The Prachakorn

ความยินยอม : จุดเริ่มต้นของสังคมที่เคารพกัน


นงเยาว์ บุญเจริญ

06 สิงหาคม 2569
227



เมื่อเกิดข่าวการคุกคามหรือความรุนแรงทางเพศในสังคมไทย สิ่งที่มักเกิดขึ้นควบคู่กับการรายงานข่าว คือคำถามที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยโยนไปยังผู้เสียหาย เช่น "ทำไมไม่ปฏิเสธ" "ทำไมไม่เดินหนี" หรือ "หากไม่ยินยอม ทำไมจึงยังอยู่ในสถานการณ์นั้น" คำถามเหล่านี้อาจดูเป็นเพียงความสงสัย แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่าเบื้องหลังซ่อนความเข้าใจชุดหนึ่งที่หยั่งรากอยู่ในสังคม นั่นคือการมองว่า "ความยินยอม" เป็นเพียงการตัดสินใจของคนสองคน และสามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"

หนังสือ Sexual Consent : วัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอมทางเพศ โดย ชเนตตี ทินนาม, โกสุม โอมพรนุวัฒน์ และพิมพ์พจี เย็นอุรา ชวนให้ผู้อ่านก้าวออกจากความเข้าใจเช่นนั้น แล้วมอง "ความยินยอม" ในมิติที่กว้างและลึกกว่าเดิม ผู้เขียนเสนอว่า ความยินยอมมิใช่เพียงการตอบตกลงระหว่างบุคคล หากเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างทางสังคม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ วัฒนธรรม และวิธีคิดที่หล่อหลอมผู้คนมาตลอดชีวิต หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นภายใต้การสนับสนุนของ UNESCO และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีจุดตั้งต้นจากความเชื่อว่าการสื่อสารคือพลัง เพราะสื่อมวลชนมิได้เป็นเพียงผู้รายงานเหตุการณ์ หากยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความหมาย สร้างภาพแทน และหล่อหลอมบรรทัดฐานของสังคม 

ความยินยอม มากกว่าการตอบว่า "ใช่"

ประเด็นสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ คือการชวนให้เปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับความยินยอมจากเรื่องส่วนบุคคลไปสู่การมองเห็นบริบทของสังคม ผู้เขียนอธิบายว่า การตัดสินใจของมนุษย์ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่ได้รับอิทธิพลจากบทบาททางเพศ ค่านิยม ความคาดหวัง และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่สังคมสร้างขึ้น การยินยอมจึงไม่อาจพิจารณาเพียงคำพูดหรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง หากต้องพิจารณาว่า บุคคลนั้นมีเสรีภาพในการตัดสินใจจริงหรือไม่ สามารถปฏิเสธได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ และกำลังเผชิญแรงกดดันบางอย่างอยู่หรือไม่ หนังสือจึงเสนอให้มองความยินยอมในฐานะกระบวนการสื่อสารมากกว่าการเป็นเพียงคำตอบสั้น ๆ ระหว่างคนสองคน

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลัก FRIES ซึ่งอธิบายว่า ความยินยอมต้องเกิดจากความสมัครใจ ได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ แสดงออกอย่างชัดเจน มีความเฉพาะเจาะจงต่อสถานการณ์ และสามารถเปลี่ยนใจหรือถอนความยินยอมได้ทุกเมื่อ แม้หลักการนี้จะถูกนำเสนอในบริบทของความสัมพันธ์ทางเพศ แต่สาระสำคัญกลับสามารถประยุกต์ใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในชีวิตประจำวันได้ทั้งหมด เพราะหัวใจของความยินยอมคือ การเคารพสิทธิในการตัดสินใจของกันและกัน

เมื่อมายาคติบดบังความหมายของความยินยอม

แม้หลักการของความยินยอมจะดูเรียบง่าย แต่การทำความเข้าใจกลับไม่ง่ายนัก เพราะผู้คนต่างเติบโตมาท่ามกลางมายาคติและบรรทัดฐานที่สังคมผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อบางประการ เช่น การมองว่าการตื๊อคือความโรแมนติก การตั้งคำถามต่อผู้เสียหายมากกว่าผู้กระทำ หรือการเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดย่อมหมายถึงการยินยอม ล้วนทำให้ความหมายของความยินยอมถูกบิดเบือนไปจากหลักการพื้นฐานของการเคารพสิทธิในร่างกายและการตัดสินใจของแต่ละบุคคล สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นผลผลิตของวัฒนธรรมและโครงสร้างทางสังคมที่หล่อหลอมผ่านครอบครัว ระบบการศึกษา สื่อ และวัฒนธรรมสมัยนิยม การเปลี่ยนแปลงจึงไม่อาจเกิดขึ้นจากการตำหนิบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากต้องเริ่มจากการตั้งคำถามต่อวิธีคิดที่สังคมเคยมองว่าเป็นเรื่องปกติ

การสร้างวัฒนธรรมความยินยอม เริ่มต้นจากการเคารพขอบเขตของกันและกัน

อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีคุณค่ามากกว่าการอธิบายเรื่องเพศ คือ การเชื่อมโยงแนวคิดเรื่อง ขอบเขต (Boundaries) เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้เขียนอธิบายว่า การกำหนดขอบเขตมิใช่การสร้างกำแพงระหว่างผู้คน หากเป็นการรู้จักรับฟังความต้องการของตนเอง กล้ายืนยันสิ่งที่รู้สึก และเคารพการตัดสินใจของผู้อื่นในเวลาเดียวกัน การสร้างวัฒนธรรมความยินยอมจึงเริ่มต้นจากการรับฟังเสียงภายในของตนเอง จนเกิดพลังที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ละเมิดหรือกดทับความต้องการของผู้อื่น

“ความยินยอมมิใช่เพียงเครื่องมือป้องกันการคุกคามทางเพศ แต่เป็นทักษะชีวิตที่ช่วยให้ผู้คนสร้างความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความเข้าใจ และการเคารพซึ่งกันและกัน”

สื่อมวลชนกับบทบาทในการเปลี่ยนวัฒนธรรมของสังคม

จุดเด่นอีกประการของหนังสือ คือ การเชื่อมโยงเรื่องความยินยอมเข้ากับบทบาทของสื่อมวลชน ผู้เขียนเสนอว่า สื่อมิได้เป็นเพียงผู้บันทึกเหตุการณ์ แต่เป็นผู้กำหนดกรอบความคิดของสังคมผ่านภาษา ภาพ และวิธีการเล่าเรื่อง หากการรายงานข่าวยังคงมุ่งตั้งคำถามกับผู้เสียหาย ใช้ถ้อยคำที่ตอกย้ำอคติทางเพศ สื่อก็ย่อมมีส่วนผลิตซ้ำวัฒนธรรมที่ไม่เคารพความยินยอมโดยไม่รู้ตัว ในทางกลับกัน หากสื่อเลือกนำเสนอข้อมูลบนฐานของสิทธิมนุษยชน เคารพศักดิ์ศรีของผู้ได้รับผลกระทบ และอธิบายบริบทเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่ความรุนแรง สื่อก็สามารถเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของสังคมได้ การสร้างวัฒนธรรมความยินยอมจึงไม่อาจอาศัยการรณรงค์เพียงครั้งคราว แต่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงวิธีคิด วิธีสื่อสาร และวัฒนธรรมขององค์กรด้วย

ความยินยอมในฐานะวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกัน

ผู้เขียนกำลังชวนผู้อ่านคิดถึงประเด็นที่กว้างกว่าเรื่องเพศ นั่นคือ การสร้างวัฒนธรรมที่ผู้คนเคารพสิทธิ เสียง และศักดิ์ศรีของกันและกัน คุณค่าของหนังสือจึงมิได้อยู่ที่การให้คำจำกัดความของคำว่าความยินยอม หากอยู่ที่การชี้ให้เห็นว่า ความยินยอมเป็นผลลัพธ์ของสังคมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถพูดว่า "ยินยอม" หรือ "ไม่ยินยอม" ได้อย่างปลอดภัย โดยปราศจากความกลัว การกดดัน หรือความไม่เท่าเทียมของอำนาจ

หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับนักสื่อสารมวลชน นักวิชาการ นักศึกษา ผู้ปฏิบัติงานด้านสิทธิมนุษยชน ตลอดจนบุคลากรในองค์กรที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเคารพความแตกต่าง เพราะท้ายที่สุดแล้ว วัฒนธรรมความยินยอมมิใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากเป็นรากฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยที่ให้คุณค่ากับความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม หนังสือ Sexual Consent : วัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอมทางเพศ ชวนให้ตั้งคำถามว่า สังคมที่เราอยากเห็นควรเป็นสังคมที่ผู้คนใช้อำนาจเหนือกัน หรือเป็นสังคมที่ทุกเสียงได้รับการรับฟัง ทุกการตัดสินใจได้รับการเคารพ และทุกคนสามารถดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้อย่างเท่าเทียม


ที่มา

ชเนตตี ทินนาม, โกสุม โอมพรนุวัฒน์, พิมพ์พจี เย็นอุรา. (2568). Sexual Consent : วัฒนธรรมการสื่อสารความยินยอมทางเพศ. กรุงเทพฯ : คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th