The Prachakorn

สุขภาพผู้สูงอายุไทย: โจทย์ใหญ่และความท้าทายระดับชาติที่สังคมต้องก้าวผ่าน (ตอนที่ 2)


กัญญา อภิพรชัยสกุล

08 ตุลาคม 2569
1



ในส่วนของตอนที่ 1 ผู้เขียนจบไว้ที่มิติทางกาย สำหรับตอนที่ 2 นี้ จะชวนมาดูมิติทางใจกันบ้าง

พายุที่มองไม่เห็น: สุขภาวะทางใจ ความเครียด และพลังใจที่ถดถอย

นอกจากปัญหาสุขภาพทางกายจากกลุ่มโรค NCDs แล้ว “สุขภาวะทางจิตใจ” เป็นอีกหนึ่งมิติที่ไม่ควรมองข้าม จากข้อมูลการคัดกรองสุขภาพจิตผ่านระบบ Mental Health Check In (มกราคม – มิถุนายน 2569) จัดทำโดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โดยมีผู้สูงอายุ จำนวน 162,486 คน เป็นผู้ตอบประเมิน  ข้อมูลสะท้อนสุขภาพจิตใจของผู้สูงอายุในภาพรวมที่น่าสนใจใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้

  1. สัญญาณเตือนระยะแรก (ความเครียดสะสมและพลังใจที่เริ่มถดถอย) เมื่อพิจารณาในภาพรวม พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังคงจัดการภาวะอารมณ์ได้ดี แต่มีผู้สูงอายุถึง ร้อยละ 13.7 (รวมระดับน้อย ปานกลาง และรุนแรง หรือคิดเป็น 22,209 คน) ที่กำลังเผชิญกับ ภาวะความเครียด สอดคล้องกับตัวเลขผู้สูงอายุที่มี ความเสี่ยงด้านพลังใจต่ำ (Resilience Quotient: RQ) รวมกันสูงถึง ร้อยละ 16.9 (27,498 คน) การที่พลังใจ (RQ) ถดถอยร่วมกับความเครียดสะสม ชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยกำลังสูญเสียความสามารถในการยืดหยุ่นและปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของชีวิต เช่น การสูญเสียบทบาทหลังเกษียณ หรือภาวะพึ่งพิงจากโรคทางกาย ซึ่งเป็นปัญญาเสี่ยงสำคัญที่จะพัฒนากลายเป็นภาวะซึมเศร้าในอนาคต
  2. กลุ่มวิกฤตที่ต้องการการเยียวยาเร่งด่วน (ภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงฆ่าตัวตาย) แม้สัดส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงระดับรุนแรงจะคิดเป็นเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ทั้งหมด แต่ในเชิงสาธารณสุข “ตัวเลขทุกตัวก็คือชีวิต” 
    • ภาวะเสี่ยงซึมเศร้า (9Q (9Q ≥7) พบประชากรกลุ่มเสี่ยงสูงถึง 952 คน (ร้อยละ 0.59) โดยมีผู้ที่มีอาการซึมเศร้าในระดับปานกลางถึงรุนแรงรวมกัน 219 คน
    • ภาวะเสี่ยงฆ่าตัวตาย (8Q ≥ 1) พบผู้มีความเสี่ยง 267 คน (ร้อยละ 0.16) โดยในจำนวนนี้มีผู้ที่มีความเสี่ยงในระดับรุนแรงถึง 83 คน
    • ภาวะหมดไฟ (Burnout) พบกลุ่มเสี่ยงสูง 508 คน (ร้อยละ 0.31) ซึ่งอาจสะท้อนถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงานหนัก หรือกลุ่มผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ที่เผชิญภาวะความเครียดเรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Mental Health Check In เป็นการประเมินตนเองผ่านระบบออนไลน์ ผู้ที่เข้ามาทำส่วนใหญ่อาจเป็นผู้สูงอายุวัยต้น หรือผู้ที่พอจะเข้าถึงเทคโนโลยีได้ ดังนั้น ผู้สูงอายุวัยปลาย กลุ่มติดบ้าน ติดเตียง หรือกลุ่มที่โดดเดี่ยวจริงๆ อาจยังเข้าไม่ถึงการประเมินนี้ ดังนั้นสถิติผู้ป่วยซึมเศร้าในความเป็นจริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่ปรากฏ

      

หมายเหตุ: ข้อมูล ณ วันที่ 27 กรกฎาคม 2569  
ภาพ 1 การประเมินภาวะสุขภาพจิต
ที่มาภาพ: https://checkin.dmh.go.th/dashboards 

ทางออกเชิงรุก: ขยับกาย ขยับใจ ก่อนจะสายเกินแก้

การส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ถือเป็น “ยาเม็ดสำคัญ” ในการป้องกันทั้งโรคทางกาย (NCDs) และฟื้นฟูสุขภาพจิตใจ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการมีกิจกรรมทางกายจำแนกตามช่วงอายุและเพศ สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงสำคัญเพื่อการวางยุทธศาสตร์เชิงรุกดังนี้

ผู้หญิงสูงวัยคือกลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องเร่งส่งเสริม ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พบว่า ผู้หญิงมีสัดส่วนในกลุ่มที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอสูงถึง ร้อยละ 57.7 ขณะที่ผู้ชายอยู่ที่ร้อยละ 42.3 ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุหญิงที่มากกว่าชาย สะท้อนว่า ผู้สูงอายุหญิงไทยส่วนใหญ่ยังขาดการเคลื่อนไหวร่างกายที่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย โรคกระดูกพรุน และภาวะความดันโลหิตสูง

ช่วงวัยเปลี่ยนผ่าน (59–60 ปี) คือ “โอกาสทอง” ในการปลูกฝังพฤติกรรม เมื่อพิจารณากลุ่มก่อนเกษียณอายุ (59–60 ปี) พบว่ามีสัดส่วนผู้ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอสูงใกล้เคียงกันทั้งสองผู้ชายและผู้หญิง (ร้อยละ 48.2 และ ร้อยละ 51.8) ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมเนย่นิ่ง (Sedentary Lifestyle) เริ่มสะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนเกษียณ การรอให้ถึงอายุ 60 ปี แล้วค่อยเริ่มส่งเสริมจึงอาจสายเกินไป

แนวปฏิบัติเชิงนโยบายและกิจกรรม

จากข้อมูลข้างต้น การออกแบบโปรแกรมส่งเสริมกิจกรรมทางกายจึงไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกับทุกคนได้ แต่ต้อง “ออกแบบให้สอดคล้องกับเพศและช่วงวัย” ดังนี้

  1. มาตรการเจาะกลุ่มผู้สูงอายุหญิง เน้นกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกและข้อต่อ พร้อมทั้งสร้างมิติทางสังคม เช่น กิจกรรมไลน์แดนซ์ (Line Dance) การรำไม้พลอง รำไทเก๊ก หรือโยคะ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางกายแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาความเหงาและเพิ่มพลังใจ (RQ) ได้อีกด้วย
  2. การเตรียมความพร้อมในวัยก่อนเกษียณ (59–60 ปี) จัดโปรแกรม “เตรียมกายก่อนเกษียณ” ในสถานประกอบการหรือชุมชน โดยเน้นย้ำการปรับพฤติกรรมลดการนั่งนานๆ การออกกำลังกายเสริมมวลกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise) สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อชะลอความเสื่อมของร่างกายก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างสมบูรณ์
  3. การปรับสภาพแวดล้อมชุมชนให้เอื้อต่อการขยับร่างกาย ส่งเสริมให้เกิด “พื้นที่สุขภาวะ” ในระดับท้องถิ่น (Active Environment) เช่น สวนสาธารณะที่ปลอดภัย ทางเดินเท้าที่เรียบและมีแสงสว่างเพียงพอ รวมถึงการเพิ่มอุปกรณ์กายบริหารในศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุทุกกลุ่มเข้าถึงการมีกิจกรรมทางกายได้ง่ายขึ้น

ที่มาภาพ: https://www.paradisepark.co.th/blog/paradise-park-health-wellness-linedance/

สู่อนาคต: จาก "การมีอายุยืน" สู่การอยู่อย่างมีสุขภาวะและศักดิ์ศรี

การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย ด้วยจำนวนประชากรสูงอายุที่ทะลุ 14.37 ล้านคน ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางประชากรศาสตร์ แต่คือ “บททดสอบครั้งใหญ่” ของระบบสาธารณสุขและสังคมไทยในทุกมิติ ข้อมูลสะท้อนภาพชัดเจนว่า ปัญหาสุขภาพผู้สูงอายุในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก

  • ทางกาย การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มโรค NCDs โดยเฉพาะความดันโลหิตสูงที่ครอบคลุมประชากรสูงวัยเกินครึ่ง รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจที่พร้อมจะเปลี่ยนผู้สูงอายุกลุ่ม “ติดสังคม” ให้กลายเป็นภาวะพึ่งพิง 
  • ทางใจ ความเครียดสะสมและพลังใจ (RQ) ที่เริ่มถดถอย ซึ่งเป็น “สัญญาณเตือนเงียบ” ก่อนจะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและการสูญเสียคุณค่าในตนเอง
  • พฤติกรรมสุขภาพ สัดส่วนการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหญิงและกลุ่มวัยก่อนเกษียณ (59–60 ปี) ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งความเสื่อมถอยของร่างกายก่อนวัยอันควร

เปลี่ยนมุมมอง ปรับจากการ “ตามรักษา” เป็น “ยุทธศาสตร์การป้องกันเชิงรุก” 

อนาคตของสุขภาวะผู้สูงอายุไทยจะยั่งยืนได้ ไม่ใช่การทุ่มงบประมาณไปที่การสร้างโรงพยาบาลหรือการรักษาปลายทาง แต่คือการ “ลงทุนกับระบบป้องกันเชิงรุก” ที่ต้องอาศัยการขยับตัวและบูรณาการร่วมกัน ดังนี้

  • ภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย: ปรับเปลี่ยนโครงสร้างงบประมาณสาธารณสุขระดับประเทศจากการมุ่งเน้นการรักษา มาสู่การป้องกันโรค เร่งจัดสรรทรัพยากรหนุนเสริมระบบการดูแลระยะยาว และขับเคลื่อนนโยบายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้าง "เมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ" 
  • ระบบบริการสาธารณสุขและโรงพยาบาล: ยกระดับบทบาทของโรงพยาบาล ชุมชน และ รพ.สต. ในการ ผสานการดูแลกายและใจเป็นหนึ่งเดียว โดยให้บริการคัดกรองโรค NCDs ควบคู่ไปกับการประเมินสุขภาพจิต (ST5, 9Q, RQ) เชิงรุกในระดับบริการปฐมภูมิ เพื่อยับยั้งความเสื่อมถอยแบบองค์รวมตั้งแต่เนิ่น ๆ
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน: จัดทำ "พื้นที่สุขภาวะ" ที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ สนับสนุนงบประมาณจัดกิจกรรมทางกายที่สอดคล้องกับเพศและวัย เช่น ไลน์แดนซ์ รำไทเก๊ก รวมถึงสร้างเครือข่ายจิตอาสา ในการดูแลผู้สูงอายุเพื่อลดภาวะความเหงาและการโดดเดี่ยวทางสังคม 
  • ตัวผู้สูงอายุและประชากรวัยก่อนเกษียณ: ปรับแนวคิดเรื่องการดูแลสุขภาพ โดยไม่รอให้ถึงอายุ 60 ปี แต่ต้องเร่งสะสม "ทุนสุขภาพ" ตั้งแต่ช่วงอายุ 50–59 ปี ผ่านการมีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง และฝึกการดูแลสุขภาวะทางอารมณ์ของตนเอง

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้โจทย์ใหญ่ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุไทยไม่ได้วัดความสำเร็จที่การยืด “อายุขัย”  ให้ยาวนานที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการขยาย “ช่วงเวลาแห่งการมีสุขภาวะที่ดี” ให้ยืนยาวควบคู่กันไปกับการเตรียมความพร้อมแบบองค์รวม ทั้งการสกัดกั้นโรคเรื้อรังทางกาย การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เข้มแข็ง และการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพด้วยการมีกิจกรรมทางกายตั้งแต่วัยก่อนเกษียณ ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนข้อจำกัดของความชราให้กลายเป็น “พฤฒิพลัง” เพื่อให้ผู้สูงอายุทุกคนสามารถก้าวเดินบนเส้นทางบั้นปลายของชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และพึ่งพาตนเองได้ และเป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าของสังคมไทยต่อไปอย่างยั่งยืน


เอกสารอ้างอิง

  • กระทรวงสาธารณสุข. (2568). ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ: รายงานสถานการณ์โรคไม่ติดต่อ. https://dvis3.ddc.moph.go.th/t/DDC_CENTER_NCD/views/DashboardNCDFinal/INJ
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2569). Mental health check in: ระบบประเมินสุขภาพจิต. สืบค้น 27 กรกฎาคม 2569, จาก https://checkin.dmh.go.th/dashboards
  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. ระบบสถิติทะเบียนประชากรและบ้าน: รายงานสถิติจำนวนประชากรรายอายุ. สืบค้น 27 กรกฎาคม 2569, จาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMONTH/statmonth/#/displayData
  • ศูนย์พัฒนาความรู้ด้านกิจกรรมทางกายประเทศไทย. (2567). สถานการณ์การกิจกรรมทางกายที่เพียงพอประชากรไทย ปี 2567. สืบค้น 29 กรกฎาคม 2569, จาก https://tpak.or.th/public/th

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th