The Prachakorn

เมื่อการกินอาหารหวานมันเค็มกลายเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นในกรุงเทพฯ


นงนุช จินดารัตนาภรณ์

30 กรกฎาคม 2569
130



จากบทความเรื่อง “เมื่อบุหรี่ไฟฟ้ากลายเป็นเรื่องปกติในสายตาเด็กกรุงเทพฯ” ผู้เขียนได้ใช้ทฤษฎีการทำให้สิ่งผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ (Normalization) ของ Parker และคณะ ที่ใช้อธิบายพฤติกรรมการใช้ยาเสพติด มาประยุกต์ใช้และอธิบายว่าบุหรี่ไฟฟ้ากำลังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในสายตาของเด็กกรุงเทพฯ ได้อย่างไร บทความนี้ผู้เขียนจะเล่าถึงพฤติกรรมที่ส่งผลต่อสุขภาพของวัยรุ่นในกรุงเพทมหานคร ซึ่งอาจไม่ใช่พฤติกรรมที่ทำแล้วผิดกฎหมายหรือถูกสังคมต่อต้าน แต่เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทุกวันจนกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น การดื่มน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มรสหวาน การกินขนมกรุบกรอบ และอาหารจานด่วนที่มีความมันและเค็ม 

หากมองผ่านพฤติกรรมการรับประทานอาหารเหล่านี้ผ่านทฤษฎีการทำให้สิ่งผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ จะพบว่า การกินอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีรสชาติหวานมันเค็มกำลังเดินตามเส้นทางเดียวกับพฤติกรรมสุขภาพอื่นๆ เช่น การใช้บุหรี่ไฟฟ้า กล่าวคือ จากเดิมที่คนในสังคมมองว่า อาหารหวานมันเค็ม  เป็นอาหารที่ควรบริโภคเป็นครั้งคราว กลับค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของเด็กวัยรุ่น1, 2 ข้อค้นพบจากการสนทนากลุ่มวัยรุ่นอายุ 13-18 ปี จำนวน 24 คน ในกรุงเทพฯ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สภาพแวดล้อมและบริบททางสังคมกำลังทำให้การบริโภคอาหารหวานมันเค็มกลายเป็นเรื่องปกติในสายตาของคนรุ่นใหม่2

หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการ Normalization คือ การเข้าถึงอาหารหวานมันเค็มได้ง่าย ผลการศึกษานี้พบว่า วัยรุ่นสามารถเข้าถึงน้ำอัดลม เครื่องดื่มรสหวาน ขนมกรุบกรอบ และอาหารจานด่วนที่มีความมัน และเค็ม ได้แทบทุกที่ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าใกล้บ้าน ร้านอาหารจานด่วน หรือแม้แต่ร้านค้าภายในโรงเรียน นอกจากนี้ วัยรุ่นบางคนยังมองว่า อาหารสุขภาพกลับเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยากกว่า ตัวอย่างเช่น ผลไม้หรืออาหารสดมีจำหน่ายน้อยกว่าเครื่องดื่มรสหวานและขนมกรุบกรอบที่มีทั้งไขมันไม่อิ่มตัว (ไขมันทรานส์ หรือ trans fat) และโซเดียมสูง เมื่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวเต็มไปด้วยอาหารหวานมันเค็ม การบริโภคอาหารเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องพิเศษอีกต่อไป แต่กลายเป็นทางเลือกปกติที่เกิดขึ้นทุกวัน ในมุมมองของ Parker การที่พฤติกรรมใดสามารถเข้าถึงได้ง่าย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมนั้นกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม1, 2

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ คือ ความแพร่หลายของอาหารหวานมันเค็ม กล่าวคือ เมื่อทุกคนกินอาหารหวานมันเค็มเหมือนกัน พฤติกรรมการกินแบบนี้จึงกลายเป็นเรื่องปกติ จากการสนทนากลุ่ม พบว่าวัยรุ่นทุกคนเห็นเพื่อนกินขนมกรุบกรอบ ดื่มน้ำหวาน หรือสั่งอาหารจานด่วนเป็นประจำ บางคนบอกว่าเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ทุกวันทั้งในโรงอาหารและในห้องเรียน ผลการศึกษายังพบว่า ไม่ใช่เพียงเพื่อนเท่านั้นแต่สมาชิกในครอบครัวก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยเด็กวัยรุ่นจำนวนมากพบว่า พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่บริโภคขนมกรุบกรอบ เครื่องดื่มรสหวาน และอาหารจานด่วนอยู่เป็นประจำ สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลให้วัยรุ่นเรียนรู้ไปโดยปริยายว่า การบริโภคอาหารประเภทดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ เพราะคนรอบตัวทุกคนล้วนทำเช่นเดียวกัน เมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมทำพฤติกรรมเดียวกัน การตั้งคำถามต่อพฤติกรรมนั้นย่อมลดลง และความรู้สึกว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องผิดปกติก็ค่อยๆ จางหายไป1, 2

แม้วัยรุ่นจำนวนมากจะตระหนักดีว่า อาหารหวานมันเค็มอาจก่อให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคไต แต่ความตระหนักเรื่องสุขภาพเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอให้สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ วัยรุ่นจำนวนมากยอมรับตรงกันว่า แม้ตนเองจะรู้ว่าอาหารเหล่านี้ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ตนเองก็ยังเลือกบริโภคอาหารเหล่านี้ต่อไป เพราะการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้เชื่อมโยงกับความสุข ความผ่อนคลาย และการใช้เวลาร่วมกับเพื่อน วัยรุ่นหลายคนมองว่า การกินขนมระหว่างเรียน การดื่มชาไข่มุกหลังเลิกเรียน หรือการสั่งอาหารจานด่วนมากินกับเพื่อน เป็นกิจกรรมทางสังคมมากกว่าการกินเพื่อประทังความหิว นี่คือจุดสำคัญของกระบวนการ Normalization เพราะพฤติกรรมไม่ได้ถูกยอมรับเพียงเพราะเข้าถึงได้ง่าย แต่ยังถูกเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ทางสังคมอีกด้วย1, 2

ผลการศึกษายังพบว่า วัยรุ่นพบเห็นการรีวิวอาหารหวานมันเค็ม การกินโชว์ การแนะนำร้านอาหาร และการส่งเสริมการขายอาหารหวานมันเค็ม ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ TikTok, YouTube, Facebook และ Instagram ตลอดทั้งวัน อินฟลูเอนเซอร์และยูทูบเบอร์กลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริโภคของวัยรุ่นจำนวนมาก และวัยรุ่นบางคนยอมรับว่า เมื่อเห็นผู้มีชื่อเสียงรีวิวอาหารหวานมันเค็ม ตนเองก็จะซื้อหรือทดลองกินอาหารนั้นตามทันที นอกจากนี้ ผู้ผลิตยังใช้กลยุทธ์การตลาดที่ดึงดูดวัยรุ่น เช่น การแจกของสะสม ของพรีเมียม โปรโมชั่นลดราคา หรือการออกผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่อยู่เสมอ ดังนั้น สื่อสังคมออนไลน์ทำให้อาหารหวานมันเค็มที่ควรบริโภคเพียงบางครั้งกลับถูกนำเสนอให้เป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคจนเป็นวิถีชีวิตประจำวัน1, 2

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ วัยรุ่นจำนวนมากพบเห็นการโฆษณาอาหารหวานมันเค็มที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ ความฉลาด ความสวย หรือรูปร่างที่ดี บางผลิตภัณฑ์สื่อสารว่าช่วยบำรุงสมอง บางผลิตภัณฑ์เน้นว่าศูนย์แคลอรี หรือไขมันต่ำ ในขณะที่บางชนิดเชื่อมโยงกับความขาว ความสวย หรือความมั่นใจ การสื่อสารลักษณะนี้อาจทำให้วัยรุ่นรับรู้ว่า อาหารเหล่านี้ดีต่อสุขภาพ แม้ว่าอาหารนั้นอาจยังมีปริมาณน้ำตาล โซเดียม ไขมันทรานส์ หรือสารปรุงแต่งในระดับสูงก็ตาม เมื่อข้อความเชิงบวกเหล่านี้ปรากฏซ้ำๆ ผ่านสื่อ การบริโภคอาหารเหล่านี้จึงได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น1, 2

การที่วัยรุ่นบริโภคอาหารหวานมันเค็ม ไม่ได้หมายความว่า อาหารนั้นดีต่อสุขภาพ ทุกวันนี้วัยรุ่นไทยเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยอาหารหวานมันเค็ม เห็นคนรอบตัวบริโภค เห็นโฆษณาอยู่ตลอดเวลา และเชื่อมโยงอาหารเหล่านี้กับสุขภาพ ความสุข ความสวย ความมั่นใจ คุณประโยชน์ การเข้าสังคม และการทันกระแส ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่ทำให้อาหารหวานมันเค็มกลายเป็น "เรื่องปกติ" คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เด็กวัยรุ่นชอบบริโภคอาหารหวานมันเค็มหรือไม่ แต่ คือ สังคมกำลังสร้างสภาพแวดล้อมทางอาหารแบบใดให้กับวัยรุ่น และสุดท้ายเราควรทำอย่างไรให้อาหารที่ดีต่อสุขภาพกลายเป็นเรื่องปกติได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


เอกสารอ้างอิง

  1. Parker H, Aldridge J, Measham F, Haynes P. Illegal Leisure: The Normalisation of Adolescent Recreational Drug Use. Health Education Research. 1999;14(5):707-8.
  2. นงนุช จินดารัตนาภรณ์, สลักจิต ชื่นชม. โครงการวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่สร้างความเป็นปกติให้แก่เด็กไทยในการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การใช้บุหรี่ไฟฟ้า และสุขภาพจิต. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล; 2569.

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th