The Prachakorn

Vietnam: ดานัง – ฮอยอัน | ระหว่างเมือง ฉัน และเธอ


ดวงหทัย แพงจิกรี

10 กันยายน 2569
3



“บางครั้งการเดินทางไม่ได้ทำให้เรารู้จักเพียงเมืองที่ไม่เคยไป
แต่ยังทำให้เราได้รู้จักคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ และตัวเราเองมากขึ้น”

“เราไปเวียดนามกันไหม?” 

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากบทสนทนาธรรมดาระหว่างฉันกับเธอ ประโยคสั้น ๆ ที่ในตอนนั้นไม่ได้มีความหมายมากไปกว่าการชวนกันออกไปเห็นสถานที่ใหม่ ๆ สักแห่ง เราเลือก “ดานัง” เมืองชายฝั่งของเวียดนามตอนกลางเป็นจุดหมายแรก ก่อนจะเดินทางต่อไปยัง “ฮอยอัน” เมืองเก่าที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก โดยไม่มีใครรู้เลยว่า ระยะทางเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรระหว่างเมืองทั้งสอง จะพาเราไปพบกับบรรยากาศ จังหวะชีวิต และความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

รูปที่ 1 Say Hi to Da Nang
ภาพโดย ผู้เขียน

ความประทับใจแรกของดานังสำหรับฉันไม่ได้มีเพียงสะพานมังกรที่ทอดตัวเหนือแม่น้ำฮัน หรือแนวชายฝั่งที่เปิดออกสู่ทะเลจีนใต้ (South China Sea) แต่คือ “การเคลื่อนไหว” ที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมเมือง รถจักรยานยนต์จำนวนมากเคลื่อนผ่านถนน ผู้คนเดินทางไปทำงาน ร้านค้า และร้านอาหารริมทางเปิดต้อนรับลูกค้า ขณะที่เรือประมงยังคงจอดเรียงรายอยู่ตามแนวชายฝั่ง ภาพของเมืองสมัยใหม่จึงดำเนินไปพร้อมกับวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอย่างกลมกลืนเป็นธรรมชาติ

บางสถานที่เราเคยเห็นจากภาพถ่ายและคิดว่าสวยงามมากพอแล้ว แต่เมื่อได้มายืนอยู่ตรงนั้น มองเห็นด้วยตาของตัวเอง ได้ยินเสียงของเมือง และสัมผัสบรรยากาศที่เคลื่อนไหวอยู่รอบตัว จึงพบว่า ความงดงามที่อยู่ตรงหน้าอาจมากกว่าที่ภาพถ่ายใดใดจะบอกเล่าได้ และระหว่างที่กำลังทำความรู้จักกับเมือง ฉันก็เริ่มรู้สึกว่า การเดินทางไม่ได้ทำให้เราได้รู้จักเพียงสถานที่ที่ไม่เคยไป หากยังเปิดโอกาสให้ฉันได้รู้จักเธอที่เดินอยู่ข้างๆ มากขึ้นด้วย บทสนทนาระหว่างทาง มื้ออาหารที่นั่งกินด้วยกัน ภาพถ่ายที่ผลัดกันถ่าย หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่ไม่ได้พูดอะไรกัน ล้วนค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำโดยที่เราไม่ทันสังเกต

ดานัง – เมืองที่เคลื่อนไหว 

ดานังทำให้เรารู้สึกถึงจังหวะของเมืองได้ตั้งแต่ถนนที่เต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์ ร้านค้า อาคารสมัยใหม่ ไปจนถึงผู้คนที่ดำเนินชีวิตอยู่ท่ามกลางความคึกคัก ในสายตานักเดินทาง เมืองอาจถูกจดจำจากสถานที่สำคัญอย่างสะพานมังกร แต่หากมองลึกลงไป สิ่งที่ทำให้เมืองมีชีวิตกลับเป็นรายละเอียดธรรมดาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

รูปที่ 2 Life of Road 
ภาพโดย ผู้เขียน

สิ่งที่ฉันชอบในการเดินทางครั้งนี้ คือ เราไม่ได้รู้จักดานังผ่านสถานที่ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ยังรู้จักเมืองผ่านอาหาร ผู้คน และวิถีชีวิต ร้านอาหารริมทางที่มีควันจากเตาถ่านลอยขึ้นพร้อมกลิ่นอาหาร ผู้คนที่นั่งพูดคุยกันหน้าร้าน หรือรถจักรยานยนต์ที่ไหลไปตามถนน สิ่งเหล่านี้อาจไม่ปรากฏอยู่ในรายการ “สถานที่ต้องไป” แต่กลับทำให้เราเข้าใกล้ชีวิตจริงของเมืองมากขึ้น

อาหารริมทางเองก็เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่เปิดให้นักเดินทางได้เรียนรู้วัฒนธรรมอย่างเป็นธรรมชาติ เราได้เห็นวัตถุดิบ วิธีปรุง วิธีการกิน และความสัมพันธ์ของผู้คนโดยแทบไม่ต้องมีคำอธิบาย บางครั้งอาหารเพียงหนึ่งจานจึงทำให้เราจดจำเมืองได้มากกว่าการเดินผ่านสถานที่สำคัญหลายแห่งเสียอีก

เมื่อเวลาผ่านไป ฉันเริ่มสนใจสิ่งที่อยู่ “ระหว่าง” สถานที่ต่าง ๆ มากขึ้น ผู้คนที่เดินสวนกัน บทสนทนาที่ฟังไม่เข้าใจ ร้านเล็ก ๆ ข้างทาง หรือช่วงเวลาที่ฉันกับเธอหยุดมองบางสิ่งพร้อมกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในแผนการเดินทาง แต่กลับเป็นส่วนที่ทำให้การเดินทางมีชีวิตขึ้นมา

จากดานัง สู่ ฮอยอัน - ระหว่างทาง

หลังจากใช้เวลาอยู่กับความเคลื่อนไหวของดานัง เราเดินทางต่อไปยังฮอยอัน ระยะทางระหว่างสองเมืองไม่ได้ไกลนัก แต่ยิ่งออกจากเมือง ความเร่งรีบก็ค่อย ๆ ลดลง ตึก ถนน และการจราจรเริ่มเปลี่ยนเป็นต้นไม้ บ้านเรือน และชุมชนที่ดูสงบขึ้นฉันกลับชอบช่วง “ระหว่างทาง” มากกว่าที่เคยคิด เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ได้พยายามไปถึงสถานที่ใดให้เร็วที่สุด เราเพียงมองสิ่งต่าง ๆ ผ่านไป บางครั้งพูดคุยกัน บางครั้งก็เงียบ ต่างคนต่างมองออกไปข้างนอก ระยะทางระหว่างดานังกับฮอยอันไม่ได้ไกลนัก แต่บางครั้งระยะทางเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนทั้งบรรยากาศของเมือง และจังหวะของ
การเดินทาง

ฉันจึงเริ่มเข้าใจว่า การเดินทางไม่ได้มีความหมายเฉพาะตอนที่เรา “ไปถึง” เพราะบางครั้งสิ่งสำคัญกลับเกิดขึ้นในช่วงที่เรากำลังเคลื่อนจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง และในการเดินทางครั้งนี้ พื้นที่ระหว่างดานังกับฮอยอันไม่ได้มีเพียงระยะทางของสองเมือง แต่ยังมีพื้นที่เล็ก ๆ ระหว่าง “ฉันกับเธอ” อยู่ด้วย

ฮอยอัน - เมืองที่เวลาช้าลง

เมื่อมาถึงฮอยอัน จังหวะของการเดินทางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หากดานัง คือ เมืองที่เคลื่อนไหว ฮอยอันกลับเป็นเมืองที่ชวนให้เราเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว บ้านเรือนเก่า ถนนสายเล็ก ร้านค้า และบรรยากาศริมแม่น้ำ ทำให้เราไม่รู้สึกว่าต้องแข่งขันกับเวลา เราสามารถหยุดมองรายละเอียดของอาคาร แวะร้านเล็ก ๆ หรือเพียงเดินไปเรื่อย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีจุดหมายชัดเจน

เมื่อเข้าสู่ช่วงเย็น เมืองค่อย ๆ เปลี่ยนอารมณ์ แสงจากโคมไฟหลากสีปรากฏขึ้นตามร้านค้าและถนน สำหรับฉัน โคมไฟไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของฮอยอัน หากเป็นสิ่งที่ทำให้เมืองมี “ความทรงจำ” อยู่ในตัวเอง เราเดินผ่านแสงเหล่านั้นไปด้วยกัน บางช่วงหยุดถ่ายรูป บางช่วงแวะดูร้านค้า และบางช่วงก็เพียงเดินอยู่ท่ามกลางผู้คนโดยไม่ได้พูดอะไรกันมากนัก

รูปที่ 3 The Colorful Lanterns of Hoi An Ancient Town
ภาพโดย ผู้เขียน

แปลกดีที่ความทรงจำบางอย่างไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใหญ่โต มันอาจเกิดจากการเดินอยู่ข้างกันในเมืองหนึ่ง จากเสียงหัวเราะเรื่อง
เล็ก ๆ จากการผลัดกันถ่ายรูป หรือจากช่วงเวลาที่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย ประสบการณ์ต่าง ๆ ในฮอยอัน ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือกระด้ง การเดินชมชุมชน หรือการลองสวมชุดอ๋าวหญ่าย ทำให้การท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงการยืนมองวัฒนธรรมจากภายนอก แต่เปิดโอกาสให้เราเข้าไปสัมผัสพื้นที่ ผู้คน และวิถีชีวิตในแบบที่ใกล้ขึ้น

ช่วงเวลาบนเรือเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะมากกว่าความเงียบ เราพยายามพายเรือ แม้ทิศทางจะไม่ได้เป็นไปตามที่คิดเสมอ แต่ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านั้นกลับทำให้ช่วงเวลานั้นน่าจดจำ ฉันเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่ทำให้สถานที่หนึ่งกลายเป็น “ความทรงจำ” ไม่ได้อยู่ที่ความสวยงามของสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันและเธอ ในสถานที่นั้นด้วย

เมืองสองเมือง - จังหวะสองแบบ

เมื่อมองย้อนกลับไป ดานังและฮอยอันอยู่ไม่ไกลกัน แต่กลับมีบุคลิกแตกต่างอย่างชัดเจน ดานังสะท้อนความเป็นเมืองสมัยใหม่ที่กำลังเติบโต เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวและมีทะเลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ขณะที่ฮอยอันมีจังหวะช้ากว่า เต็มไปด้วยร่องรอยของมรดก วัฒนธรรม ชุมชน และความทรงจำ ความแตกต่างนี้ทำให้ฉันได้คิดว่า เมืองไม่ได้ประกอบขึ้นจากอาคารหรือสถานที่ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประวัติศาสตร์ ผู้คน วัฒนธรรม และวิธีที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่นั้น เมืองจึงไม่ใช่เพียง “สถานที่” แต่เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างพื้นที่กับผู้คน และสำหรับฉัน ดานังคือความเคลื่อนไหว ขณะที่ฮอยอันคือ ความเนิบช้า แต่สิ่งที่เชื่อมเมืองทั้งสองเข้าด้วยกันกลับเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น “ระหว่างทาง” และ “เธอ”

รูปที่ 4 Along the Way: From Da Nang to Hoi An
ภาพโดย ผู้เขียน

เมื่อกลับมาดูภาพถ่ายจากการเดินทางครั้งนั้น ฉันยังจำสะพานมังกร ถนนที่เต็มไปด้วยรถจักรยานยนต์ อาหารริมทาง บ้านเก่า เรือกระด้ง และแสงจากโคมไฟในฮอยอันได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันนึกถึงเสมอ คือ คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นพร้อมกับฉัน บางภาพเรายืนอยู่ด้วยกัน บางภาพมีเพียงฉัน และบางภาพไม่มีเธออยู่ในเฟรมเลย เพราะเธอคือคนที่ยืนอยู่หลังกล้อง

เมื่อคิดย้อนกลับไป ฉันจึงรู้ว่า ตลอดการเดินทาง เราไม่ได้เพียงเคลื่อนจากสถานที่หนึ่งไปสู่อีกสถานที่หนึ่ง แต่กำลังสร้างความทรงจำร่วมกันผ่านสิ่งเล็กๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

สิ่งที่เราเอากลับบ้าน

เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง เราอาจนำของฝากและภาพถ่ายกลับบ้าน แต่สิ่งที่ยังคงอยู่หลังจากกระเป๋าเดินทางถูกเก็บเข้าที่ กลับเป็นความทรงจำจากช่วงเวลาธรรมดา ๆ บทสนทนา เสียงหัวเราะ ความเงียบระหว่างทาง และคนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน เราอาจออกเดินทางเพราะอยากเห็นเมืองที่ไม่เคยเห็น อยากสัมผัสวัฒนธรรมที่แตกต่าง หรืออยากออกจากความคุ้นเคยของชีวิตประจำวันสักระยะ แต่ระหว่างที่กำลังทำความรู้จักโลกภายนอก เรากลับได้รู้จักตัวเองและคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ดานังและฮอยอันจึงไม่ได้เหลืออยู่ในความทรงจำของฉันเพียงในฐานะจุดหมายปลายทางสองแห่ง หากเป็นพื้นที่ของช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต ที่มีทั้งเมือง ผู้คน เรื่องราว และใครบางคนอยู่ในความทรงจำนั้นด้วย บางเมืองเราจำได้เพราะสถานที่ แต่บางเมืองเราจำได้ เพราะใครบางคนเคยอยู่ที่นั่นกับเรา และสำหรับการเดินทางครั้งนี้ ความทรงจำนั้นคงมีชื่อว่า “ดานัง – ฮอยอัน | ระหว่างเมือง ฉัน และเธอ”


เอกสารอ้างอิง

  • การท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนาม. (ม.ป.ป.). ดานัง (Da Nang). Vietnam Tourism. เว็บไซต์ Vietnam Tourism

 

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th