ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนศตวรรษิกชนได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์ การพัฒนาระบบสาธารณสุข และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากร อย่างไรก็ตาม การมีอายุยืนยาวไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีสุขภาพที่ดีหรือสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระเสมอไป คำถามสำคัญที่นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า "เหตุใดคนเราจึงมีอายุยืนขึ้น" หากแต่คือ "ปัจจัยใดที่ทำให้ผู้คนสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ"
ด้วยแนวคิดดังกล่าว โครงการ 5-Country Oldest Old Project (5-COOP) (2010) จึงเกิดขึ้น เพื่อศึกษาศตวรรษิกชนคนร้อยปีใน 5 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ โดยใช้ข้อมูลประชากรและข้อมูลการตายที่มีมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเปรียบเทียบรูปแบบการอยู่รอดของประชากรที่มีอายุยืนยาวที่สุดในแต่ละประเทศ และเพื่อทำความเข้าใจว่าความแตกต่างของบริบททางสังคม ระบบสุขภาพ และประสบการณ์ตลอดช่วงชีวิต มีผลต่อการก้าวเข้าสู่วัย 100 ปีอย่างไร
ผลการศึกษาพบว่า ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้มี "เส้นทางสู่การเป็นศตวรรษิกชน" เหมือนกัน นักวิจัยจึงแบ่งประเทศออกเป็น 3 กลุ่มตามโอกาสที่ประชากรจะมีชีวิตรอดจนถึงอายุ 100 ปี โดย ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่ผู้สูงอายุมีโอกาสรอดชีวิตจนถึงวัย 100 ปีสูงที่สุด รองลงมาคือ ฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนเดนมาร์กและสวีเดน มีโอกาสรอดชีวิตจนถึงวัยดังกล่าวต่ำกว่า การค้นพบนี้สะท้อนว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนศตวรรษิกชนไม่ได้เกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับรูปแบบการรอดชีวิตของประชากรในแต่ละประเทศ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านสุขภาพ ระบบบริการสุขภาพ และบริบททางสังคมที่แตกต่างกันด้วย เช่น รูปแบบของโรคและสาเหตุการตาย การเข้าถึงบริการสุขภาพ ตลอดจนพฤติกรรมสุขภาพ สภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เอื้อต่อการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพ (health span) รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุทั้งจากครอบครัวและระบบบริการ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการกำหนดโอกาสที่ประชากรจะรอดชีวิตผ่านช่วงวัยสูงอายุและก้าวเข้าสู่การเป็นศตวรรษิกชนได้
ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของโอกาสการมีชีวิตรอดจนถึงวัย 100 ปีในแต่ละประเทศอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงญี่ปุ่นที่มีอายุ 80 ปี มีโอกาสรอดชีวิตจนถึงอายุ 100 ปีสูงกว่าผู้หญิงเดนมาร์กถึง 2.4 เท่า ขณะที่ผู้ชายญี่ปุ่นมีโอกาสสูงกว่าถึง 2.6 เท่า ส่วนประชากรรุ่นเกิดปี ค.ศ. 1910 ที่มีอายุ 80 ปี ก็มีโอกาสรอดชีวิตจนถึงอายุ 95 ปีสูงกว่าชาวเดนมาร์กประมาณ 1.7 เท่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ความแตกต่างของการอยู่รอดในวัยสูงอายุไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากบริบทด้านสุขภาพ สังคม และการดูแลตลอดช่วงชีวิตของประชากร
อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่สำคัญของงานวิจัยไม่ได้อยู่ที่การเปรียบเทียบว่า "ประเทศใดมีศตวรรษิกชนมากกว่า" หากแต่อยู่ที่การตั้งคำถามว่า การมีผู้มีอายุครบ 100 ปีเพิ่มขึ้น หมายถึงการมีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วยหรือไม่ นักวิจัยเสนอว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนศตวรรษิกชนอาจมาพร้อมกับความแตกต่างด้านสุขภาพและความสามารถในการดำเนินชีวิต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง การมีอายุยืนไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเทียมกัน ดังนั้น โครงการ 5-COOP จึงมุ่งศึกษาต่อยอดในประเด็นด้านสมรรถภาพทางกาย ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน การรู้คิด ภาวะสมองเสื่อม ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ และปัจจัยทางสังคม เพื่อทำความเข้าใจว่า อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ผู้คนไม่เพียงมีชีวิตยืนยาว แต่ยังสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
อีกหนึ่งข้อค้นพบที่น่าสนใจคือ เส้นทางสู่การเป็นศตวรรษิกชนของแต่ละประเทศไม่ได้เหมือนกัน ญี่ปุ่นซึ่งเคยมีอัตราการเสียชีวิตของผู้สูงอายุสูงกว่าหลายประเทศในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 กลับมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนหลังทศวรรษ 1970 กลายเป็นประเทศที่ประชากรมีโอกาสรอดชีวิตในวัยสูงอายุสูงที่สุด ในทางตรงกันข้าม บางประเทศในยุโรป เช่น เดนมาร์กและสวีเดน ซึ่งเคยมีอัตราการอยู่รอดที่ดีกว่า กลับมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในอีกทิศทางหนึ่ง ผลการศึกษาจึงชี้ให้เห็นว่า ความยืนยาวของชีวิตเป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม นโยบายด้านสุขภาพ และสภาพแวดล้อมที่สะสมตลอดช่วงชีวิต มากกว่าจะอธิบายด้วยปัจจัยทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว
ด้วยเหตุนี้ งานวิจัย 5-COOP จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการศึกษาประชากรสูงอายุ เพราะได้เปลี่ยนมุมมองจากการศึกษาว่า "มีผู้ที่อายุครบ 100 ปีจำนวนเท่าใด" ไปสู่การแสวงหาคำตอบว่า สังคมจะสร้างโอกาสให้ผู้คนมีอายุยืนยาว พร้อมกับคงไว้ซึ่งสุขภาพ ความสามารถในการดำรงชีวิต และคุณภาพชีวิตที่ดีได้อย่างไร แนวคิดดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการวิจัยด้านการสูงวัยในระดับนานาชาติจนถึงปัจจุบัน
บทความนี้ขออุทิศเพื่อร่วมรำลึกถึง Professor Yasuhiko Saito จากประเทศญี่ปุ่น นักประชากรศาสตร์และนักพฤฒาวิทยาผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งอุทิศชีวิตให้กับการศึกษาด้านการสูงวัย สุขภาพประชากร และศตวรรษิกชน ผลงานของท่านมีส่วนสำคัญในการผลักดันองค์ความรู้ด้านการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ (healthy longevity) และสร้างรากฐานสำคัญให้กับการวิจัยด้านผู้สูงอายุในระดับนานาชาติ หนึ่งในนั้นคือโครงการ 5-Country Oldest Old Project (5-COOP) คุณูปการของท่านจะยังคงได้รับการสืบสานผ่านงานวิจัยและจากนักวิชาการรุ่นต่อ ๆ ไป เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ผู้คนไม่เพียงมีอายุยืนยาว หากยังสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีสุขภาวะและมีคุณภาพ
อ้างอิงข้อมูลงานวิจัยจาก
