The Prachakorn

งานก็ต้องทำ พ่อแม่ก็ต้องดูแล: ออกแบบนโยบายให้คนวัยทำงานไม่ต้องลาออก


จงจิตต์ ฤทธิรงค์

29 กันยายน 2569
1



เมื่อ “งาน” กับ “การดูแลพ่อแม่” ไม่ควรเป็นทางเลือกที่ต้องเลือกเพียงอย่างเดียว

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมหารือแนวทางพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากโครงสร้างประชากรไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายภาคส่วน ทั้งฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ผู้แทนผู้สูงอายุ และนักวิชาการ มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ เพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มแรงงานสูงอายุสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มตามสิทธิและสวัสดิการที่ได้รับ ได้แก่ 1) ข้าราชการเกษียณอายุ ซึ่งได้รับบำนาญตามหลักเกณฑ์ของระบบราชการไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย 2) แรงงานในระบบประกันสังคม ซึ่งมีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพเมื่ออายุครบ 55 ปี หรือสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน และ 3) แรงงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้หลังวัยทำงานจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเงินออมของตนเอง ดังนั้น หากมองจากมิติความมั่นคงทางรายได้ กลุ่มแรงงานในระบบประกันสังคมและแรงงานนอกระบบจึงเป็นกลุ่มสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุนให้สามารถทำงานต่อได้ หากยังมีความพร้อมและต้องการทำงาน

มองการทำงานผ่าน “เส้นทางชีวิต”

ในฐานะนักประชากรศาสตร์ เรามักมองนโยบายผ่านแนวคิดการเปลี่ยนผ่านตามช่วงชีวิต (life course approach) และ รุ่นอายุ (cohort) จึงได้เสนอในที่ประชุมว่า การส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุไม่ควรเริ่มต้นเมื่อคนเข้าสู่วัย 60 ปีแล้วเท่านั้น แต่ควรเริ่มตั้งแต่ ก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุ เหตุผลสำคัญคือ เราไม่ควรรอให้คนออกจากตลาดแรงงานไปก่อนแล้วจึงพยายามดึงกลับเข้ามา เพราะเมื่อออกจากงานไปนาน โอกาสในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจแคบลง ทั้งจากอายุ ทักษะที่ล้าสมัย และการแข่งขันกับแรงงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y (อายุ 32-46 ปี) ซึ่งเป็นประชากรวัยแรงงานกลุ่มใหญ่ คิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด 

เจนเนอเรชันรุ่น “เดอะแบก”

คนกลุ่มนี้มีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเป็นกำลังสำคัญในการสร้างผลิตภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะเดียวกัน Gen Y และ Gen X บางส่วนยังอยู่ในวัยที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว หลายคนต้องดูแลทั้งพ่อแม่สูงอายุและบุตรของตนเอง จนกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “รุ่นเดอะแบก” เมื่อภาระการดูแลเพิ่มขึ้น แต่สถานที่ทำงานไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอ คนกลุ่มนี้จึงอาจต้องเลือกระหว่าง “งาน” กับ “ครอบครัว” และบางคนตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อดูแลพ่อแม่

การดูแลพ่อแม่เป็นเรื่องที่มีคุณค่า แต่ไม่ควรต้องแลกด้วยการออกจากงาน

การตัดสินใจดูแลพ่อแม่สูงอายุเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และเชื่อว่าหลายคนต้องการใช้เวลาดูแลบุคคลอันเป็นที่รักให้ดีที่สุด แต่ในความเป็นจริง “การดูแลมีต้นทุน” แม้คนไทยจะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือ รวมถึงเวลาที่ต้องใช้ในการดูแล ยังคงเป็นภาระของครอบครัว

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะดูแลผู้สูงอายุ?” แต่ต้องถามต่อว่า “เมื่อพ่อแม่ที่เคยดูแลเสียชีวิตลงแล้ว ผู้ดูแลจึงหมดภาระการดูแลอย่างที่เคยทำ แล้วใครจะดูแลพวกเขาในวันที่ไม่มีงานทำและขาดความมั่นคงทางการเงิน?”

หากคนวัยทำงานต้องลาออกจากงานเป็นเวลานาน พวกเขาอาจสูญเสียรายได้ ขาดความต่อเนื่องในการทำงาน ขาดโอกาสพัฒนาทักษะ และอาจสูญเสียความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะเดียวกัน เมื่อพร้อมกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานอีกครั้ง ก็ต้องแข่งขันกับแรงงานที่อายุน้อยกว่า มีทักษะใหม่กว่า และมีประสบการณ์การทำงานที่ต่อเนื่องกว่า โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและ AI เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การออกแบบนโยบายจึงไม่ควรรอให้คนลาออกแล้วค่อยหาทางช่วยเหลือ แต่ควรป้องกันไม่ให้การลาออกเกิดขึ้นตั้งแต่แรก

บทเรียนจากญี่ปุ่น: ทำอย่างไรให้ “ดูแลพ่อแม่ได้ และยังทำงานต่อได้”

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญปัญหาสังคมสูงวัยมาก่อนประเทศไทย และมีบทเรียนด้านนโยบายที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการพยายามป้องกันไม่ให้คนวัยทำงานที่มีทักษะและประสบการณ์ต้องออกจากงานเพียงเพราะภาระดูแลสมาชิกครอบครัว 

ญี่ปุ่นมีคนวัยแรงงานอายุ 40-50 ปีขึ้นไปลาออกจากงานเพื่อการดูแลผู้สูงอายุมากกว่า 100,000 คนต่อปี ซึ่งประเมินเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ 9 พันล้านเยน หรือ ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท1

ในมุมเศรษฐกิจ การลาออกของแรงงานที่มีทักษะไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของครอบครัว แต่ยังหมายถึง การสูญเสียกำลังแรงงานและผลิตภาพของประเทศด้วย ดังนั้น ระบบสวัสดิการและตาข่ายทางสังคม (social safety net) สามารถช่วยให้คนทำงานและดูแลครอบครัวไปพร้อมกันได้ ญี่ปุ่นจึงได้พัฒนานโยบายที่มีเป้าหมายสำคัญคือ ไม่ต้องลาออกจากงานเพื่อดูแลครอบครัว (zero resignation policy) โดยใช้ทั้งสิทธิการลาและการปรับรูปแบบการทำงานควบคู่กัน ได้แก่

การลาเพื่อดูแลสมาชิกครอบครัว (Caregiver Leave): ลาได้รวมสูงสุด 93 วันต่อสมาชิกครอบครัวหนึ่งคน และแบ่งลาได้ไม่เกิน 3 ช่วง เพื่อให้สามารถวางแผนการดูแลในระยะต่าง ๆ ได้ มาตรการนี้สามารถช่วยตอบสนองความต้องการเวลาในการดูแลสมาชิกครอบครัวและลดการลาออกจากงานได้อย่างมีนัยสำคัญ2

การลาเพื่อกิจธุระในการดูแล (Caregiver Time Off): ลาได้สูงสุด 5 วันต่อปี หรือ 10 วัน หากมีสมาชิกครอบครัวตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปที่ต้องได้รับการดูแล ก็สามารถลาเป็นรายวันหรือรายชั่วโมง เช่น เพื่อพาไปพบแพทย์หรือจัดการเหตุฉุกเฉิน3

การปรับเวลาการทำงาน (Work-hour Adjustments): ลูกจ้างสามารถขอยกเว้นการทำงานล่วงเวลา จำกัดการทำงานในช่วงกลางคืน หรือขอลดชั่วโมงการทำงาน เพื่อให้สามารถทำงานควบคู่กับการดูแลสมาชิกครอบครัวได้4

การคุ้มครองจากการเลิกจ้าง (Protection from Dismissal): กฎหมายคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ถูกเลิกจ้างหรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเพียงเพราะใช้สิทธิลาเพื่อดูแลสมาชิกครอบครัว5

นอกจากสิทธิของลูกจ้างแล้ว ญี่ปุ่นยังสนับสนุนให้นายจ้างปรับรูปแบบการทำงาน เช่น การทำงานทางไกล (Telework) และเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น รวมถึงส่งเสริมให้ลูกจ้างเข้ารับคำปรึกษาจากบุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแล (Care Manager) ตั้งแต่ระยะแรก ก่อนที่ภาระการดูแลจะกลายเป็นวิกฤตจนต้องลาออก ขณะเดียวกัน รัฐยังพยายามเสริมความเข้มแข็งของระบบบริการดูแลระยะยาวและเพิ่มค่าตอบแทนบุคลากรดูแล เพื่อให้ครอบครัวมีทางเลือกในการใช้บริการมากขึ้น และลดภาระที่ตกอยู่กับสมาชิกครอบครัว

จาก “ต้องลาออกเพื่อดูแล” สู่ “ทำงานต่อพร้อมดูแล”

บทเรียนสำคัญจากญี่ปุ่นจึงไม่ใช่เพียงการให้สิทธิลา แต่คือการออกแบบระบบทั้งระบบเพื่อให้คนวัยทำงานสามารถรักษาความสมดุลระหว่างงานกับการดูแลครอบครัว แนวคิดสำคัญคือการเปลี่ยนจาก “ต้องลาออกเพื่อดูแลพ่อแม่” เป็น “สามารถทำงานต่อไปพร้อมกับการดูแลพ่อแม่ได้” นั่นหมายถึงการใช้มาตรการหลายด้านร่วมกัน ทั้ง สิทธิการลา การทำงานที่ยืดหยุ่น การคุ้มครองลูกจ้าง บริการดูแลระยะยาว และการสนับสนุนนายจ้าง

สำหรับประเทศไทย โดยกระทรวงแรงงานที่จัดให้มีวาระการประชุมเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุจึงอาจต้องมองให้กว้างกว่าการถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนอายุ 60 ปีขึ้นไปทำงาน” แต่ควรถามตั้งแต่ก่อนหน้านั้นว่า“จะทำอย่างไรให้คนวัยทำงานสามารถทำงานได้ต่อเนื่องไปจนถึงวัยสูงอายุ โดยไม่ต้องออกจากงานเพราะภาระการดูแลครอบครัว?” เพราะในสังคมสูงวัย การรักษาคนให้อยู่ในตลาดแรงงานตั้งแต่วันนี้ สำคัญไม่แพ้การสร้างงานให้ผู้สูงอายุในวันข้างหน้า


อ้างอิง

  1. Karita M, Nojima M. More Japanese workers quitting to provide care to family members Japan: The Japan News; 2025 [Available from: https://asianews.network/more-japanese-workers-quitting-to-provide-care-to-family-members/.
  2. Niimi Y. Juggling paid work and elderly care provision in Japan: Does a flexible work environment help family caregivers cope? Journal of the Japanese and International Economies. 2021;62:101171.
  3. S Ikeda AM, J Eales & J Fast,. Care Leave Policies in Japan. In: The Japan Institute for Labour Policy and Training, editor.: Economic and Social Research Council 2022.
  4. Japan Government. Act on Childcare Leave, Caregiver Leave, and Other Measures for the Welfare of Workers Caring for Children or Other Family Members Japan1991.
  5. Karita M, Nojima M, Shimbun Y. More Workers Quitting to Provide Care to Family Members; Employees Lack Understanding of Support Systems Japan: The Japan News; 2025 [Available from: https://japannews.yomiuri.co.jp/politics/politics-government/20250715-269726/.

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th