ทุกวันนี้ ดูเหมือนจะเป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่าประเทศไทยได้กลายเป็น “สังคมสูงวัย” อย่างสมบูรณ์แล้ว ประชากรไทยเปลี่ยนจาก “ประชากรเยาว์วัย” ที่มีเด็กคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดมาเป็น “สังคมสูงวัย” ที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่ถึงร้อยละ 20 และผู้สูงอายุเกิน 60 ปี มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 โครงสร้างอายุของประชากรที่มีเด็กน้อยและมีผู้สูงอายุมาก กลายเป็น “ภาวะปรกติใหม่” ของสังคมไทย ต่อไปในอนาคตอีกยาวนาน เราก็จะเห็นภาพสังคมไทยที่มี “คนแก่” หรือที่เรียกเป็นอย่างอื่นว่า “ผู้เฒ่า” “คนชรา” “ผู้สูงอายุ” หรือ “ผู้สูงวัย” ปรากฏตัวอยู่ทั่วไปในพื้นที่สาธารณะต่างๆ
ปีนี้เราเป็น “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” แล้ว ปีหน้า และปีต่อๆ ไป สัดส่วนของประชากรที่มีอายุสูงมากๆ ก็ยิ่งจะเพิ่มขึ้น อีกไม่ถึง 10 ปีข้างหน้าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีจำนวนถึง 20 ล้านคน และประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป ก็จะมีจำนวนมากถึง 12-13 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด คนไทยที่มีอายุมากถึง 80-90 ปี หรือแม้กระทั่ง 100 ปีขึ้นไปก็จะพบตัวได้ง่ายขึ้น ดังนั้น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ซึ่งจะเป็นภาพประชากรในอนาคตอันใกล้ของประเทศไทยเช่นนี้ จึงไม่ใช่จะเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่น่าตื่นเต้นตกใจแต่อย่างไร
ข้อมูลสถิติประชากรโลก (World Population Data Sheet) ของสำนักอ้างอิงทางประชากร (Population Reference Bureau) รายงานว่า ในปี 2567 ประเทศญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป สูงถึงร้อยละ 29 ของประชากรทั้งหมด ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราผู้สูงอายุสูงที่สุดในโลก ในปัจจุบันนี้ หลายประเทศในยุโรปตะวันตกก็เป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ไปแล้ว เพราะมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด เช่น สหราชอาณาจักร (20%) ฝรั่งเศส (21%) เยอรมัน (22%) สวีเดน (21%) อิตาลี (24%)
ขอตั้งข้อสังเกตว่าประเทศที่เป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดเหล่านี้ล้วนเป็นประเทศพัฒนาแล้วทั้งสิ้น และประชากรในประเทศเหล่านี้ก็ยังอยู่กันอย่างสงบสุข ยังไม่มีข่าวว่าเกิดวิกฤตการณ์เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคมสูงวัยระดับสุดยอดเหล่านี้ให้ได้ยิน
โดยทั่วไปเราจะแบ่งประชากรออกเป็น 3 กลุ่มอายุ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มอายุในช่วงเริ่มต้นของชีวิต เป็นกลุ่มเด็กที่อยู่ในวัยที่ต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพในการดูแลตนเอง เป็นวัยที่ต้องพึ่งพาคนอื่นในการดำรงชีวิต เป็นวัยที่ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนเล่าเรียนศึกษาหาความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนต่อไป
กลุ่มถัดมา เป็นกลุ่มอายุของคนในวัยทำงาน ที่ต้องประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเอง และเลี้ยงดูลูกหลานที่เป็นเด็กในกลุ่มแรก
กลุ่มสุดท้าย เป็นกลุ่มผู้สูงอายุในช่วงท้ายสุดของชีวิต กลุ่มสุดท้ายนี้เคยเป็นกลุ่มคนที่ถือกันว่า “พ้นจากวัยทำงาน” เป็นกลุ่มคนที่กล่าวกันว่าเป็นภาระ “ต้องพึ่งพิง” ผู้อื่นในการดำรงชีวิต
ในช่วงเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา กลุ่มผู้สูงอายุวัยปลายสุดนี้ในประเทศไทยได้เพิ่มจำนวนและสัดส่วนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ผู้สูงอายุสมัยนี้ส่วนใหญ่ยังมีสุขภาพดีและมีพลัง ผู้สูงอายุจึงกลายเป็นประชากรกลุ่มสำคัญที่เป็นพลังผลักดันเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทุกวันนี้ผู้สูงอายุจึงมิใช่เป็นภาระของสังคมตามความเชื่อเดิมๆ อีกต่อไป
ในทางเศรษฐกิจสังคมจะมีการปรับตัวขนานใหญ่ กลุ่มประชากรสูงอายุจะกลายเป็นตลาดใหญ่ของธุรกิจสินค้าและบริการ “เศรษฐกิจสีเงิน” (Silver economy) หรือ “เศรษฐกิจสูงวัย” จะเติบโตขึ้นอย่างมากและรวดเร็วตามการสูงวัยของประชากร ธุรกิจหลัก 3 ประเภทที่จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน ได้แก่ ธุรกิจสุขภาพและการแพทย์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และที่พัก และธุรกิจอาหารและไลฟ์สไตล์ ธุรกิจเหล่านี้จะเติบโตได้เพราะผู้สูงอายุมีกำลังซื้อที่เป็นเงินออมจากการทำงานเมื่อยังอยู่วัยกลางคน หรือได้ทุนจากลูกหลาน ผู้สูงอายุยุคใหม่และลูกหลานมักยินดีที่จะใช้จ่ายเงินในธุรกิจเหล่านี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตน
ในทางสังคม ผู้สูงอายุยุคใหม่จำนวนมากยังมีพลัง สังคมสมัยใหม่ยอมรับให้ผู้สูงอายุปรากฏตัวในสังคม ไม่เหมือนสมัยก่อนที่มักจะมองว่าผู้สูงอายุควรเป็นผู้ใหญ่ที่วางตัวให้เหมาะสมกับอายุสังขาร และทำตัวให้เป็นที่เคารพนับถือของเด็กๆ เดี๋ยวนี้เราจึงเห็นผู้สูงอายุทำกิจกรรมที่แสดงความสามารถ และอัตลักษณ์โดดเด่นของตนในที่สาธารณะ
ในทางการเมือง เดี๋ยวนี้เป็นที่ยอมรับทั่วไปแล้วว่า ผู้สูงอายุเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองทุกพรรคจึงต้องมีนโยบายที่จะหาเสียงจากประชากรสูงอายุ ไม่ว่าการให้เบี้ยยังชีพเป็นสวัสดิการ การช่วยเหลือ หรือสงเคราะห์ในรูปแบบอื่นๆ
ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมอยู่มาก ในกลุ่มประชากรสูงอายุเรายังมีผู้สูงอายุที่ยากจนอยู่อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุยากจนที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร และเข้าไม่ถึงสวัสดิการ ความช่วยเหลือต่างๆ ของรัฐ คนไทยอาจต้องปรับอัตลักษณ์ที่ดีงามบางอย่างบ้าง เช่น นิสัยชอบทำบุญสร้างกุศล การมีจิตอาสา มาเป็นการทำบุญด้วยการช่วยเหลือคนยากจน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยากจนขาดคนดูแล
เดี๋ยวนี้เชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีความตระหนักรู้เรื่องสังคมสูงวัยดีขึ้นแล้ว คนรุ่นใหม่จะรู้ว่าโอกาสที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่อีกยาวนานจนเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 80-90 ปีขึ้นไปเป็นไปได้ไม่ยาก ดังนั้น สังคมไทยโดยรวมจะต้องปรับตัวตามสถานการณ์สุขภาพคนไทยที่ดีขึ้น คนรุ่นใหม่วันนี้จะต้องเตรียมตัวเป็นผู้สูงอายุในวันข้างหน้า คนรุ่นใหม่จะต้องเตรียมตัวตั้งแต่อายุยังน้อย เตรียมศึกษาหาทักษะความรู้เพื่อประกอบสัมมาชีพเพื่อสะสมทุนทรัพย์ไว้ใช้จ่ายเมื่อเป็นผู้สูงอายุ
ที่สำคัญคือคนไทยทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่าจะต้องรักตัวเองด้วยการดูแลสุขภาพของตนเองให้ดี เพื่อเป็นทุนสุขภาพที่แข็งแรงมั่นคงเมื่อเป็นผู้สูงอายุในวันหน้า
การปรับตัวของคนไทยให้เหมาะกับสถานการณ์การสูงวัยของสังคมเป็นสิ่งจำเป็น ทำไมประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น ประเทศในยุโรปตะวันตกหลายประเทศ ได้กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดแล้ว โดยผู้คนในประเทศเหล่านั้นยังมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ถ้าประเทศเหล่านั้นเขาทำได้ แล้วทำไมคนไทยจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมสูงวัยระดับสุดยอดไม่ได้
ในสังคมสูงวัยไทยในอนาคต ย่อมจะมีคนที่ปรับตัวเองให้มีชีวิตอยู่อย่างราบรื่นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เราคงต้องยอมรับความจริงที่ว่า
“คนที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้อย่างมีความสุข คือ คนที่สามารถเตรียมตัวและปรับตัวให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างราบรื่น”
