ผู้เขียนมีประสบการณ์การเข้าโรงภาพยนตร์หรือโรงหนังตั้งแต่ยังเด็ก น่าจะประมาณอายุ 10 ปี จนถึงตอนนี้เป็นผู้ใหญ่ที่อายุใกล้ 50 ปีแล้ว สิ่งที่เหมือนเดิมคือ โรงหนังยังคงมืดเหมือนเคย แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือ เมื่อเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น ภาพที่ผู้เขียนเห็นตรงหน้าในปัจจุบันไม่ใช่การที่ทุกคนลุกขึ้นยืนตรงเหมือนในอดีต แต่กลายเป็นความนิ่งสงบที่ทุกคนยังคงนั่งอยู่บนเบาะของตัวเองอย่างเป็นปกติ ปรากฏการณ์นี้สำหรับตัวผู้เขียนเองและผู้ใหญ่บางคนอาจดูน่าใจหาย แต่สำหรับคนรุ่นใหม่สิ่งนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ถ้าเรามองเรื่องนี้ด้วยใจที่เปิดกว้าง วางเรื่องอารมณ์หรือการเมืองลง เราจะพบว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้มีเรื่องราวน่าสนใจซ่อนอยู่มากมายเลยค่ะ
ผู้เขียนให้เหตุผลต่อปรากฏการณ์นี้ผ่าน 3 ทฤษฎี ที่จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ทำไมการนั่งนิ่งๆ ในโรงหนัง อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า สังคมไทยกลายเป็นสังคมสมัยใหม่?
ก่อนให้เหตุผล ผู้เขียนขอให้ความหมายของสังคมสมัยใหม่ก่อนค่ะว่า สังคมสมัยใหม่คืออะไร? สังคมสมัยใหม่เป็นรูปแบบสังคมที่พัฒนาขึ้นหลังยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ซึ่งเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนจากสังคมเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมเข้าสู่สังคมเมือง1 ลักษณะเด่นของสังคมสมัยใหม่ คือ มีความเป็นเมืองสูง ใช้เหตุผล เช่น หลักวิทยาศาสตร์ กฎหมาย และเหตุผล ในการตัดสินใจ มากกว่าความเชื่อ จารีต หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และคนแต่ละคนให้คุณค่ากับสิทธิ เสรีภาพ และความสำเร็จส่วนบุคคลมากกว่าประโยชน์ของกลุ่ม1
ที่นี่เรามาอ่านเหตุผลกันต่อค่ะว่า ทำไมการนั่งนิ่งๆ ในโรงหนัง อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า สังคมไทยกลายเป็นสังคมสมัยใหม่?
หนึ่ง เพราะโรงหนังคือ พื้นที่พักผ่อน ไม่ใช่พื้นที่พิธีกรรม อธิบายโดยแนวคิดพื้นที่สาธารณะ (pubic spear) และการลดทอนความเป็นประเพณีนิยม (detraditionalization) ซึ่งหมายถึง สภาวะที่สังคมหลุดพ้นจากกรอบจารีตเดิม ทำให้ผู้คนเลิกปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม และหันมาใช้วิธีกระบวนการคิดทบทวน (reflexivity) เพื่อประเมินและเลือกวิถีชีวิตรวมทั้งอัตลักษณ์ของตนเองอย่างอิสระ2, 3 ดังนั้น ในอดีตประเพณีหรือพิธีกรรม (เช่น การยืนในโรงหนัง) เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำตามโดยไม่มีข้อกังขา เพราะทำต่อๆ กันมา แต่ในสังคมไทยสมัยใหม่เกิดกระบวนการที่ผู้คนเริ่มตั้งคำถามและคิดทบทวนว่า ประเพณีนั้นยังจำเป็นกับพื้นที่นั้นๆ หรือไม่ ในอดีตโรงหนังอาจถูกมองเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่ต้องมีพิธีกรรมร่วมกัน แต่คนรุ่นใหม่ ในวันนี้อาจมองมองโลกเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่เริ่มแยกแยะระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ส่วนรวมชัดเจนขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่เชื่อว่าตนเองจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้ามา เพื่อพักผ่อน ผ่อนคลาย และใช้เวลาส่วนตัวกับเพื่อนหรือคนรัก ดังนั้น โรงหนังในปัจจุบันจึงเปลี่ยนสถานะเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่อยู่ในที่สาธารณะ และเป็นพื้นที่พักผ่อนที่ทุกคนเท่าเทียมกัน จ่ายค่าตั๋วเหมือนกัน ตนเองควรได้รับความสบายใจสูงสุดในการชมภาพยนตร์
สอง เพราะคนมีเสรีภาพในการเลือกแสดงออก ให้เหตุผลจากทฤษฎีความทันสมัยทางวัฒนธรรม (Cultural Modernization Theory) ที่อธิบายว่า เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น ค่านิยมของมนุษย์จะเปลี่ยนจากค่านิยมเพื่อความอยู่รอดและจารีตประเพณี (survival and traditional values) ไปสู่ค่านิยมในการแสดงออกและการเลือกของตนเอง (self-expression and emancipative values)4, 5 จากประสบการของผู้เขียน ผู้เขียนสังเกตว่าปรากฏการณ์ในโรงหนังตอนนี้ไม่ได้เป็นเหมือนกันหมดทุกโรง แต่มันเปลี่ยนไปตามกลุ่มคนดูและประเภทของภาพยนตร์ เช่น ในโรงหนังที่ฉายการ์ตูนหรือหนังครอบครัว เมื่อเพลงดังขึ้น ผู้เขียนยังคงเห็นภาพคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองลุกขึ้นยืน และลูกหลานก็ลุกยืนตาม และมีอีกหลายคนยังคงนั่ง ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงการส่งต่อวัฒนธรรมและความเคารพในแบบดั้งเดิมในสถาบันครอบครัวที่ยังคงมีอยู่ ในขณะที่ในโรงหนังแอ็กชันหรือไซไฟ ซึ่งเป็นโรงหนังที่เต็มไปด้วยกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน ในโรงหนังแบบนี้ผู้เขียนเห็นภาพคนดูนั่งนิ่งกันหมดทั้งโรง ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่า คนดูหนังแอ็กชันก้าวร้าวหรือไม่มีความเคารพ แต่เป็นการแสดงออกว่า สังคมไทยกำลังก้าวสู่ยุคที่คนรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าเลือก และให้ความสำคัญกับสิทธิส่วนบุคคล รวมถึงมีอิสระในการตัดสินใจเลือกพฤติกรรมของตัวเอง ซึ่งเป็นลักษณะของสังคมสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ความประนีประนอม เพราะในโรงหนังปัจจุบันนี้ คนที่อยากนั่งก็นั่งอย่างสงบ คนที่อยากยืนก็ยังสามารถยืนได้ตามสิทธิ โดยไม่มีการด่าทอ ไม่มีสายตาจับผิด หรือการกระทบกระทั่งกัน นี่คือภาพที่แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้
สาม เพราะความเคารพที่แท้จริงย้ายจากรูปแบบไปสู่การกระทำ โดยแนวคิดความสอดคล้องกับตัวตนที่แท้จริง (authenticity) ซึ่งเป็นจิตวิทยาแนวมนุษยนิยมได้อธิบายไว้ว่า การยอมรับและแสดงออกตรงตามความรู้สึกจริงของตัวเอง โดยตระหนักรู้หรือรู้เท่าทันตนเอง คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คนเราเติบโต มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข6 คนรุ่นใหม่ไม่ได้ไร้หัวใจหรือไม่มีความเคารพต่อสิ่งใดเลย เพียงแต่คนรุ่นนี้ให้คุณค่ากับความจริงใจจากการกระทำมากกว่าเปลือกหรือพิธีกรรมภายนอก คนรุ่นใหม่เชื่อว่าความรัก ความเคารพ หรือการเป็นคนดี ไม่ได้วัดกันที่การยืนตรงในโรงหนังแค่ 2 นาที แต่วัดกันที่สิ่งที่ทำในชีวิตประจำวันต่างหาก เช่น การเคารพสิทธิของคนที่นั่งข้างๆ การไม่เปิดมือถือรบกวนคนอื่นในโรงหนัง การซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ หรือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในสังคมจริง
ดังนั้น การที่โรงหนังในวันนี้เงียบสงบลงยามเพลงดังขึ้น อาจไม่ได้หมายถึงการต่อต้าน แต่เป็นการแสดงออกให้รู้ว่า สังคมไทยเป็นสังคมสมัยใหม่ที่เรียนรู้ยอมรับเสรีภาพและเคารพในทางเลือกของกันและกัน ยิ่งไปกว่านั้น คือ เรายังคงนั่งดูหนังเรื่องเดียวกันพร้อมกันในความมืดได้อย่างสงบสุข แม้เราจะคิดต่างกันค่ะ
เอกสารอ้างอิง
