The Prachakorn

ภาพในสังคมสูงวัยไทย


ปราโมทย์ ประสาทกุล

13 ตุลาคม 2569
5



ในช่วงชีวิตของคนเราเริ่มตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บ จนกระทั่งสุดท้ายตายจากโลกนี้ไป มีสองช่วงเวลาที่เราไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ช่วงแรกคือ เมื่อแรกเกิด เรายังเป็นทารก ต้องมีแม่พ่อหรือคนที่เกิดก่อนช่วยดูแลให้เรามีชีวิตอยู่รอด และในช่วงสุดท้ายของชีวิต ถ้าเราจากโลกนี้ไปโดยไม่เจ็บป่วยก่อนตาย ไม่ต้องเป็นภาระกับใคร ก็นับว่าเป็นบุญ แต่หากเจ็บป่วย โดยเฉพาะเป็นโรคเรื้อรังไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ก็ต้องพึ่งพาเป็นภาระกับผู้อื่น 

ภาพแห่งความมีชีวิตชีวาของสังคมสูงวัย 

ในสังคมสูงวัยที่มีเด็กเกิดน้อย และคนมีอายุยืนอยู่ยาวนานจนทำให้มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น เราจะเห็นภาพผู้สูงอายุปรากฏตัวอยู่ทั่วไปในที่สาธารณะ และได้ยินเรื่องราวข่าวสารเกี่ยวกับผู้สูงอายุอยู่ตลอดเวลาจากสื่อสาธารณะและสื่อสังคมต่างๆ ผู้สูงอายุจะมีบทบาทในสังคมมากขึ้น

ในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมานี้ คนที่มีอายุเกือบถึงหลัก 80 ปีอย่างผม ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยได้ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทุกวันนี้สังคมไทยไม่เหมือนเมื่อ 50 ปีก่อนอีกแล้ว

ตามตลาด ห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้า ผมเห็นผลิตภัณฑ์สินค้าและบริการที่มุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุเต็มไปหมด แว่นตา ไม้เท้า รถเข็น อาหารสุขภาพ อาหารเสริม ผ้าอ้อมสำหรับผู้สูงอายุ และสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ ที่โฆษณาสรรพคุณว่าเหมาะกับผู้สูงอายุวางขายอยู่ทั่วไป ผมได้เห็นประกาศโฆษณาทริปท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จัดบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ ผมเคยไปร่วมชมรายการแสดงดนตรีประเภทที่เคยนิยมชมชอบกันเมื่อ 50-60 ปีก่อน ผมดูรายการโทรทัศน์ที่จัดทำขึ้นเพื่อสนองต่อรสนิยมของผู้สูงอายุ 

เศรษฐกิจสูงวัย (Gray economy) กำลังเฟื่องฟูในปัจจุบัน

ภาพแห่งความเศร้าสลดที่เราจะได้เห็นสังคมสูงวัย 

ทุกวันนี้ ในขณะที่เราได้เห็นผู้สูงอายุที่ยังมีพลังแสดงบทบาทโดดเด่นในสังคมมากมาย ทั้งทางด้านกิจกรรมสาธารณประโยชน์ การช่วยเหลือสังคม การกีฬา และสันทนาการต่างๆ แต่ก็มีภาพอีกด้านหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นภาพความเปราะบางของผู้สูงอายุในสังคมไทย 

อย่างที่เราทราบกันดีว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ตัวชี้วัดความเป็นอยู่ของคนรวยกับคนจนแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ผู้สูงอายุที่มีสถานะทางเศรษฐกิจสูงกว่าก็ย่อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าผู้สูงอายุที่ยากจนเป็นธรรมดา

คนไทยโชคดีที่มีหลักประกันสุขภาพด้วยโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงการบัตรทองสำหรับผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมไทยมีระดับการสูงวัยเพิ่มสูงขึ้นก็มีผู้สูงอายุที่ต้องการบริการรักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น สถานการณ์ที่น่ากังวล คือ สถานพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลจะเพียงพอหรือไม่สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย การเกิดที่ลดลงอย่างมากในรอบ 30-40 ปีที่ผ่านมา ทำให้ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลงจากเฉลี่ยมากกว่า 6 คนเมื่อ 50 ปีก่อน เหลือขนาดครอบครัวเฉลี่ยประมาณ 3 คนในปัจจุบัน เครือข่ายญาติพี่น้องของคนไทยก็แคบลง 

ในปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียว หรืออยู่ตามลำพังกับผู้สูงอายุด้วยกันเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังเหล่านี้เสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้า และเสี่ยงต่อการขาดผู้ดูแลใกล้ชิดเมื่อถึงคราวจำเป็น

สภาพที่ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพังคนเดียวเช่นนี้ น่าจะเป็นสาเหตุให้มีเหตุการณ์ที่ผู้สูงอายุต้องตาย ตามลำพังมากขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่าประเทศญี่ปุ่นมีคนตายโดยไม่มีใครรู้หรือตายตามลำพังมากถึง 77,000 ราย บางรายตายไปนานนับหลายเดือนกว่าที่จะมีใครทราบ ผมเชื่อว่าประเทศไทยก็จะต้องมีสถานการณ์ผู้สูงอายุตายคนเดียวโดยไม่มีใครทราบเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ผมทราบข้อมูลว่าเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุและจัดการเก็บร่างผู้เสียชีวิตพบกรณีผู้ตายตามลำพังในที่อยู่อาศัยโดยไม่มีญาติบ่อยครั้งขึ้น 

ภาพบ้านร้างเพราะผู้สูงอายุที่เป็นเจ้าของเสียชีวิตจะมีมากขึ้น เมื่อผู้สูงอายุตายไปแล้ว ลูกหลานอาจจะไม่ต้องการอาศัยอยู่ที่นั่นอีกต่อไปเพราะไปมีที่อยู่อย่างอิสระและสะดวกแบบคอนโดมิเนียม หรืออพาร์ทเม้นท์ที่อื่นแล้ว

ในวงสนทนาครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับฟังเรื่องเกี่ยวกับสถานการณ์การทอดทิ้งผู้สูงอายุในต่างจังหวัด ที่โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่ง มีผู้สูงอายุที่ญาติ (น่าจะเป็นลูกหลาน) นำมาเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วย ในช่วงแรกๆ มีญาติมาเยี่ยมบ้าง แต่ต่อมาก็ไม่มีญาติมาเยี่ยมผู้สูงอายุที่เป็นคนไข้คนนั้นอีกเลย ผู้เล่าเรื่องนี้สันนิษฐานว่าญาติหรือลูกหลานก็คงมีภาระที่ต้องดูแลตนเอง จึงต้องทอดทิ้งพ่อแม่ หรือญาติของตนไว้ที่โรงพยาบาล 

เหตุการณ์ทอดทิ้งผู้สูงอายุอาจจะมีเพิ่มขึ้นเหมือนอย่างกรณีที่เกิดการระบาดของเอชไอวี/เอดส์ ในช่วงปี 2530-2540 ที่ญาติดูแลผู้ป่วยไม่ไหวต้องนำผู้ป่วยมาทิ้งไว้หน้าโรงพยาบาลหรือวัดบางแห่ง 

ภาพความช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคมสูงวัย

สังคมไทยคงจะมีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะเปราะบางต้องการความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอีกมาก นอกจากรัฐจะต้องส่งเสริมให้คนไทยรักตัวเองโดยการดูแลสุขภาพของตนเองให้เสี่ยงต่อความพิการด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังน้อยที่สุดแล้ว รัฐคงต้องจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับบำนาญชราภาพอย่างถ้วนหน้า เงินบำนาญนั้นไม่ควรจะต่ำกว่าเส้นความยากจน เช่น อย่างน้อย 3,000 บาทต่อเดือน คำว่าถ้วนหน้านี้ หมายความว่า ผู้สูงอายุทุกคน ยกเว้นข้าราชการบำนาญจะได้รับ ไม่ว่าเขาจะได้รับประโยชน์จากเงินออม เงินประกันสุขภาพ หรือรายได้จากแหล่งอื่นๆ อยู่ด้วย บำนาญชราภาพถ้วนหน้านี้ควรให้แก่ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ด้วยเหตุว่าผู้มีอายุ 60-64 ปีส่วนใหญ่ยังมีสุขภาพแข็งแรง และรัฐควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุวัยต้นกลุ่มนี้มีงานทำ 

นอกจากบำนาญชราภาพสำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปแล้ว รัฐควรส่งเสริมและรณรงค์ให้มีการนำความมีใจบุญของคนไทยมาช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากไร้ และไม่มีคนดูแล ด้วยการส่งเสริมการจัดตั้งเป็นกองทุน หรือมูลนิธิ สร้างสถานบริบาลรับดูแลผู้สูงอายุที่เปราะบางไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐควรส่งเสริมการมีจิตอาสาของทั้งบุคคลและชุมชนที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุ รวมทั้งรณรงค์การขจัด “วยาคติ” ของคนในสังคมไทยให้หมดสิ้นไป เพื่อคนไทยทุกรุ่นไว้จะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th