The Prachakorn

Bangkok Rules กับมาตรฐานการดูแลด้านอนามัยเจริญพันธุ์และสุขภาพจิตสำหรับหญิงต้องขัง


ตะวันชัย​ จิ​ร​ประมุข​พิทักษ์

28 กรกฎาคม 2569
111



“ข้าพเจ้าได้เรียนรู้โดยตรงถึงความทุกข์ยากที่ผู้หญิงเหล่านี้ต้องเผชิญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรหลานของพวกเธอ ซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่มักถูกครอบครัวกีดกันและไม่ได้รับโอกาสอย่างเพียงพอ...และบ่อยครั้ง นักโทษหญิงยังต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำในขณะที่ต้องรับโทษอยู่ในเรือนจำ” ส่วนหนึ่งของพระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชกิติยาภาฯ หลังได้เข้าเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลางกรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 25441

ปัญหาการกระทำความผิดจนนำไปสู่การถูกจำคุกทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นมาโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ บ่อยครั้งมันคือปลายทางของ "วงจรอุบาทว์" (Vicious Cycle) ที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน จุดเริ่มต้นของวงจรนี้มักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงขั้นพื้นฐานอย่าง ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก (Adverse Childhood Experiences หรือ ACEs) เช่น การเผชิญความรุนแรงในครอบครัว การถูกล่วงละเมิดทางกาย ทางเพศ และจิตใจ หรือการถูกปล่อยปละละเลย บาดแผลในใจ (Trauma) ปัจจัยเหล่านี้มักส่งผลกระทบต่อระบบความคิดและพฤติกรรม นำไปสู่ปัญหาการใช้สารเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยงรูปแบบต่างๆ ซึ่งท้ายที่สุดก็กลายสภาพเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการก่ออาชญากรรมและการถูกจำคุก  เมื่อก้าวเข้าสู่เรือนจำ ระบบคุมขังแบบดั้งเดิมมักซ้ำเติมให้ผู้ต้องขังต้องเจอกับประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ในคุกระลอกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียด หรือการปฏิบัติที่ขาดความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ต้องขังหญิง ซึ่งมีความเปราะบางทางโครงสร้างและเพศสภาพสูงในหลายมิติ และเมื่อถึงเวลาปล่อยตัว การขาดระบบเกื้อหนุนจากครอบครัว ชุมชนรวมทั้งการถูกตีตราจากสังคม ก็จะผลักดันให้ผู้หญิงเหล่านี้เผชิญความเสี่ยงต่อการกระทำผิดซ้ำและถูกจำคุกอีกครั้ง กลายเป็นกงล้ออุบาทว์ที่ไม่รู้จบ 

เพื่อที่จะทำลาย "วงจรอุบาทว์" นี้อย่างเด็ดขาด เป้าหมายสูงสุดของระบบยุติธรรมยุคใหม่จึงไม่ใช่เพียงแค่การกักขังเพื่อลงโทษ แต่เป็นการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมและเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังเหล่านี้กลับคืนสู่สังคม และเป็นพลเมืองดีได้อย่างยั่งยืน หลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก "โมเดลควบคุมตัว" ไปสู่ "โมเดลสร้างชีวิตใหม่" (Rehabilitation and Reintegration Model) หลักการเหล่านี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับ UN Bangkok Rules (ข้อกำหนดกรุงเทพ) กติกาสากลที่องค์การสหประชาชาติกำหนดใช้เป็นมาตรฐานสำหรับการปฏิรูประบบเรือนจำหญิง2 ซึ่งริเริ่มโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา (พระองค์ภา) ที่คำนึงถึงความต้องการและสิทธิขั้นพื้นฐานของหญิงต้องขัง เอกสารความหนา 50 หน้า ที่ประกอบด้วยข้อตกลง 70 ข้อ2 ผู้เขียนในฐานะที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานในแวดวงสุขภาพจิตรวมทั้งประเด็นด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง ได้มีโอกาสรับรู้เนื้อหาและแนวคิดในเอกสารนี้ รวมทั้งโครงการต่างๆ มากมายที่เป็นผลมาจากข้อตกลงนี้ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ผู้เขียนจึงอยากแลกเปลี่ยนสิ่งที่เรียนรู้และบทเรียนต่างๆมาเล่าสู่กันฟัง เราอาจมองว่า Bangkok Rules นั้นเน้นเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องขังหญิง แต่ในบทความนี้ผู้เขียนต้องการนำเสนอด้วยมุมมองของผู้ทำงานด้านการดูแลสุขภาพ โดยผู้เขียนเชื่อว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้เหล่านี้ไม่เพียงแต่แต่ทำให้เราเข้าใจปัญหาและการปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกคุมขังหรือเคยถูกคุมขังได้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ยังสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานทั่วไปได้ด้วย โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกับกลุ่มเปราะบางและถูกตีตราจากสังคม

การยกระดับมาตรฐานการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐานสำหรับหญิงในเรือนจำ

สาระสำคัญหนึ่งของ Bangkok Rules คือ ยกระดับสุขอนามัยพื้นฐานที่ผู้หญิงควรได้รับและคำนึงถึงเพศสภาพ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคัดกรองอย่างละเอียดตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่เรือนจำ การเข้าถึงแพทย์เฉพาะทาง และการบำบัดฟื้นฟูจิตใจสำหรับผู้ต้องขังที่เคยผ่านการล่วงละเมิดในอดีต โดยกำหนดกรอบการทำงานและการดูแลสุขภาวะ (framework) ของผู้หญิงในเรือนจำในหลากหลายมิติ2 เช่น เข้าถึงบริการสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์ได้อย่างทั่วถึง การมีกฎห้ามใช้เครื่องพันธนาการ (เช่น กุญแจมือหรือโซ่ตรวน) กับผู้ต้องขังหญิงในระหว่างการเจ็บท้องและการคลอดบุตร สิทธิในการตรวจรักษาโดยบุคลากรหญิง เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและความเป็นส่วนตัวสูงสุด และการอบรมเจ้าหน้าที่ในเรือนจำหญิงเพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิมนุษยชนและสุขภาวะเฉพาะทางของผู้หญิง พร้อมทั้งสร้างความตระหนักรู้เพื่อป้องกันการคุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศภายในเรือนจำ

จากการลงโทษสู่การเยียวยา: แนวคิด Trauma-Informed Care

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของ Bangkok Rules ในด้านการดูแลและบำบัดรักษาด้านสุขภาพจิต คือการเปลี่ยนผ่านระบบเรือนจำจาก "โมเดลการลงโทษ" ไปสู่ "การดูแลที่เข้าใจบาดแผลทางจิตใจ" (Trauma-Informed Care) เพราะปัญหาสุขภาพจิตที่เป็นผลมาจากบาดแผลในจิตใจ เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การกระทำผิดซ้ำ โดยมีหลักการสำคัญ เช่น การคัดกรองตั้งแต่แรกเข้า ข้อกำหนดที่ 6 ของ Bangkok Rules กำหนดให้การตรวจสุขภาพแรกรับต้องครอบคลุมถึงการประเมินร่องรอยการถูกกระทำรุนแรงทางเพศ ทางร่างกาย หรือทางจิตใจ เพื่อส่งต่อหญิงต้องขังเหล่านี้ให้ถึงมือผู้เชี่ยวชาญทันทีเพื่อป้องกันผลกระทบด้านสุขภาพต่างๆ ที่ตามมา  การลดการตอกย้ำบาดแผลทางจิตใจ (Retraumatization) โดยปรับสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้เรือนจำกลายเป็นสถานที่กระตุ้นปมสะเทือนใจในอดีต เช่น ข้อกำหนดที่ 19 ระบุให้การตรวจค้นร่างกายต้องทำโดยเจ้าหน้าที่หญิงที่ได้รับการอบรมมาเท่านั้น ในด้านการปกป้องและการส่งเสริมสายสัมพันธ์แม่-ลูก ข้อกำหนด 49 ระบุชัดเจนว่า "เด็กที่อาศัยอยู่ในเรือนจำกับแม่ต้องไม่ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นผู้ต้องขัง" เรือนจำจึงต้องจัดให้มีโปรแกรมพัฒนาทักษะความเป็นแม่ (Positive Parenting) มีการอบรมเจ้าหน้าที่ผู้คุมเรื่องพัฒนาการเด็ก (ข้อกำหนด 51) และห้ามใช้มาตรการงดเยี่ยมญาติหรือแยกแม่ เป็นการลงโทษทางวินัย (ข้อกำหนด 22, 23) โดยอิงหลักผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ 

การบำบัดฟื้นฟูยาเสพติดที่เข้าใจความต้องการของผู้หญิง

ในด้านการปฏิรูประบบบำบัดยาเสพติด เนื่องจากผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทยราว 70-80% กำลังรับโทษในคดียาเสพติดแบบไม่รุนแรง3 Bangkok Rules จึงกำหนดให้เรือนจำปรับเปลี่ยนการบำบัดฟื้นฟูโดยหันมาใช้โปรแกรมเฉพาะทางที่สอดรับกับเพศสภาพ (กฎข้อ 15) ซึ่งต้องพิจารณาถึงประวัติการตกเป็นเหยื่อความรุนแรง ปัญหาสุขภาพจิต และการดูแลความปลอดภัยของหญิงตั้งครรภ์ร่วมด้วย ในบริบทของประเทศไทย กรมราชทัณฑ์ได้นำแนวคิด "ชุมชนบำบัด" (Therapeutic Community) มาใช้ในแดนหญิง โดยสร้างพื้นที่ที่ผู้ต้องขังที่ติดยาเสพติดได้มาใช้ชีวิตร่วมกันและขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผ่านกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน4 ควบคู่ไปกับ "Happy Centres" หรือศูนย์ความสุขที่ให้บริการศิลปะบำบัดและให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาเพื่อเยียวยาปมบาดแผลที่เป็นต้นเหตุให้หันไปพึ่งพายาเสพติด โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมราชทัณฑ์ หน่วยงานด้านยุติธรรม และองค์กรพัฒนาเอกชน

จากกติกาบนกระดาษสู่การเปลี่ยนแปลงจริงในทางปฏิบัติ

สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ต้องเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบบริการหรือการดำเนินการโครงการต่างๆ ให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัติเป็นวงกว้างและยั่งยืน หลายท่านอาจรู้จักศาสตร์ที่ชื่อว่า Implementation Science หรือวิทยาศาสตร์การนำไปปฏิบัติให้เกิดผลจริง โครงการต่างๆ ที่ตามมาจาก Bangkok Rules เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ดีของการใช้หลักการนี้ ตัวอย่างเช่น สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice) ร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime, UNODC) ได้พัฒนายุทธศาสตร์ที่ชื่อว่า "Bangkok Rules Accelerator" ขึ้นมา6 เนื่องจากในช่วงปี พ.ศ. 2543-2568 ประชากรผู้ต้องขังหญิงทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 57% (เทียบกับผู้ชายที่เพิ่มขึ้นเพียง 22%) ซึ่งส่วนใหญ่ติดคุกจากคดีไม่รุนแรงที่เกี่ยวพันกับความยากจน โดยหนึ่งในความสำเร็จที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ของประเทศไทย คือ โครงการเรือนจำต้นแบบ (เช่น เรือนจำกลางเชียงใหม่) ได้พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ต้องขังอย่างมีมนุษยธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสร้างพื้นที่เลี้ยงเด็กที่ถูกสุขอนามัยเพื่อไม่ให้เด็กซึมซับบรรยากาศอันไม่พึงประสงค์ภายในเรือนจำ5 หรือการจัดตั้ง "Restart Academy" วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ฝึกทักษะอาชีพที่มีมูลค่าสูง ควบคู่ไปกับความรู้ทางการเงิน7 ซึ่งโครงการนี้สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment) สูงถึง 7.7 เท่า และลดอัตราการกลับมาทำผิดซ้ำ ตัวอย่างอื่นๆของการนำหลักการของ Implementation Science มาเปลี่ยนข้อกฎหมายบนแผ่นกระดาษให้กลายเป็นการลงมือทำจริงที่วัดผลได้ คือ การขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Index of Implementation) โดยมีดัชนีชี้วัดที่แปลง Bangkok Rules ทั้ง 70 ข้อ ให้กลายเป็นคะแนน baseline8 เพื่อให้แต่ละประเทศค้นหาจุดบกพร่องและคอขวดของตนเอง (เช่น ขาดงบ ขาดการอบรม หรือติดข้อกฎหมาย) ก่อนจะลงทุนด้านทรัพยากรเพื่อไปแก้ไข การรับฟังเสียงจากผู้มีประสบการณ์ตรง (lived experience) โดยการเปิดโอกาสให้อดีตผู้ต้องขังหญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย เพื่อแก้ไขอคติทางกฎหมายที่ซ่อนอยู่ และเร่งรัดมาตรการลงโทษทางเลือก9 เป็นต้น

Bangkok Rules: แนวคิดที่นำไปประยุกต์ใช้ได้ไกลกว่าเรือนจำ

อาจกล่าวได้ว่า Bangkok Rules เป็นพิมพ์เขียวหรือจุดเริ่มต้นของการพัฒนามาตรฐานการดูแลหญิงในเรือนจำที่ครอบคลุมหลากหลายมิติตั้งแต่การดูแลสิทธิขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงการเตรียมตัวก่อนออกไปใช้ชีวิตในสังคมเมื่อออกจากเรือนจำแล้ว  รวมถึงการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ไม่เพียงเท่านั้น Bangkok Rules ยังมีอิทธิพลต่อแนวคิดและโครงการด้านการพัฒนาของประเทศอื่นๆและสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกถือว่า Bangkok Rules มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (universal health coverage)10 และ Bangkok Rules ยังเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals) ในอีกหลายๆ ด้าน

สาระสำคัญของ Bangkok Rules อาจสรุปสั้นๆด้วยสำนวนฝรั่งที่ว่า “A leopard cannot change its spots, unless you stop treating it as a leopard” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆว่า “อยากให้เขาเป็นอย่างไร ให้ปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น” 


เอกสารอ้างอิง

  1. พระกรณียกิจ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' ยกระดับกระบวนการยุติธรรมสู่มาตรฐานโลก. (2569, 16 มิถุนายน ). https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2939872
  2. United Nations Office on Drugs and Crime. (2011). The Bangkok Rules, https://www.unodc.org/documents/justice-and-prison-reform/Bangkok_Rules_ENG_22032015.pdf 
  3. กานต์ธีรา ภูริวิกรัย และอดิศร เด่นสุธรรม. (2562, 13 พฤษภาคม). แลนด์มาร์คใหม่ หญิงไทยแห่เช็คอิน (เข้าคุก) จนล้น. https://www.tijthailand.org/article/detail/7
  4. ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง กรมราชทัณฑ์. (2553). โปรแกรมแก้ไขฟื้นฟูเฉพาะ. [ออนไลน์] แหล่งที่มา http://www.correct.go.th/tdcthan/Project001.asp
  5. “ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่” เรือนจำต้นแบบ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” คืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน. (2561, 1 กุมภาพันธ์). https://thaipublica.org/2018/02/bangkok-rules-changmai-prison-model/
  6. ครบ 15 ปี ข้อกำหนดกรุงเทพ เปิดตัวโครงการ Bangkok Rules Accelerator ระดับสากล. (2568, 15 ธันวาคม). https://www.tijthailand.org/what-we-do/detail/bangkok-rules-accelerator-15th-anniversary
  7. กฤตยา อาชากุล. (2568, 4 ธันวาคม). ก้าวสำคัญ 15 ปี ข้อกำหนดกรุงเทพ: จากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ. https://www.tijthailand.org/article/detail/15-years-of-the-bangkok-rules-justice-reform
  8. Index of Implementation for the UN Bangkok Rules https://www.penalreform.org/resource/index-of-implementation-for-the-un-bangkok-rules/
  9. To celebrate the 15th anniversary of the Bangkok Rules, TIJ held an exhibition at the 34th CCPCJ about women in corrections. (2025, 20 May). https://www.tijthailand.org/en/what-we-do/detail/ccpcj34-the-15th-anniversary-of-the-bangkok-rules
  10. World Health Organization. Regional Office for Europe (2020). Leaving no one behind in prison health: the Helsinki conclusions. World Health Organization. Regional Office for Europe. https://iris.who.int/handle/10665/352128

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th