จากสถานการณ์การเกิดของเด็กไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบครอบครัวและวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ทำให้ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ คู่สมรสจำนวนมากเลือกมีบุตรเพียง 1 คน หรือไม่มีบุตรเลย ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร ความยากลำบากในการมีบุตร หรือการตัดสินใจใช้ชีวิตโดยไม่มีบุตร แนวโน้มดังกล่าวส่งผลต่อโครงสร้างครอบครัวในระยะยาว โดยคู่สมรสที่ไม่มีบุตรมีแนวโน้มใช้ชีวิตร่วมกันเพียงลำพังจนเข้าสู่วัยสูงอายุ เมื่อจำนวนผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงของปัญหาความโดดเดี่ยวทางสังคม การขาดผู้ดูแล และการเสียชีวิตโดยไม่มีผู้พบเห็นหรือรับรู้ จึงกลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญมากขึ้น
Lonely Death หรือ Solitary Death เป็นคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ “การเสียชีวิตตามลำพัง” หรือ “การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว” หมายถึงการเสียชีวิตโดยไม่มีผู้พบเห็นเป็นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนจะมีผู้มาพบในภายหลัง ซึ่งมีความหมายเดียวกับ Kodokushi ของญี่ปุ่น และ “Godoksa” ของเกาหลีใต้ ซึ่งเกาหลีใต้มีนิยามตามกฎหมายคือ “การเสียชีวิตของบุคคลที่แยกขาดจากครอบครัว เพื่อน หรือเครือข่ายทางสังคม โดยถูกพบหลังจากเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 72 ชั่วโมง” ขณะที่ฮ่องกงใช้คำว่า “hidden elderly” สื่อถึงผู้สูงอายุที่หลุดออกจากระบบการดูแลของครอบครัวหรือสังคม ปรากฎการณ์นี้สะท้อนความเปราะบางของผู้ที่ขาดการเชื่อมโยงกับครอบครัว ชุมชน และเครือข่ายทางสังคม
หลายประเทศที่เป็นสังคมสูงอายุ ให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์ดังกล่าว เช่น ญี่ปุ่นมีรายงานว่าในปี 2568 มี Kodokushi จำนวน 76,941 ราย และร้อยละ 9 ถูกพบหลังเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 1 เดือน และผู้เสียชีวิตตามลำพังส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ ขณะที่เกาหลีใต้พบการเสียชีวิตตามลำพังจำนวน 3,924 ราย ในปี 2567 เพิ่มขึ้นจากก่อน โดยนอกจากจะพบการเสียชีวิตตามลำพังในวัยสูงอายุยังถูกพบในผู้ชายวัย 50-60 ปีจำนวนไม่น้อย
สำหรับประเทศไทย แม้ยังไม่มีการรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตตามลำพังของผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มปรากฎข่าวการเสียชีวิตตามลำพังของผู้สูงอายุมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยอาจกำลังเผชิญความเสี่ยงของปัญหานี้เช่นเดียวกับหลายประเทศที่เป็นสังคมสูงอายุ
โครงสร้างครอบครัวไทยกำลังเปลี่ยนจากครอบครัวขยายที่อาศัยอยู่กันหลายรุ่นร่วมกัน เป็นครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง จากเฉลี่ยที่มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือน 5.6 คน ในปีสำมะโน 2503 เหลือ 2.7 คน ในปีสำมะโน 2568 ขณะเดียวกัน การสำรวจประชากรสูงอายุโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2567 พบว่ามากกว่า 1 ใน 10 ของผู้สูงอายุอาศัยอยู่คนเดียว และหากรวมผู้ที่อาศัยอยู่กับคู่สมรสจะมีมากกว่า 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุผู้ทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผู้สูงอายุที่อาจเผชิญความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตตามลำพังมีจำนวนเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การอาศัยอยู่คนเดียวไม่ได้หมายความว่าจะเสียชีวิตตามลำพังเสมอไป หากยังมีครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเครือข่ายทางสังคมที่คอยติดต่อและช่วยเหลือ ความเสี่ยงก็จะลดลง แต่เมื่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้างลดลง ประกอบกับการใช้ชีวิตในสังคมเมืองที่ต่างคนต่างอยู่ การมีส่วนร่วมในชุมชนที่น้อยลง นอกจากนี้ วยาคติ (ageism) ที่ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางสังคมน้อยลง รวมถึงปัญหาสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต อาจทำให้ผู้สูงอายุบางคนอาจค่อยๆ แยกตัวออกจากสังคม จนนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ลดลงกับครอบครัว เพื่อนบ้านและชุมชน ซึ่งเป็นเครือข่ายทางสังคมที่สำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตตามลำพังอย่างโดดเดี่ยว
หลายประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงอายุได้มีมาตรการเพื่อป้องกันการเสียชีวิตตามลำพังในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น ฮ่องกงเน้นการดูแลและการเยี่ยมผู้สูงอายุในชุมชน ขณะที่เกาหลีใต้มีพระราชบัญญัติการป้องกันและการจัดการการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว (Lonely Death Prevention and Management Act) บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2564 โดยนำ AI และฐานข้อมูลมาใช้ค้นหากลุ่มเสี่ยง ขณะที่ญี่ปุ่นลดปัญหาความเหงาและการแยกตัวจากสังคมผ่านการสร้างเครือข่ายชุมชน และมีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับมาตรการรับมือความเหงาและความโดดเดี่ยว (Loneliness and Isolation Countermeasures Act) ที่ประกาศใช้เมื่อปี 2567
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีระบบดูแลผู้สูงอายุผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ระบบการดูแลระยะยาว (long term care) และชมรมผู้สูงอายุอยู่แล้ว แต่ยังสามารถต่อยอดเพื่อป้องกันการเสียชีวิตตามลำพังในกลุ่มผู้สูงอายุได้อย่างน้อย 3 แนวทาง
แนวทางที่ 1: การค้นหาเชิงรุก โดยพัฒนาระบบค้นหาและติดตามผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวหรือมีความเสี่ยงต่อการแยกตัวจากสังคม โดยอาศัยเครือข่ายอสม. อผส. อสส. รพ.สต. และฐานข้อมูลด้านสุขภาพ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง
แนวทางที่ 2: การส่งเสริมกิจกรรมทางสังคม ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวหรือมีความเสี่ยงเข้าถึงกิจกรรมของโรงเรียนผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ และกิจกรรมในชุมชน พร้อมส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างครอบครัว เพื่อนบ้าน และชุมชน เพื่อให้ผู้สูงอายุยังคงมีเครือข่ายทางสังคมและไม่ถูกตัดขาดจากคนรอบข้างหรือสังคม
แนวทางที่ 3: การป้องกัน การพัฒนาและส่งเสริมการให้บริการผู้สูงอายุในชุมชน ให้ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ กายภาพ และสังคม เช่น การปรับสภาพแวดล้อมในบ้านเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ การเยี่ยมบ้าน การติดตามสุขภาวะ และการบริการสุขภาพปฐมภูมิแบบไร้รอยต่อ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตในชุมชนได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว คงไม่ง่ายในการดำเนินชีวิตเพียงลำพัง โดยเฉพาะเมื่อเป็นผู้สูงอายุ เมื่อสมาชิกในครอบครัวหายไปจากชีวิต คงต้องหวังพึ่งชุมชนที่อยู่อาศัย การป้องกันการเสียชีวิตตามลำพังจึงไม่ใช่เพียงการดูแลผู้สูงอายุเมื่อเกิดภาวะพึ่งพิงแล้ว แต่คือการสร้างระบบที่สามารถค้นหา เข้าถึง และเชื่อมโยงผู้สูงอายุเข้ากับครอบครัว ชุมชน และบริการที่จำเป็นได้ตั้งแต่ต้นก่อนเกิดวามรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อต้องอาศัยอยู่ตามลำพังคนเดียว
เอกสารที่เกี่ยวข้อง