ในส่วนของตอนที่ 1 ผู้เขียนจบไว้ที่มิติทางกาย สำหรับตอนที่ 2 นี้ จะชวนมาดูมิติทางใจกันบ้าง
พายุที่มองไม่เห็น: สุขภาวะทางใจ ความเครียด และพลังใจที่ถดถอย
นอกจากปัญหาสุขภาพทางกายจากกลุ่มโรค NCDs แล้ว “สุขภาวะทางจิตใจ” เป็นอีกหนึ่งมิติที่ไม่ควรมองข้าม จากข้อมูลการคัดกรองสุขภาพจิตผ่านระบบ Mental Health Check In (มกราคม – มิถุนายน 2569) จัดทำโดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โดยมีผู้สูงอายุ จำนวน 162,486 คน เป็นผู้ตอบประเมิน ข้อมูลสะท้อนสุขภาพจิตใจของผู้สูงอายุในภาพรวมที่น่าสนใจใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
- สัญญาณเตือนระยะแรก (ความเครียดสะสมและพลังใจที่เริ่มถดถอย) เมื่อพิจารณาในภาพรวม พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังคงจัดการภาวะอารมณ์ได้ดี แต่มีผู้สูงอายุถึง ร้อยละ 13.7 (รวมระดับน้อย ปานกลาง และรุนแรง หรือคิดเป็น 22,209 คน) ที่กำลังเผชิญกับ ภาวะความเครียด สอดคล้องกับตัวเลขผู้สูงอายุที่มี ความเสี่ยงด้านพลังใจต่ำ (Resilience Quotient: RQ) รวมกันสูงถึง ร้อยละ 16.9 (27,498 คน) การที่พลังใจ (RQ) ถดถอยร่วมกับความเครียดสะสม ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยกำลังสูญเสียความสามารถในการยืดหยุ่นและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของชีวิต เช่น การสูญเสียบทบาทหลังเกษียณ หรือภาวะพึ่งพิงจากโรคทางกาย ซึ่งเป็นปัญญาเสี่ยงสำคัญที่จะพัฒนากลายเป็นภาวะซึมเศร้าในอนาคต
- กลุ่มวิกฤตที่ต้องการการเยียวยาเร่งด่วน (ภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงฆ่าตัวตาย) แม้สัดส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงระดับรุนแรงจะคิดเป็นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ทั้งหมด แต่ในเชิงสาธารณสุข “ตัวเลขทุกตัวก็คือชีวิต”
- ภาวะเสี่ยงซึมเศร้า (9Q (9Q ≥7) พบประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงถึง 952 คน (ร้อยละ 0.59) โดยมีผู้ที่มีอาการซึมเศร้าในระดับปานกลางถึงรุนแรงรวมกัน 219 คน
- ภาวะเสี่ยงฆ่าตัวตาย (8Q ≥ 1) พบผู้มีความเสี่ยง 267 คน (ร้อยละ 0.16) โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่มีความเสี่ยงในระดับรุนแรงถึง 83 คน
- ภาวะหมดไฟ (Burnout) พบกลุ่มเสี่ยงสูง 508 คน (ร้อยละ 0.31) ซึ่งอาจสะท้อนถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงานหนัก หรือกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ที่เผชิญภาวะความเครียดเรื้อรัง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Mental Health Check In เป็นการประเมินตนเองผ่านระบบออนไลน์ ผู้ที่เข้ามาทำส่วนใหญ่อาจเป็นผู้สูงอายุวัยต้น หรือผู้ที่พอจะเข้าถึงเทคโนโลยีได้ ดังนั้น ผู้สูงอายุวัยปลาย กลุ่มติดบ้าน ติดเตียง หรือกลุ่มที่โดดเดี่ยวจริงๆ อาจยังเข้าไม่ถึงการประเมินนี้ ดังนั้นสถิติผู้ป่วยซึมเศร้าในความเป็นจริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่ปรากฏ
หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569
ภาพ 1 การประเมินภาวะสุขภาพจิต
ที่มาภาพ: https://checkin.dmh.go.th/dashboards
ทางออกเชิงรุก: ขยับกาย ขยับใจ ก่อนจะสายเกินแก้
การส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ถือเป็น “ยาเม็ดสำคัญ” ในการป้องกันทั้งโรคทางกาย (NCDs) และฟื้นฟูสุขภาพจิตใจ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการมีกิจกรรมทางกายจำแนกตามช่วงอายุและเพศ สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญเพื่อการวางยุทธศาสตร์เชิงรุกดังนี้
ผู้หญิงสูงวัยคือกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องเร่งส่งเสริม ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า ผู้หญิงมีสัดส่วนในกลุ่มที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอสูงถึง ร้อยละ 57.7 ขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ร้อยละ 42.3 ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุหญิงที่มากกว่าชาย สะท้อนว่า ผู้สูงอายุหญิงไทยส่วนใหญ่ยังขาดการเคลื่อนไหวร่างกายที่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย โรคกระดูกพรุน และภาวะความดันโลหิตสูง
ช่วงวัยเปลี่ยนผ่าน (59–60 ปี) คือ “โอกาสทอง” ในการปลูกฝังพฤติกรรม เมื่อพิจารณากลุ่มก่อนเกษียณอายุ (59–60 ปี) พบว่ามีสัดส่วนผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอสูงใกล้เคียงกันทั้งสองผู้ชายและผู้หญิง (ร้อยละ 48.2 และ ร้อยละ 51.8) ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเนย่นิ่ง (Sedentary Lifestyle) เริ่มสะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนเกษียณ การรอให้ถึงอายุ 60 ปี แล้วค่อยเริ่มส่งเสริมจึงอาจสายเกินไป

แนวปฏิบัติเชิงนโยบายและกิจกรรม
จากข้อมูลข้างต้น การออกแบบโปรแกรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายจึงไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกับทุกคนได้ แต่ต้อง “ออกแบบให้สอดคล้องกับเพศและช่วงวัย” ดังนี้
- มาตรการเจาะกลุ่มผู้สูงอายุหญิง เน้นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและข้อต่อ พร้อมทั้งสร้างมิติทางสังคม เช่น กิจกรรมไลน์แดนซ์ (Line Dance) การรำไม้พลอง รำไทเก๊ก หรือโยคะ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาความเหงาและเพิ่มพลังใจ (RQ) ได้อีกด้วย
- การเตรียมความพร้อมในวัยก่อนเกษียณ (59–60 ปี) จัดโปรแกรม “เตรียมกายก่อนเกษียณ” ในสถานประกอบการหรือชุมชน โดยเน้นย้ำการปรับพฤติกรรมลดการนั่งนานๆ การออกกำลังกายเสริมมวลกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise) สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกายก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างสมบูรณ์
- การปรับสภาพแวดล้อมชุมชนให้เอื้อต่อการขยับร่างกาย ส่งเสริมให้เกิด “พื้นที่สุขภาวะ” ในระดับท้องถิ่น (Active Environment) เช่น สวนสาธารณะที่ปลอดภัย ทางเดินเท้าที่เรียบและมีแสงสว่างเพียงพอ รวมถึงการเพิ่มอุปกรณ์กายบริหารในศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุทุกกลุ่มเข้าถึงการมีกิจกรรมทางกายได้ง่ายขึ้น

ที่มาภาพ: https://www.paradisepark.co.th/blog/paradise-park-health-wellness-linedance/
สู่อนาคต: จาก "การมีอายุยืน" สู่การอยู่อย่างมีสุขภาวะและศักดิ์ศรี
การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย ด้วยจำนวนประชากรสูงอายุที่ทะลุ 14.37 ล้านคน ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางประชากรศาสตร์ แต่คือ “บททดสอบครั้งใหญ่” ของระบบสาธารณสุขและสังคมไทยในทุกมิติ ข้อมูลสะท้อนภาพชัดเจนว่า ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก
- ทางกาย การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มโรค NCDs โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงที่ครอบคลุมประชากรสูงวัยเกินครึ่ง รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจที่พร้อมจะเปลี่ยนผู้สูงอายุกลุ่ม “ติดสังคม” ให้กลายเป็นภาวะพึ่งพิง
- ทางใจ ความเครียดสะสมและพลังใจ (RQ) ที่เริ่มถดถอย ซึ่งเป็น “สัญญาณเตือนเงียบ” ก่อนจะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและการสูญเสียคุณค่าในตนเอง
- พฤติกรรมสุขภาพ สัดส่วนการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหญิงและกลุ่มวัยก่อนเกษียณ (59–60 ปี) ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งความเสื่อมถอยของร่างกายก่อนวัยอันควร
เปลี่ยนมุมมอง ปรับจากการ “ตามรักษา” เป็น “ยุทธศาสตร์การป้องกันเชิงรุก”
อนาคตของสุขภาวะผู้สูงอายุไทยจะยั่งยืนได้ ไม่ใช่การทุ่มงบประมาณไปที่การสร้างโรงพยาบาลหรือการรักษาปลายทาง แต่คือการ “ลงทุนกับระบบป้องกันเชิงรุก” ที่ต้องอาศัยการขยับตัวและบูรณาการร่วมกัน ดังนี้
- ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย: ปรับเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณสาธารณสุขระดับประเทศจากการมุ่งเน้นการรักษา มาสู่การป้องกันโรค เร่งจัดสรรทรัพยากรหนุนเสริมระบบการดูแลระยะยาว และขับเคลื่อนนโยบายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้าง "เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ"
- ระบบบริการสาธารณสุขและโรงพยาบาล: ยกระดับบทบาทของโรงพยาบาล ชุมชน และ รพ.สต. ในการ ผสานการดูแลกายและใจเป็นหนึ่งเดียว โดยให้บริการคัดกรองโรค NCDs ควบคู่ไปกับการประเมินสุขภาพจิต (ST5, 9Q, RQ) เชิงรุกในระดับบริการปฐมภูมิ เพื่อยับยั้งความเสื่อมถอยแบบองค์รวมตั้งแต่เนิ่น ๆ
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน: จัดทำ "พื้นที่สุขภาวะ" ที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ สนับสนุนงบประมาณจัดกิจกรรมทางกายที่สอดคล้องกับเพศและวัย เช่น ไลน์แดนซ์ รำไทเก๊ก รวมถึงสร้างเครือข่ายจิตอาสา ในการดูแลผู้สูงอายุเพื่อลดภาวะความเหงาและการโดดเดี่ยวทางสังคม
- ตัวผู้สูงอายุและประชากรวัยก่อนเกษียณ: ปรับแนวคิดเรื่องการดูแลสุขภาพ โดยไม่รอให้ถึงอายุ 60 ปี แต่ต้องเร่งสะสม "ทุนสุขภาพ" ตั้งแต่ช่วงอายุ 50–59 ปี ผ่านการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และฝึกการดูแลสุขภาวะทางอารมณ์ของตนเอง
ท้ายที่สุดแล้ว การแก้โจทย์ใหญ่ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทยไม่ได้วัดความสำเร็จที่การยืด “อายุขัย” ให้ยาวนานที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการขยาย “ช่วงเวลาแห่งการมีสุขภาวะที่ดี” ให้ยืนยาวควบคู่กันไปกับการเตรียมความพร้อมแบบองค์รวม ทั้งการสกัดกั้นโรคเรื้อรังทางกาย การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เข้มแข็ง และการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพด้วยการมีกิจกรรมทางกายตั้งแต่วัยก่อนเกษียณ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนข้อจำกัดของความชราให้กลายเป็น “พฤฒิพลัง” เพื่อให้ผู้สูงอายุทุกคนสามารถก้าวเดินบนเส้นทางบั้นปลายของชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และพึ่งพาตนเองได้ และเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าของสังคมไทยต่อไปอย่างยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
- กระทรวงสาธารณสุข. (2568). ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ: รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อ. https://dvis3.ddc.moph.go.th/t/DDC_CENTER_NCD/views/DashboardNCDFinal/INJ
- กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2569). Mental health check in: ระบบประเมินสุขภาพจิต. สืบค้น 27 กรกฎาคม 2569, จาก https://checkin.dmh.go.th/dashboards
- สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. ระบบสถิติทะเบียนประชากรและบ้าน: รายงานสถิติจำนวนประชากรรายอายุ. สืบค้น 27 กรกฎาคม 2569, จาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/displayData
- ศูนย์พัฒนาความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย. (2567). สถานการณ์การกิจกรรมทางกายที่เพียงพอประชากรไทย ปี 2567. สืบค้น 29 กรกฎาคม 2569, จาก https://tpak.or.th/public/th