หญิงและผู้ชาย พนักงานหญิงที่ประจำอยู่จุดนี้มองมาที่ผู้เขียน และทักว่า เป็นชาวอินโดนีเซียใช่ไหม พอผู้เขียนบอกว่ามาจากประเทศไทย เธอยิ้ม ไม่รู้แน่ว่าเข้าใจหรือไม่ ส่วนเธอมาจากบังกลาเทศ ผู้เขียนไม่สามารถสื่อสารภาษาอาหรับ หรือภาษาเบงกาลีได้ ส่วนเธอก็ไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ เราจึงไม่สามารถพูดอะไรกันมากกว่านั้นได้ แต่ในขณะที่เรายืนมองหน้ากันยิ้มๆ ครู่หนึ่งนั้น มีการสื่อสารกันในแบบที่มนุษย์ทำเมื่อคำพูดไม่เพียงพอ ด้วยดวงตา ด้วยรอยยิ้ม ด้วยไออุ่นสั้นๆ ที่ไม่ต้องการคำแปล ผู้เขียนเดินจากไปพร้อมความปรารถนาว่าตัวเองมีมากกว่านี้ มีความสามารถในการพูดภาษาได้มากกว่านี้ มีเวลามากกว่านี้ และมีวิธีที่จะบอกเธอได้ดีกว่านี้ว่า เราเห็นเธอนะ สิ่งที่เธอทำที่นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย
แรงงานชายและหญิงเหล่านี้ทำงานอยู่ในร่มเงาของสถานที่ทางศาสนาที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก ผู้เขียนอดตั้งคำถามต่อไม่ได้ว่า อะไรทำให้ชาวบังกลาเทศมาที่นี่มากกว่าประเทศต้นทางอื่น ๆ นอกจากบังกลาเทศแล้วแรงงานจากประเทศอื่นเล่า ไม่มากันหรือ -- ปากีสถาน อินโดนีเซีย เอธิโอเปีย -- และที่ใกล้ตัวกว่านั้น คือ มีคนไทยอยู่ด้วยไหม ผู้เขียนไม่ได้ยินเสียงพูดคุยภาษาไทย ไม่เห็นรูปลักษณ์คนไทยจากใบหน้าเหล่านั้น ประเทศไทยก็ส่งแรงงานมายังกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียเช่นกัน โดยเฉพาะแรงงานจากสามจังหวัดภาคใต้ บางทีพวกเขาอาจทำงานที่อื่น หรืออยู่ที่อื่นนอกเขตฮะรอม
คำถามที่ลึกลงไปกว่านั้นอาจไม่สามารถหาคำตอบได้ง่ายๆ เพียงการสังเกต -- จากสถานที่ทั้งหมดบนโลก แรงงานเหล่านี้เลือกมาอยู่ที่มักกะฮ์ได้อย่างไร หนี้สิน ความหวัง นายหน้า หรือคำมั่นสัญญาอะไรที่พาพวกเขาจากเมืองธากามาสู่ดินแดนแห่งมัสยิดหินอ่อนอันยิ่งใหญ่นี้ การเป็นแรงงานข้ามชาติมุสลิมในอัล-ฮะรอมอาจมีความซับซ้อนที่ไม่เหมือนที่ใด การใช้ชีวิต แน่นอนว่าสำหรับมุสลิม การทำงานในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในอิสลามนั้นเป็นพรพิเศษที่น่ายินดี แต่กระนั้น ความเหนื่อยล้า หรือสัญญาที่ผูกมัดก็เป็นเรื่องจริง ระบบกะฟาลา8ที่ควบคุมแรงงานข้ามชาติในซาอุดีอาระเบียถูกวิพากษ์วิจารณ์มานานในเรื่องการมอบอำนาจให้นายจ้างเหนือสถานะทางกฎหมายและเสรีภาพในการเดินทางของคนงาน คำถามที่ว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไร -- จากรัฐบาล จากคนท้องถิ่น จากผู้แสวงบุญที่เดินผ่านพวกเขาไปวันแล้ววันเล่า -- อาจได้รับคำตอบแม้จะเป็นเพียงบางส่วน แต่ดูเหมือนคำตอบที่ได้จะเป็นความไม่สบายใจ มากกว่าความมั่นใจ
ผู้แสวงบุญมีจุดมุ่งหมายของการเดินทางเพื่อชำระจิตใจ ยึดสายเชือกของความเป็นพี่น้อง และละลายลำดับชั้นทั้งมวลต่อหน้าพระเจ้า แล้วเราเห็นแรงงานเหล่านี้จริงๆ ไหม เราทักทายพวกเขา รับรู้การมีอยู่ของพวกเขา ระลึกได้หรือไม่ว่าพวกเขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม แต่เป็นมนุษย์ และเป็นมุสลิม -- ผู้ซึ่งอาจฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้ทำฏอวาฟอย่างไม่รีบร้อน ได้ครองชุดเอียะฮ์รอม ในฐานะผู้แสวงบุญ ไม่ใช่คนทำความสะอาดพื้น
ผู้ร่วมเดินทางของผู้เขียนคนหนึ่งทำสิ่งเรียบง่ายเงียบๆ อย่างหนึ่งทุกวัน ก่อนออกจากที่พัก เขาเตรียมเงินจำนวนเล็กน้อย -- ไม่มากอะไรในแง่มูลค่า -- และแอบส่งให้คนงานที่เดินผ่านไปผ่านมา เป็นการกระทำที่แทบจะไม่มีใครเห็น ในอิสลาม การให้ทานด้วยจิตบริสุทธิ์นั้นเงียบงาม มือขวาให้ มือซ้ายไม่ควรรู้ ผู้เขียนหยิบเรื่องนี้มาเล่าไม่ใช่เพื่อยกย่องการกระทำนั้น แต่เพื่อบันทึกถึงการแสดงออกของความเป็นมนุษย์เพื่อบอกว่า เรามองเห็นคุณ ในสถานที่ที่ผู้คนนับล้านมาเพื่อให้พระเจ้าทรงเห็น บางทีนั่นก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
มักกะฮ์เป็นของมุสลิมทุกคน นั่นคืออุดมการณ์ แต่การเป็นเจ้าของนั้นซับซ้อนกว่าที่อุดมการณ์จะอธิบายได้ ความเมตตาที่แท้จริง ต้องไม่ใช่สงวนไว้เฉพาะในช่วงเวลาศักดิ์สิทธิ์แล้วลืมเลือนไปเมื่อก้าวออกมา แต่ต้องครอบคลุมถึงผู้ที่ทำความสะอาดสถานที่ศักดิ์สิทธิ์วันแล้ววันเล่าเหล่านั้นด้วย
ผู้เขียนไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดของพวกเขา ภาษา และเวลาการทำงานทำให้เราเข้าถึงเขาได้ยาก แต่ในทุกรอบของการฏอวาฟ และในทุกคำวิงวอน ผู้เขียนไม่ลืมพวกเขา สตรีและบุรุษที่เราไม่รู้จักชื่อเหล่านี้ ผู้รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ที่ตนเองรับใช้ แต่แทบไม่มีโอกาสได้อยู่ในนั้นในฐานะผู้สักการะ
หมายเหตุท้ายบท
ภาพปกโดย Freepik.com (Premium License)
