เดี๋ยวนี้ เมื่อผมมีโอกาสพูดเรื่องประชากรของประเทศไทย ผมก็มักจะอ้างความมีอายุยืนยาวจนเกือบจะ 80 ปี มาเป็นหลักประกันประสบการณ์ของตนเองในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของประชากรไทย ผมมีชีวิตอยู่นานพอที่จะได้เห็น “การเปลี่ยนผ่าน” ของสังคมไทยจากสังคมที่มีเด็กมาก ผู้สูงอายุน้อย มาเป็นสังคมที่มีเด็กน้อย ผู้สูงอายุมาก
เมื่อผมยังเป็นเด็ก นอกจากมีน้อง 3 คนแล้ว ผมยังมีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นลูกลุงป้าน้าอาอีกเป็นจำนวนนับสิบคน ยายทวดเป็นคนแก่ที่สุดคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมเห็นรูปถ่ายหมู่ในโอกาสที่ยายทวดมีอายุครบ 7 รอบ หรือ 84 ปี ซึ่งขณะนั้นผมมีอายุ 4 ขวบ ในรูปนั้น ลูกหลานเหลนของยายทวดนับรวมกันแล้วมากกว่า 50 คน
ในปี 2503 สำมะโนประชากรของประเทศไทยนับจำนวนประชากรได้ 26 ล้านคน อีก 10 ปีต่อมาประชากรของประเทศไทยเพิ่มเป็น 34 ล้านคน ในช่วงเวลาปี 2503 ถึง 2513 นั้น ประชากรไทยมีอายุน้อยมาก เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี
ประชากรไทยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่มด้วยอัตราที่สูงมากคือ สูงกว่าร้อยละ 3 ต่อปี ผู้หญิงไทยมีลูกโดยเฉลี่ยตลอดวัยมีบุตรมากกว่า 5 คน รัฐบาลไทยสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศนโยบายประชากรเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2513 ให้ชะลออัตราเพิ่มประชากร โดยการลดอัตราเกิดให้ต่ำลง มีการจัดตั้งโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติทำหน้าที่ส่งเสริมให้คู่สมรสคุมกำเนิดด้วยความสมัครใจ
งานวางแผนครอบครัวแห่งชาติประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ในช่วงเวลา 50 ปี ระหว่างปี 2519 จนถึงวันนี้ปี 2569 อัตราเจริญพันธุ์รวมหรือจำนวนบุตรเฉลี่ยตลอดวัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงไทยที่เคยสูงมากกว่า 5 คน กลับลดลงเหลือเพียงไม่ถึง 1 คน จำนวนเด็กเกิดใหม่ในอดีตที่เคยมากเกินกว่าล้านคนในแต่ละปี ลดน้อยลงเหลือเพียง 4 แสนกว่าคนในปี 2568 ขนาดครอบครัวประมาณ 5 คนในอดีต ลดลงเหลือเพียงเฉลี่ยครอบครัวละ 3 คน อายุคาดเฉลี่ยตั้งแต่เกิดจนตายที่เคยยืนยาวไม่ถึง 60 ปี สูงขึ้นเป็น 76 ปี อัตราเพิ่มประชากรที่เคยสูงถึงร้อยละ 3 ต่อปีเมื่อ 50 กว่าปีก่อนกลับลดลงจนกลายเป็นอัตราเพิ่มประชากรติดลบในปัจจุบัน
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการที่โครงสร้างอายุของประชากรเปลี่ยนไปอย่างพลิกผัน ในอดีตเมื่อ 50 ปีก่อนสังคมไทยประกอบด้วยเด็กเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด เด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ จนทำให้สัดส่วนประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปี ทุกวันนี้เหลือเพียงร้อยละ 15-16 เท่านั้น สัดส่วนประชากรอายุสูงกว่า 60 ปีที่มีอยู่ไม่ถึงร้อยละ 5 กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนสูงถึงร้อยละ 20 เมื่อปี 2568 และมีแนวโน้มชัดเจนว่าจะสูงถึงร้อยละ 30 ในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า
ผมอยากจะกล่าวว่า ผมเข้ามาทำงานกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคมตั้งแต่ปี 2513 เมื่อครั้งสถาบันฯ ยังไม่ได้รับการยกสถานะจากศูนย์เป็นสถาบัน ตลอดระยะเวลา 50 กว่าปีที่ผ่านมา ผมได้เห็นโครงสร้างอายุของประชากรไทยเปลี่ยนรูปไปอย่างชัดเจน
ในอดีต งานอนามัยแม่และเด็ก และงานให้การศึกษาเด็กและเยาวชนจะเป็นงานพัฒนาคนที่สำคัญ ผมจำได้ว่าเมื่อยังเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาอยู่โรงเรียนประกอบราษฎรบำรุง มีหมออนามัยมาปลูกฝี ฉีดยาให้ที่โรงเรียน ผมเป็นเด็กที่ไม่กลัวเข็มฉีดยาได้เข้าแถวเรียงเดี่ยวรับการฉีดวัคซีนอย่างเป็นระเบียบ จำไม่ได้ว่าครูและหมออนามัยจัดการอย่างไรกับเด็กที่กลัวเข็ม จำได้แต่ว่าเด็กบางคนขัดขืนไม่ยอมรับบริการและร้องไห้เสียงดัง
ในอดีต ผู้สูงอายุมีไม่มากนัก ในสายตาของผมเมื่อครั้งยังเป็นเด็กจนกระทั่งเป็นหนุ่ม คนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะคนที่เป็นปู่ย่าตายาย หรือคนที่เกษียณจากการทำงานไปแล้วจะดูว่าเป็นคนที่ “แก่” จริงๆ สมัยที่ยังเรียนอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมเห็นรุ่นพี่ที่เรียนก่อนผม 10 รุ่นขึ้นไปเป็นผู้อาวุโสมากจริงๆ
สภาพสังคมไทยที่เคยเป็นมาในอดีตได้เปลี่ยนรูปไปอย่างสิ้นเชิง ประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัย อย่างสมบูรณ์แล้ว คนรุ่นใหม่ที่เกิดประมาณหลังปี 2530 เป็นต้นไป จะไม่เห็นภาพสังคมไทยที่มีเด็กมากกว่าผู้สูงอายุอีกแล้ว พวกเขาอาจจะนึกภาพไม่ออกว่าสังคมที่มีผู้สูงอายุเป็นจำนวนและสัดส่วนที่น้อยมาก ภาพครอบครัวที่ขยายใหญ่ มีพี่น้องและเครือญาติมากมาย นั้นเป็นอย่างไร
ชีวิตในสังคมสูงวัยจะเป็นภาวะปรกติใหม่ในสังคมไทย คนรุ่นใหม่จะเห็นภาพของผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี มีพฤติกรรมที่กระฉับกระเฉง ไม่แตกต่างจากคนวัยหนุ่มสาว ผู้สูงอายุวัยกลางที่อายุ 70-80 ปีแล้วยังรวมตัวกันไปทัศนาจร จัดงานพบปะสังสรรค์กันทำกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ร้องรำทำเพลงกันสนุกสนาน ทุกวันนี้เราจะเห็นผู้สูงอายุจำนวนมากปรากฏตัวตามสถานที่สาธารณะต่างๆ
ภาวะปรกติใหม่ที่เกิดขึ้นในสังคมสูงวัยนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนต้องปรับวิถีชีวิตของตนไปตามสถานการณ์ เราจะเห็นสินค้า และบริการต่างๆ ที่ปรับตัวตอบสนองต่อตลาดผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในสังคมสูงวัยเป็นโรคในผู้สูงอายุที่มีลักษณะเฉพาะ คือ เป็นโรคไม่ติดต่อ แต่เรื้อรัง การดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้จะกลายเป็นเรื่องที่ครอบครัว ชุมชน และสังคมต้องให้ความสำคัญ
ในขณะที่คนรุ่นใหม่จะได้เห็นภาพของผู้สูงอายุที่กระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวาเต็มไปหมดนั้น คนรุ่นใหม่ก็จะได้เห็นหรือได้รับรู้มากขึ้น คือ ภาพผู้สูงอายุที่ต้องนอนติดเตียงต้องการผู้ดูแลใกล้ชิด ภาพของผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ภาพผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังทั้งอยู่คนเดียว หรืออยู่ตามลำพังกับผู้สูงอายุด้วยกัน
ต่อไปนี้ เราจะได้รับฟังข่าวเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง ผู้สูงอายุอนาถาที่ไม่มีลูกหลานหรือญาติที่จะอยู่ด้วยช่วยดูแล ผู้สูงอายุที่ตายตามลำพังบ่อยครั้งขึ้น
คนไทยทุกวัย ต้องปรับตัวให้เข้ากับภาวะปรกติใหม่ในสังคมสูงวัยนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนรุ่นใหม่จะต้องรู้ตัวว่าพวกเขาต้องมีชีวิตยืนยาวอีกนาน พวกเขาจึงต้องเตรียมตัวเพื่ออนาคตด้วยการรัก และกตัญญูต่อตนเอง
เราอาจต้องมีคำขวัญในวันเด็ก และวันผู้สูงอายุว่า
“ เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า
ผู้ใหญ่วันนี้คือผู้สูงอายุในวันหน้า
และผู้สูงอายุวันนี้ก็ต้องลาจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอนในวันหน้า”
