ในแต่ละยุคสมัยสิ่งที่สังคมมองว่า “ปกติ” หรือ “ยอมรับได้” มักเปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง พฤติกรรมบางอย่างที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องแปลก ผิดศีลธรรม หรือเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ อาจค่อยๆ กลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมหนึ่งๆ ได้ กระบวนการเช่นนี้อธิบายผ่านแนวคิดที่เรียกว่า ทฤษฎีการทำให้สิ่งที่เคยผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ หรือ Normalization Theory1
ทฤษฎีนี้ได้รับการพัฒนาโดย Parker, Aldridge และ Measham ในค.ศ. 1998 เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติและพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดในกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ นักวิชาการทั้งสามเสนอว่า การใช้ยาเสพติดบางประเภทไม่ได้ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนหรือเป็นเรื่องต้องห้ามเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่กลับค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตทางสังคมของเยาวชนจำนวนมาก1
ทฤษฎีเรื่องการทำให้สิ่งที่เคยผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ (Normalization) ตั้งอยู่บนข้อสังเกตว่า พฤติกรรมที่สังคมเคยมองว่าเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐาน อาจได้รับการยอมรับมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป หากคนจำนวนมากเริ่มปฏิบัติพฤติกรรมนั้น และสังคมลดระดับการตีตราหรือการประณามลง ในอดีตการใช้ยาเสพติดเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ของอาชญากรรม ความเสื่อมโทรม หรือการเป็นคนนอกสังคม แต่ Parker และคณะพบว่า การทดลองใช้ยาเสพติดบางชนิดโดยเฉพาะกัญชา ในกลุ่มเยาวชนอังกฤษจำนวนมากไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องผิดปกติอีกต่อไป แต่กลับมองว่าเป็นกิจกรรมทางสังคมรูปแบบหนึ่ง คล้ายกับการสังสรรค์หรือการใช้เวลาว่างร่วมกันกับเพื่อน1
สิ่งสำคัญคือ ทฤษฎีนี้ไม่ได้หมายความว่า คนส่วนใหญ่หันมาใช้ยาเสพติด แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของความหมายทางสังคมที่มีต่อการใช้ยาเสพติด กล่าวคือ แม้บุคคลจะไม่ได้ใช้ยาเสพติดด้วยตนเอง แต่ก็อาจไม่ได้มองผู้ใช้ยาเสพติดเป็นคนแปลกแยกหรือเป็นภัยต่อสังคมเหมือนในอดีต นอกจากนี้ เยาวชนรุ่นใหม่ยังมีความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดมากขึ้น ทั้งจากสื่อ การศึกษา และประสบการณ์ของคนรอบตัว ทำให้การรับรู้เกี่ยวกับยาเสพติดมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่ได้แบ่งเป็นเพียง “ดี” หรือ “เลว” อย่างชัดเจนเหมือนในอดีต1
Parker และคณะได้เสนอ 6 องค์ประกอบที่แสดงให้เห็นว่า การใช้ยาเสพติดกำลังเข้าสู่กระบวนการ Normalization1 โดยองค์ประกอบที่ 1 การเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายขึ้น เมื่อยาเสพติดสามารถหาได้ง่ายขึ้น ทั้งจากเครือข่ายทางสังคม ช่องทางออนไลน์ หรือแหล่งจำหน่ายที่แพร่หลาย โอกาสที่ผู้คนจะทดลองใช้ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเข้าถึงที่ง่ายขึ้นทำให้ยาเสพติดไม่ถูกมองว่าเป็นสิ่งหายากหรืออยู่ใต้ดินเหมือนในอดีต
องค์ประกอบที่ 2 ความแพร่หลายของการใช้ยาเสพติด หมายถึง เมื่อมีผู้ใช้จำนวนมากขึ้น การใช้ยาเสพติดอาจกลายเป็นประสบการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในกลุ่มเพื่อนหรือคนรู้จัก การที่หลายคนรู้จักผู้ใช้ยาเสพติดหรือเคยพบเห็นการใช้ยาในชีวิตประจำวัน ทำให้พฤติกรรมดังกล่าวดูเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น
องค์ประกอบที่ 3 ทัศนคติที่ยอมรับมากขึ้น กล่าวคือ สังคมอาจเริ่มมีมุมมองที่ผ่อนคลายมากขึ้นต่อผู้ใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะเมื่อคนในสังคมหรือวัยรุ่นมองว่า การใช้ยาเสพติดบางประเภทไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงเทียบเท่ากับยาเสพติดชนิดอื่น การลดการตีตราผู้ใช้จึงเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการ Normalization
องค์ประกอบที่ 4 ความคาดหวังของผู้ที่ยังไม่ใช้ยาเสพติด หมายถึง แม้คนที่ยังไม่เคยใช้ยาเสพติดก็อาจมองว่า การทดลองใช้ในอนาคตเป็นเรื่องที่เป็นไปได้หรือไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ ความคาดหวังเช่นนี้ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมดังกล่าวได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความคิดทางสังคมของคนรุ่นใหม่แล้ว
องค์ประกอบที่ 5 การปรากฏของวัฒนธรรมยาเสพติดในสื่อ เมื่อสื่อ ภาพยนตร์ เพลง หรือสื่อสังคมออนไลน์นำเสนอเรื่องยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง ผู้คนจะคุ้นเคยกับภาพเหล่านี้มากขึ้น การปรากฏของวัฒนธรรมยาเสพติดในพื้นที่สื่อช่วยลดความรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกหรือเป็นสิ่งต้องห้าม
องค์ประกอบที่ 6 การเปลี่ยนนโยบายให้มีความเสรีมากขึ้น หมายถึง การปรับเปลี่ยนกฎหมายหรือมาตรการควบคุมให้ผ่อนคลายลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการรับรู้ของสังคมว่า การใช้ยาเสพติดบางประเภทมีความชอบธรรมมากขึ้น แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายจะไม่ได้หมายความว่า การใช้สารเสพติดปลอดภัยหรือไม่มีความเสี่ยง แต่ก็มีผลต่อทัศนคติของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดของทฤษฎีนี้คือ “กัญชา” ที่แสดงถึงองค์ประกอบทั้ง 6 องค์ประกอบจากงานวิจัยจำนวนมากในหลายประเทศพบว่า วัยรุ่นและเยาวชนจำนวนไม่น้อยมองว่า การใช้กัญชาเป็นเรื่องปกติ และเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกัญชาในสื่อ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในหลายประเทศในโซนยุโรปที่เปิดให้มีการใช้กัญชา เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์อนุญาตให้จำหน่ายและบริโภคกัญชาปริมาณเล็กน้อยในร้านที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายกัญชาเพื่อการใช้ส่วนบุคคลภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนด ภายใต้นโยบายลดอันตราย (harm reduction) มาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ รวมถึงการที่ผู้คนจำนวนมากมีประสบการณ์หรือรู้จักผู้ที่เคยใช้กัญชา2, 1
แม้ทฤษฎี Normalization ช่วยทำให้เราเข้าใจว่า พฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ไม่ได้มีความหมายตายตัว แต่ถูกกำหนดโดยบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ สิ่งที่คนในสังคมเคยมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติอาจกลายเป็นเรื่องปกติได้ หากคนในสังคมมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป มีการเข้าถึงที่มากขึ้น มีการนำเสนอผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง และมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ในขณะเดียวกันทฤษฎีนี้ก็เตือนให้เราไม่มองเพียงตัวพฤติกรรมเท่านั้น แต่ควรมองกระบวนการทางสังคมที่อยู่เบื้องหลังว่า เหตุใดผู้คนจึงเปลี่ยนวิธีคิดและการรับรู้ต่อพฤติกรรมดังกล่าว
การทำความเข้าใจแนวคิดเรื่อง Normalization จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย สื่อ และวัฒนธรรม สามารถส่งผลต่อการรับรู้ของสังคมได้อย่างไร และช่วยให้การถกเถียงเชิงนโยบายเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเข้าใจทางสังคมที่ลึกซึ้งมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการตัดสินว่าอะไรถูกหรือผิดเท่านั้น ดังเช่นการที่กัญชาถูกทำให้เป็นเรื่องปกติมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่า ความเสี่ยงหรือผลกระทบด้านสุขภาพจะหายไป นักวิชาการจำนวนมากจึงชี้ให้เห็นว่า สังคมควรแยกแยะระหว่างการยอมรับทางสังคมกับความปลอดภัยทางสุขภาพ เพราะทั้งสองเรื่องไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกันเสมอไป จึงควรพิจารณาการดำเนินการต่างๆ ในแต่ละองค์ประกอบของกระบวนการ Normalization ให้รอบคอบยิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิง
