ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว โดยมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมทั้งสิ้น 14,378,699 คน คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งหากเราเจาะลึกโครงสร้างประชากรสูงวัยตามช่วงอายุและเพศ จะพบประเด็นสำคัญทางสาธารณสุขที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ดังนี้
ผู้สูงอายุวัยต้น (60–69 ปี) คือกลุ่มใหญ่ที่สุด จำนวน 8,026,918 คน หรือกว่า ร้อยละ 55 ของประชากรสูงอายุ ประชากรกลุ่มนี้เปรียบเสมือน “โอกาสทอง” ของระบบสาธารณสุข เพราะส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาวะพึ่งพาตนเองได้ การเน้นย้ำเรื่องการป้องกันโรคเชิงรุก โภชนาการ และการออกกำลังกายในวัยนี้ จะเป็นคีย์สำคัญในการชะลอไม่ให้พวกเขาเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาวะติดบ้าน หรือติดเตียงก่อนวัยอันควร
ผู้สูงอายุวัยกลางและวัยปลาย (70 ปีขึ้นไป) มีจำนวนรวมกันสูงถึง 6.35 ล้านคน แบ่งเป็นวัยกลาง (70–79 ปี) จำนวน 4,414,736 คน และวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) อีก 1,937,045 คน กลุ่มนี้มีภาวะความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ภาวะสมองเสื่อม และความเปราะบางของร่างกายสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้ความต้องการระบบการดูแลระยะยาว และผู้ดูแล เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
“ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชาย” ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ผู้สูงอายุหญิงมีจำนวนรวม 8,067,298 คน ซึ่งมากกว่าผู้ชายที่มีจำนวน 6,311,401 คน อยู่เกือบ 1.76 ล้านคน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) มีผู้หญิงมากถึง 1,174,618 คน ขณะที่ผู้ชายมีเพียง 762,427 คน สะท้อนว่าประเด็นสุขภาพผู้สูงอายุในระยะยาว จะเกี่ยวข้องกับสุขภาวะของผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาวะกระดูกพรุน สุขภาพจิต หรือการอยู่อาศัยตามลำพังในวัยชรา

เมื่อพิจารณาในมิติทางกาย ปัญหาสุขภาพที่เปรียบเสมือน “คลื่นใต้น้ำ” ซึ่งกำลังคุกคามสุขภาวะของผู้สูงอายุไทย คือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จากข้อมูลแนวโน้มอัตราป่วยต่อประชากรแสนคน ในกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ถึง 2567 แสดงให้เห็นถึงอัตราการป่วยที่ “เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มโรค” โดยมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ดังนี้
โรคความดันโลหิตสูง ภัยเงียบอันดับ 1 ที่พุ่งเกินครึ่งหนึ่งของประชากรสูงวัย อัตราการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงยังคงสูงสุด และเพิ่มขึ้นจาก 47,728.1 (ปี 2565) เป็น 50,625.7 (ปี 2566) และทะลุ 52,971.6 ต่อแสนประชากร ในปี 2567 ซึ่งหมายความว่า ผู้สูงอายุไทยมากกว่า 1 ใน 2 คนกำลังเผชิญกับภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่นำไปสู่โรคอื่นๆ ตามมา
โรคเบาหวาน ภัยคุกคามทรงตัวในระดับสูง เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังอันดับ 2 ที่มีอัตราป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 22,552.5 ในปี 2565 ขึ้นมาเป็น 25,671.7 ต่อแสนประชากร ในปี 2567 หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของผู้สูงอายุ สะท้อนถึงความจำเป็นในการควบคุมพฤติกรรมโภชนาการและการบริโภคน้ำตาลในภาพรวม
โรคระบบหัวใจ หลอดเลือด และสมอง วิกฤตก้าวกระโดด สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเชิงสาธารณสุข คือ “อัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว” ของโรคกลุ่มนี้ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด พุ่งสูงขึ้นจาก 6,698.1 ในปี 2565 มาเป็น 10,213.6 ต่อแสนประชากร ในปี 2567 (เติบโตสูงขึ้นกว่า 52% ภายในเวลาเพียง 2 ปี) โรคหลอดเลือดสมอง เพิ่มขึ้นจาก 5,639.4 เป็น 8,004.2 ต่อแสนประชากร ในช่วงเวลาเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของสองโรคนี้น่ากลัวเป็นพิเศษ เพราะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุเปลี่ยนจากกลุ่ม “ติดสังคม” ไปสู่ภาวะทุพพลภาพ หรือกลายเป็นผู้สูงอายุ “ติดบ้านและติดเตียง” อย่างฉับพลัน
โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง (ปอดอุดกั้น, หอบหืด) แม้จะมีสัดส่วนน้อยที่สุดใน 5 กลุ่มโรค แต่มีแนวโน้มไต่ระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 3,117.2 เป็น 4,754.7 ต่อแสนประชากร ในปี 2567 ซึ่งส่วนหนึ่งสอดคล้องกับความเสื่อมตามวัย ร่วมกับปัจจัยมลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อปอดของผู้สูงอายุโดยตรง
ตัวเลขที่ไต่ระดับขึ้นทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว หากไม่มีระบบการคัดกรองและการชะลอโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ผู้สูงอายุวัยต้นที่เริ่มป่วยด้วยความดันหรือเบาหวาน ก็จะทยอยสะสมความเสื่อมจนกลายเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง หรือไตวายในวัยกลางและวัยปลาย
ดังนั้น การรับมือวิกฤต NCDs จึงไม่ควรมุ่งเน้นแค่ “การรักษาเมื่อป่วย” แต่ต้องเร่งยกระดับไปสู่ “การป้องกันโรคเชิงรุก” ตั้งแต่ช่วงวัยสูงอายุเริ่มต้น เพื่อชะลออัตราป่วยเหล่านี้ไม่ให้พุ่งสูงไปมากกว่านี้
ในส่วนนี้ผู้เขียนขอจบตอนที่ 1 ของบทความ “สุขภาพผู้สูงอายุไทย: โจทย์ใหญ่และความท้าทายระดับชาติที่สังคมต้องก้าวผ่าน” ไว้ในส่วนของมิติทางกาย และขอชวนติดตามเรื่องของมิติทางใจ รวมถึงแนวทางการส่งเสริมป้องกันเชิงรุก “สุขภาพผู้สูงอายุไทย: โจทย์ใหญ่และความท้าทายระดับชาติที่สังคมต้องก้าวผ่าน” ในตอนที่ 2 ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
