ลองนึกถึงวันทำงาน หรือวันธรรมดาทั่ว ๆ ไปของเราดูว่า ในแต่ละวันที่ตื่นเช้ามา เราได้ดื่มหรือทานอะไรบ้าง บางคนอาจจะเริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการดื่มกาแฟชงสด หรือกาแฟแบบซอง 3 in 1 ที่รสชาติเข้มข้นสักแก้ว เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และพร้อมทำงาน ระหว่างวันอาจจะเป็นเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมสักขวด ดื่มพร้อมกับมื้ออาหาร ส่วนช่วงบ่าย หากรู้สึกง่วง หรืออยากเติมพลัง ก็อาจเลือกชาเย็น ชาเขียว หรือเครื่องดื่มแก้วโปรดสักแก้ว เพื่อช่วยให้ร่างกายมีแรง และไม่ง่วงซึมตลอดช่วงบ่ายของวันทำงาน
ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องปกติทั่วไปในหนึ่งวันที่หลายคนคุ้นเคย ใคร ๆ ก็เป็นแบบนี้
แต่มีใครเคยสังเกตตัวเองบ้างไหมว่า เวลาสั่งเครื่องดื่มชงสด หรือชาเย็นแก้วโปรด เราเลือกสั่งความหวานระดับไหนกัน?
เวลาที่พนักงานในร้านถามว่า “ลูกค้าเลือกความหวานที่ระดับไหนคะ?” เราตอบไปว่าอย่างไร?
หวานปกติ หวานน้อย หวาน 50% หวาน 25% หรือไม่หวานเลย? เราเลือกแบบไหนกัน
เคยลองคิดสักนิดไหมว่าระดับความหวานที่เราสั่งในแต่ละครั้ง มีปริมาณน้ำตาลเป็นส่วนประกอบมากน้อยแค่ไหน? และปริมาณน้ำตาลที่ได้รับจากเครื่องดื่มแก้วโปรด 1 แก้ว เกินกว่าปริมาณน้ำตาลที่แนะนำให้บริโภคต่อวันหรือไม่
ข้อมูลจาก “โครงการสำรวจติดตามพฤติกรรมการบริโภคเพื่อใช้ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในเครื่องดื่มที่มีรสหวานและเครื่องดื่มที่ได้สัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ ปี 25681” โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณใน 9 จังหวัด จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 6 ปีขึ้นไป จำนวน 7,948 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นครสวรรค์ สงขลา และสุรินทร์ ครอบคลุม 5 กลุ่มวัย ได้แก่ 10–14 ปี, 15–29 ปี, 30–44 ปี, 45–59 ปี และ 60 ปีขึ้นไป รวม 45 กลุ่ม พบว่า คนไทยนิยมดื่มเครื่องดื่มประเภทชา-กาแฟชงสดมากเป็นอันดับ 2 รองจากเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยมีการบริโภคเครื่องดื่มประเภทชงสดในปริมาณที่ค่อนข้างสูง และถือเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมในชีวิตประจำวัน
เมื่อสอบถามถึงพฤติกรรมการระดับความหวานที่นิยมสั่งซื้อ ผลจากสนทนากลุ่ม ชี้ให้เห็นว่าคนไทยชอบสั่งเครื่องดื่มที่มีรสหวานปกติ หรือหวานมาก โดยมองว่าเครื่องดื่มที่อร่อยต้องมีรสหวาน หากไม่หวานจะไม่อร่อย โดยผู้เข้าร่วมการสนทนากลุ่มท่านหนึ่งกล่าวว่า “กาแฟต้องหวานมาก หวานน้อยไม่อร่อย” บางคนเล่าว่าหากวันไหนอยากดื่มกาแฟหวาน ๆ ก็จะสั่งหวานเป็นพิเศษ “...วันไหนอยากกินหวานก็ไปสั่งเขาว่าขอกาแฟหวาน ๆ ...ขอเพิ่มหวานหน่อย ไม่เอารสขม จะสั่งแบบนี้” บางคนกล่าวว่าหากเป็นเครื่องดื่มที่รู้สึกว่ามีรสชาติไม่หวานมาก มักจะเลือกสั่งความหวานในระดับ 125% โดยพิจารณาจากรสชาติที่เคยบริโภคมาก่อน ดังที่ระบุว่า “...ถ้าเป็นน้ำพวกที่มันจืดๆ เช่น นมหวานหรือว่าอะไรจะสั่งเป็นหวานสัก 125%” “...ส่วนมากหนูชอบเพิ่มหวาน...เพิ่มจากรสชาติเดิม เพิ่มหวานนิดหน่อย ชอบรสชาติหวาน” “ที่นี่กินหวาน เขาบอกว่าบางทีก็สั่งหวานถึงพรุ่งนี้นะของฉัน” “ขอแบบหวานมาก หวานตัดขา” เป็นต้น บางกลุ่มนิยมสั่งหวานปกติ (100%) เพราะเคยชินกับรสชาติที่ดื่มเป็นประจำ “ตอนที่ผมไปสั่งก็สั่งปกติแล้ว หรือว่าผมไม่เคยสั่งอย่างอื่นนั่นแหละ ผมก็เลยสั่งแบบทีเดียวเลย” “สั่งก็ปกติเหมือนกันครับ เราไม่ได้กำหนดน้ำตาล เพราะว่าถ้าปกติไม่ได้กำหนด เขาก็จะใส่ประมาณ หวาน 100% อยู่แล้ว” และมีจำนวนน้อยที่เลือกสั่งแบบหวานน้อย หวาน 50% หรือไม่หวานเลย ส่วนใหญ่พบในกลุ่มที่ต้องการลดความอ้วน หรือในกลุ่มที่มีโรคประจำตัว ดังที่ระบุว่า “สั่งหวานน้อย...ไม่ค่อยชอบชาที่มันรสชาติหวานโดด ก็สั่งประมาณหวาน 50 หรือว่าหวานน้อย...เพราะมีลูก เรากังวลเรื่องสุขภาพ” “กาแฟเมื่อก่อนกินหวานปกติตอนนี้ก็เอาหวาน 50...ก็กลัวอ้วนเหมือนกัน”
การเลือกระดับความหวานของเครื่องดื่มที่ตนเองชอบมีความสัมพันธ์กับปริมาณน้ำตาลที่ได้รับในแต่ละวัน ซึ่งบางครั้งเราอาจไม่รู้ตัว ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (2565)2 ระบุว่าเครื่องดื่มชงขนาด 16 ออนซ์ หรือประมาณ 473 มิลลิลิตร ที่ระดับความหวาน 100% มีปริมาณน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 6.6 – 7.3 ช้อนชา ซึ่งสูงกว่าปริมาณน้ำตาลที่แนะนำให้บริโภคต่อวันไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หากเราดื่มมากกว่า 1 แก้วต่อวัน ความหวานหรือปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายได้รับต่อวันก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณโดยที่เราไม่รู้ตัว การได้รับน้ำตาลเกินความต้องการเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคอ้วนได้ในอนาคต
ในเมื่อเครื่องดื่มชงสดได้รับความนิยมและกลายเป็นสวนหนึ่งในชีวิตประจำวัน คำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้คนหันมาลดระดับความหวานในการสั่งเครื่องดื่มที่บริโภคเป็นประจำ หรือมีมาตรการใดที่จะเข้ามาสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มที่มีรสหวานของคนไทยได้ โดยที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2563 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินนโยบาย “หวานน้อยสั่งได้” อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนลดระดับความหวานในการสั่งเครื่องดื่มลง และในปี 2569 ได้ประกาศมาตรฐานความหวานใหม่ในเครื่องดื่มชงสด เป็น "หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%" ผ่านการร่วมมือกับสมาคมกาแฟไทย และผู้ประกอบการแบรนด์เครื่องดื่มรายใหญ่ของประเทศเป็นหลัก3 ซึ่งนโยบายนี้จะช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มที่บริโภคในชีวิตประจำวันลงจากเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง และจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคหวานลดลง อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงร้านค้ารายย่อยทั่วไปที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้น การมีมาตรการอื่นเข้ามาสนับสนุนควบคู่กันไปจึงอาจมีความจำเป็น เช่น การขยายความร่วมมือนโยบาย "หวานปกติ เท่ากับ หวาน 50%" ไปยังร้านค้าอื่น ๆ ทั่วไป การลดราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย หรือไม่หวานเลย การใช้มาตรการทางภาษี กับวัตถุดิบที่ให้ความหวาน เช่น ไซรัป นมข้นหวาน และครีมเทียมที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องดื่มชงสดเพื่อเพิ่มต้นทุนและลดความสะดวกในการเข้าถึงเครื่องดื่มที่มีความหวานสูง ซึ่งอาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการส่งเสริมให้ประชาชนลดการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานในวงกว้าง และนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มรสหวานในระยะยาว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างความตระหนักถึงภัยเงียบที่แฝงมากับเครื่องดื่มแก้วโปรดในชีวิตประจำวันอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
