The Prachakorn

สัญญาณประชากรไทย ครึ่งปีแรก 2569 กับภาพสะท้อนจาก Demographic Futures Survey 2026


เฉลิมพล แจ่มจันทร์

17 กรกฎาคม 2569
562



ในปี 2568 จำนวนการเกิดในประเทศไทยลดลงต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องจากปี 2567 โดยมีจำนวนเด็กเกิดตลอดทั้งปีอยู่ที่ 416,574 คน ดังนั้น ปี 2569 จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ยังคงติดตามและเฝ้าจับตาว่า จำนวนการเกิดของประเทศไทยจะสามารถรักษาระดับให้สูงกว่า 4 แสนคนตลอดทั้งปีได้หรือไม่

ในเดือนกรกฎาคม 2569 ข้อมูลจำนวนการเกิดในช่วงครึ่งปีแรกได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองแล้ว แม้ข้อมูลดังกล่าวจะครอบคลุมเพียง 6 เดือนแรก แต่ก็พอจะนำมาใช้สะท้อนสถานการณ์และประเมินแนวโน้มจำนวนการเกิดในภาพรวมของปี 2569 ได้ในระดับหนึ่ง

จากข้อมูลพบว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2569 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ 176,445 คน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มี 201,175 คน หรือหายไปกว่า 24,700 คน คิดเป็นการลดลงราวร้อยละ 12.3 หากลองตั้งสมมติฐานอย่างง่ายว่า แนวโน้มจำนวนการเกิดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากครึ่งปีแรกมากนัก หรือจำนวนการเกิดตลอดทั้งปีจะลดลงจากปี 2568 ในอัตราใกล้เคียงกัน (ที่ร้อยละ 12.3) เมื่อนำมาคำนวณกับจำนวนการเกิดทั้งหมดของปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 416,574 คน ก็อาจอนุมานได้ว่า ในปี 2569 ประเทศไทยอาจมีจำนวนเด็กเกิดเพียงประมาณ 365,000 คน

หากประมาณการนี้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง ปี 2569 ก็อาจเป็นปีแรกที่จำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยลดลงต่ำกว่า 4 แสนคน และไม่ได้ต่ำกว่าเพียงเล็กน้อย แต่ลดลงไปอยู่ที่ประมาณ 3.65 แสนคนเท่านั้น ! อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้นจากแนวโน้มในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากจำนวนการเกิดในแต่ละช่วงเดือนอาจมีความแตกต่างกัน จึงยังจำเป็นต้องติดตามข้อมูลต่อไป และรอตรวจสอบยอดรวมจำนวนการเกิดที่เกิดขึ้นจริงตลอดทั้งปี 2569 ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนในช่วงต้นปี 2570

แนวโน้มจำนวนการเกิดที่ยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความซับซ้อนของความพยายามในการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ หรือพูดง่าย ๆ คือ การสนับสนุน ส่งเสริม รวมถึงการกระตุ้นให้คนไทยในปัจจุบันตัดสินใจ “มีลูก” เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย

นโยบายและมาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันดูเหมือนจะยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีนโยบายหรือมาตรการส่งเสริมการเกิดอีกต่อไป เรื่องนี้ยังคงเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ เพียงแต่การคาดหวังให้นโยบายสามารถกระตุ้นจำนวนการเกิดให้เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลอย่างชัดเจนนั้นอาจเป็นเรื่องยาก ตราบใดที่มาตรการต่าง ๆ ยังไม่สามารถเข้าถึง “จุดคานงัด” ที่จะทำให้คนไทยมีทั้ง “ความต้องการ” ตลอดจน “ความพร้อมและความมั่นใจ” เพียงพอที่จะตัดสินใจมีลูก

สำหรับผู้เขียน จุดคานงัดที่สำคัญน่าจะอยู่ที่การสนับสนุนให้ผู้คนมี “ความพร้อมและความมั่นใจ” เป็นสำคัญ เพราะการกระตุ้นให้คนที่ไม่ต้องการมีลูกเปลี่ยนมาเป็นต้องการมีลูกนั้น น่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนเกินกว่าที่นโยบายหรือมาตรการของรัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปมีบทบาทได้มากนัก

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า จะทำอย่างไรให้คนอยากมีลูกมากขึ้น แต่ควรถามด้วยว่า จะทำอย่างไรให้คนที่อยากมีลูกอยู่แล้วสามารถมีลูกได้จริงตามที่ตนเองต้องการ

ประจวบเหมาะกับเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา UNFPA หรือกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ได้เปิดตัวรายงานชื่อ Lives, Choices and Futures หรือ “ชีวิต ทางเลือก และอนาคต” ซึ่งนำเสนอข้อค้นพบจากการสำรวจ Demographic Futures Survey 2026 หรือ “การสำรวจอนาคตทางประชากร ปี 2569” 

(อ่านเนื้อหารายงานฉบับเต็มได้ที่ https://www.unfpa.org/sites/default/files/pub-pdf/Lives-choices-and-futures.pdf)

การสำรวจดังกล่าวเก็บข้อมูลทางออนไลน์จากประชากรชายและหญิงอายุ 18–39 ปี ใน 73 ประเทศทั่วโลก มีกลุ่มตัวอย่างรวมประมาณ 109,000 คน โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้าร่วมการสำรวจ และมีกลุ่มตัวอย่างคนไทยตอบแบบสำรวจทั้งสิ้น 1,738 คน

การสำรวจครั้งนี้มีข้อคำถามที่ครอบคลุมทั้งเงื่อนไขก่อนการมีลูก เหตุผลหรือแรงจูงใจของความต้องการมีลูก ตลอดจนอุปสรรคที่ทำให้ผู้คนไม่สามารถมีลูกได้ตามที่ต้องการ ซึ่งมีข้อค้นพบที่น่าสนใจหลายประเด็น และช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์จำนวนเกิดที่ลดลงในประเทศไทยได้มากขึ้น

ในภาพรวมทั่วโลก พบว่า “การมีลูก 2 คน” ยังคงเป็นจำนวนบุตรในอุดมคติ หรือ ideal number of children ที่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันระบุว่าต้องการมากที่สุด ยกเว้นในทวีปแอฟริกาที่ความต้องการเกี่ยวกับจำนวนบุตรยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างสูงประมาณ 3–4 คน

ข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ ในกลุ่มผู้ตอบแบบสำรวจอายุ 35–39 ปี จำนวนมากมีจำนวนลูกในความเป็นจริง (actual number of children) ต่ำกว่าจำนวนลูกในอุดมคติที่ตนเองต้องการ โดยเมื่อพิจารณาเฉพาะคนในช่วงอายุนี้ที่ยังไม่มีลูก พบว่า ผู้ชายร้อยละ 79.5 และผู้หญิงร้อยละ 71.7 ไม่ได้เลือกที่จะไม่มีลูกด้วยความตั้งใจ แต่เป็นเพราะ “ความต้องการมีลูกของพวกเขายังไม่บรรลุผล” ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างความต้องการกับความเป็นจริง (aspiration gap) ในเรื่องการมีบุตร ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อจำกัดและเงื่อนไขความไม่พร้อมในด้านต่างๆ

เมื่อพิจารณาเงื่อนไขสำคัญก่อนที่จะมีลูก (pre-conditions) ที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ เพื่อให้ตนเองรู้สึกแน่ใจและมั่นใจว่ามีความพร้อมในการเป็นพ่อหรือแม่ พบว่า เงื่อนไขอันดับแรกคือ “ความมั่นคงทางการเงิน (financial security)” รองลงมาคือการมีงานทำที่มั่นคง และความพร้อมทางจิตใจและอารมณ์

ส่วนปัจจัยที่เป็นเหตุผลหรือแรงกระตุ้น (motivations) ที่ทำให้คนต้องการมีลูก ปัจจัยสำคัญอันดับแรก คือ ความสุขและความเบิกบานที่เด็กจะนำมาให้แก่ครอบครัว ตามด้วยการมีความสัมพันธ์กับคู่ชีวิตที่มั่นคงขึ้น ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเกื้อหนุนกันในอนาคต รวมถึงความคาดหวังทางสังคมและวัฒนธรรม

ขณะที่ปัจจัยเชิงนโยบาย เช่น การได้รับการส่งเสริมหรือสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนเหตุผลเกี่ยวกับความต้องการเพิ่มจำนวนแรงงานให้แก่ประเทศในอนาคต กลับเป็นแรงกระตุ้นของความต้องการมีลูกที่อยู่ในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับปัจจัยทั้งสี่ประการข้างต้น

สำหรับอุปสรรคสำคัญในการมีบุตร (barriers) พบว่า อุปสรรคสามอันดับแรก ได้แก่ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัย การขาดคู่ครองหรือคู่ชีวิตที่เหมาะสม และความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและระบบการเจริญพันธุ์ของตนเอง

แม้รายงานฉบับนี้จะไม่ได้นำเสนอผลการสำรวจหรือบทวิเคราะห์ของประเทศไทยไว้อย่างละเอียด แต่ข้อมูลที่มีอยู่ก็เพียงพอที่จะทำให้เห็นว่า ประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างจำนวนลูกในอุดมคติกับจำนวนลูกในความเป็นจริงค่อนข้างสูงเช่นเดียวกัน

ในภาพรวม (ผู้เขียนประมาณการข้อมูลของประเทศไทยจากภาพ Figure 5.5 และ 5.7 ที่แสดงในรายงานฯ) จำนวนลูกในอุดมคติของคนไทยรุ่นใหม่อายุ 18–39 ปี ยังคงใกล้เคียงกับหลายประเทศ โดยอยู่ที่ประมาณ 1.8–1.9 คน แต่เมื่อพิจารณาจำนวนลูกโดยเฉลี่ยของคนไทยอายุ 35–39 ปีที่เข้าร่วมการสำรวจ กลับพบว่าจำนวนลูกในความเป็นจริงต่ำกว่าจำนวนดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยผู้หญิงมีลูกจริงเฉลี่ยประมาณ 1.3 คน ขณะที่ผู้ชายมีเพียงประมาณ 0.6–0.7 คน 

นอกจากนี้ ในกลุ่มคนไทยอายุ 35–39 ปีที่เข้าร่วมการสำรวจ ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณร้อยละ 50 “ไม่มีลูก” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเป็นอันดับที่ 7 จาก 73 ประเทศ รองจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อิตาลี ฟินแลนด์ สิงคโปร์ และแคนาดา

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคนไทยที่ไม่มีลูกเหล่านี้ มีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 80 ที่ระบุว่า “ในใจจริงหรือในอุดมคติยังคงอยากมีบุตร” ข้อมูลนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า จำนวนและอัตราเกิดที่ลดลงของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ความไม่มั่นคงในการทำงาน และการดำเนินชีวิต ตลอดจนความไม่พร้อมและความไม่มั่นใจในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งทำให้พวกเขาไม่สามารถมีบุตรได้ตามจำนวนที่ตนเองต้องการ

สถานการณ์เกิดต่ำของไทยจึงไม่ใช่เพียงปัญหาที่คนรุ่นใหม่ “ไม่อยากมีลูก” แต่เป็นปัญหาที่ความต้องการมีลูกของคนจำนวนมากยังไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ เพราะขาดทั้งความมั่นคง ความพร้อม และความมั่นใจ จุดคานงัดของนโยบายจึงควรเปลี่ยนจากการมุ่งรณรงค์ให้คนมีลูก ไปสู่การลดต้นทุนและความเสี่ยงของการสร้างครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th