บทความก่อนหน้านี้เรื่อง “การทำความเข้าใจเรื่อง เมื่อการใช้กัญชาที่เคยเป็นเรื่องผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติในสังคม” ผ่านทฤษฎี Normalization” ผู้เขียนเล่าถึงกระบวนการที่ทำให้สิ่งที่เคยผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ หรือทฤษฎี Normalization1 ในบทความนี้ ผู้เขียนนำทฤษฎีดังกล่าวมาอธิบายปรากฎการณ์ทางสังคมไทยในเรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าในสายตาของเด็กกรุงเทพมหานคร
หากเราสอบถามเด็กอายุ 10- 12 ปี ว่า น้องรู้จักบุหรี่ไฟฟ้าไหม? อาจเดาคำตอบได้ไม่ยาก ว่าคำตอบส่วนใหญ่จะเป็นอย่างไร เด็กจำนวนไม่น้อยไม่เพียงรู้จักบุหรี่ไฟฟ้าเ ท่านั้น แต่ยังพบเห็นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ทั้งในครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และโลกออนไลน์ ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มเด็กอายุ 10–12 ปี ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 12 คน แสดงให้เห็นภาพที่น่าตกใจว่า บุหรี่ไฟฟ้ากำลังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในสายตาของเด็กผ่านกระบวนการทางสังคมที่สอดคล้องกับทฤษฎี Normalization ของ Parker และคณะ1, 2 แม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะยังเป็นสินค้าผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่เด็กกรุงเทพฯ กลับพบเห็นและเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างง่ายดาย2
ผลการสนทนากลุ่มพบว่า เด็กกรุงเทพฯ เห็นบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ในบ้าน เด็กจึงไม่ได้เรียนรู้เรื่องบุหรี่ไฟฟ้าจากคนแปลกหน้า แต่เรียนรู้จากคนใกล้ตัว โดยเด็กหลายคนเล่าว่า พ่อ แม่ พี่ น้า อา หรือญาติในครอบครัวใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำ บางคนเห็นผู้ใหญ่เปลี่ยนจากบุหรี่มวนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า ในขณะที่บางคนพบเห็นคนสูบในบ้าน ในชุมชน หรือระหว่างเดินทางไปโรงเรียน การเรียนรู้สำหรับเด็กจำนวนมากเกิดขึ้นผ่านการสังเกต เมื่อเด็กพบเห็นความแพร่หลายของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าจากผู้ใหญ่ที่ตนรักและเคารพ เด็กย่อมมีแนวโน้มมองว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดา และอาจไม่รู้สึกว่ามีความผิดปกติหรืออันตรายมากนัก1, 2
ทฤษฎี Normalization อธิบายว่า การพบเห็นพฤติกรรมซ้ำๆ และการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น จะลดความรู้สึกแปลกหรือผิดปกติลง ผลการศึกษานี้พบว่า เด็กทุกคนพบเห็นบุหรี่ไฟฟ้าในร้านค้าใกล้บ้าน ร้านค้าใกล้โรงเรียน หรือบนอินเทอร์เน็ต บางคนบอกว่า ตนเองสามารถพบร้านขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ในระยะเดินไม่กี่ก้าวจากที่อยู่อาศัย แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะเป็นสินค้าที่ห้ามจำหน่ายตามกฎหมายไทย แต่ในสายตาของเด็ก การพบเห็นการซื้อขายอย่างเปิดเผยทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นสินค้าทั่วไปเหมือนสินค้าอื่นๆ เมื่อเด็กเห็นว่าผู้คนจำนวนมากสูบ และเห็นการพูดถึงในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมดังกล่าวจึงค่อยๆ ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องธรรมดาโดยไม่รู้ตัว1, 2
เด็กหลายคนเคยถูกเพื่อนหรือรุ่นพี่ชักชวนให้ทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า บางคนถูกชักชวนด้วยความสนุกสนาน บางคนถูกท้าทายเรื่องความกล้า ในขณะที่บางคนได้รับการบอกเล่าว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้ดูเท่ ดูทันสมัย หรือดูเป็นผู้ใหญ่ ผลการศึกษานี้เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการ Normalization ในประเด็นของทัศนคติที่ยอมรับมากขึ้น เพราะเมื่อบุคคลในกลุ่มเพื่อนมองว่าพฤติกรรมหนึ่งเป็นเรื่องปกติ สมาชิกคนอื่นก็มีแนวโน้มที่จะยอมรับพฤติกรรมนั้นมากขึ้น สำหรับเด็กการได้รับการยอมรับจากเพื่อนอาจมีความสำคัญมากกว่าการรับรู้ถึงอันตรายต่อสุขภาพ1, 2 เช่น บุหรี่ไฟฟ้ามีสารก่อมะเร็งและสารพิษในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบอวัยวะอื่นๆ ในระยะยาว รวมถึงการเกิดอาการทางระบบประสาท มะเร็งปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด และฟันผุ3
อีกองค์ประกอบสำคัญที่ผลักดันให้บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องปกติ คือ การปรากฏของวัฒนธรรมยาเสพติดในสื่อ เด็กทั้ง 12 คน ระบุว่า ตนเองพบเห็นเนื้อหาเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าบนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น TikTok, Facebook, Instagram และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ เป็นประจำ บางคลิปนำเสนอบุหรี่ไฟฟ้าในรูปแบบของเล่น ตัวการ์ตูน หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นผลไม้ ที่น่าสนใจคือ เนื้อหาจำนวนหนึ่งนำเสนอข้อมูลเชิงบวกเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เช่น ไม่เป็นอันตราย ช่วยให้มีความสุข หรือดีกว่าบุหรี่มวน แม้ข้อมูลเหล่านี้อาจเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเกินจริง และไม่ถูกต้องทางวิทยาศาสตร์ แต่การที่เด็กพบเห็นซ้ำๆ สามารถสร้างความคุ้นเคยและลดความระมัดระวังต่อความเสี่ยงได้1, 2
ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมและบริบททางสังคมที่ค่อยๆ ทำให้เด็กมองว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเด็กพบเห็นบุหรี่ไฟฟ้าทุกวัน เห็นคนใกล้ตัวใช้ เห็นเพื่อนใช้ และเห็นการนำเสนอในสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติย่อมมีโอกาสถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติได้ ดังนั้น การป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเด็กจึงไม่สามารถอาศัยเพียงการให้ความรู้เรื่องอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าเท่านั้น แต่จำเป็นต้องจัดการกับสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็กทั้งหมด ทั้งครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อไม่ให้บุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตปกติของเด็กกรุงเทพฯ
เอกสารอ้างอิง
