The Prachakorn

เมื่อถึงเวลานั้น ใครจะเป็นผู้ดูแลเรา


ปราโมทย์ ประสาทกุล

29 ตุลาคม 2569
5



สังคมเยาว์วัย เปลี่ยนมาเป็นสังคมสูงวัย

บัดนี้คนรุ่นราวคราวเดียวกับผมมีชีวิตอยู่บนโลกนี้มานานจนถึงช่วงสุดท้ายแล้ว “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นธรรมชาติ คนรุ่นผมจะต้องลาจากโลกนี้ไปในไม่ช้า คนรุ่นผมเกิดเมื่อประมาณ 80 ปีก่อน ใช้ชีวิตในวัยเด็ก และวัยหนุ่มสาวในสังคมที่มีเด็กมาก และมีผู้สูงอายุน้อย เมื่อคนรุ่นผมกลายเป็นผู้สูงอายุอย่างเต็มตัวในวันนี้ สังคมไทยก็กลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ไปด้วย

เดี๋ยวนี้ประเทศไทยต้องหันมาสนใจเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ

นโยบายหลักที่จะรองรับสังคมสูงวัย คือ การมุ่งเป้าหมายดำเนินการให้ประชากร “สูงวัยอย่างมีพลัง” องค์การอนามัยโลกเสนอกรอบนโยบายนี้มาตั้งแต่ปี 2002 โดยให้ทุกประเทศส่งเสริมให้ประชากรในประเทศของตนเจริญวัยขึ้นอย่างมีสุขภาพดี มีความมั่นคงในชีวิต และมีส่วนร่วมในสังคมตั้งแต่เกิดจนตาย สำหรับในช่วงสุดท้ายของชีวิต นโยบายนี้เสนอแนวทางที่จะทำให้ผู้สูงอายุยังคง “มีพลัง” คือให้ผู้สูงอายุทุกคนมีชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นอิสระ ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระต้องพึ่งพาคนอื่น จนกระทั่งตายจากโลกนี้ไป

ผมเคยคุยกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันเกี่ยวกับชีวิตในช่วงเวลาสุดท้าย หลายคนพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่กลัวการตาย แต่กลัวความทุกข์ทรมาน กลัวการที่ช่วยตัวเองไม่ได้ในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ไม่อยากที่จะต้องเป็นภาระให้กับผู้อื่นในช่วงสุดท้ายของชีวิต พวกเรามักพูดถึงคนที่ตายไปอย่างสงบ เช่น นอนหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย คนที่หยุดหายใจจากไปโดยไม่มีอาการเจ็บปวดทุรนทุราย ว่าเป็นคนมีบุญ และอยากให้ตัวเองเป็นเช่นนั้นบ้าง

นโยบายการสูงวัยอย่างมีพลัง มีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ช่วงเวลาของคนที่จะมีชีวิตอยู่อย่างอิสระยาวนานที่สุด หรือในทางกลับกัน มุ่งทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ต้องพึ่งพาคนอื่นสั้นที่สุดหรือไม่มีเลย อย่างไรก็ตาม เป้าหมายเช่นนั้น ก็ยากที่จะเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเรามีอายุมากขึ้น ความเสี่ยงต่อสภาพพิการ ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็ยิ่งจะเพิ่มสูงขึ้น 

เมื่อเราช่วยตัวเองไม่ได้ แล้วใครจะมาช่วยดูแลเรา

ประชากรไทยกำลังมีอายุสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามการคาดประมาณประชากรของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อีก 10 ปีข้างหน้าในปี 2579 ประเทศไทยจะมีประชากรที่อยู่ในทะเบียนราษฎรประมาณ 66 ล้านคน จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจะลดลงเหลือเพียง 8.7 ล้านคน หรือคิดเป็นเพียงร้อยละ 13 ของประชากรทั้งหมด แต่จำนวนผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นมากถึง 14.5 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 22 ของประชากรทั้งหมด

ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น ก็ย่อมจะมีคนที่เจ็บป่วยจนพิการช่วยตนเองไม่ได้เพิ่มมากขึ้นด้วย นับเฉพาะผู้ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมก็น่าจะมากกว่าล้านคนแล้ว ถ้าเราไม่เร่งรณรงค์ลดอัตราการเป็นโรคไม่ติดต่อต่างๆ เช่น เบาหวาน มะเร็ง โรคทางเดินหายใจ จำนวนผู้พิการที่ต้องการผู้ดูแลก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนคน

งานดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาพช่วยตนเองไม่ได้เป็นงานที่ต้องใช้แรงกายและทักษะในการยกตัวผู้ป่วย ช่วยแต่งตัว ป้อนข้าวป้อนน้ำ และการขับถ่าย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่จะทำงานดูแลผู้สูงอายุจะต้องเป็นคนมีจิตใจเมตตาอารี งานดูแลผู้สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้จึงเป็นงานที่หนักทั้งกายและใจ

ในอดีต เมื่อประเทศไทยยังเป็นสังคมอายุน้อย การดูแลผู้สูงอายุยังไม่เป็นปัญหา สมัยก่อนคนไทยมีอายุไม่ยืนยาวมากนัก ในช่วงทศวรรษ 2500 อายุคาดเฉลี่ยของคนไทยยืนยาวเพียงประมาณ 55 ปี ผู้สูงอายุจึงยังมีจำนวนน้อยมาก ในขณะที่คนไทยสมัยก่อนมีครอบครัวใหญ่ ผู้หญิงไทยมีลูกเฉลี่ยตลอดวัยเจริญพันธุ์เกินกว่า 5 คน คนที่จะมาช่วยดูแลผู้สูงอายุจึงไม่เป็นปัญหา ต่างกับสังคมสูงวัยในสมัยนี้ ครอบครัวคนไทยมีขนาดเล็กลง ผู้สูงอายุมีลูกหลานน้อยลง ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่มีลูก และมีผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยที่ครองโสดไม่ได้แต่งงานเลย สมัยนี้ถึงแม้ผู้สูงอายุบางคนจะมีลูกหลานอยู่ในวัยที่จะช่วยดูแลผู้สูงอายุได้ แต่ลูกหลานที่เป็นคนรุ่นใหม่ก็มักจะอยู่ในสถานะที่ต้องทำงาน ซึ่งอาจทำให้ยากลำบากในการมาอยู่ดูแลผู้สูงอายุอย่างเต็มเวลา

ใครจะช่วยดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะต้องพึ่งพา

บุคคลในครอบครัว เช่น คู่สมรส พี่น้อง ลูกหลาน น่าจะมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในการทำกิจวัตรประจำวัน แต่ในปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องมีผู้ดูแลใกล้ชิดมีจำนวนมากขึ้น เช่น ผู้สูงอายุที่ไม่มีครอบครัว ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียว อยู่ตามลำพังกับผู้สูงอายุด้วยกัน อยู่กับลูกหลานที่ไม่มีเวลามาดูแลพ่อแม่ของตน ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง

สำหรับผู้สูงอายุที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีครอบครัว และไม่ว่าจะอยู่ตามลำพังหรืออยู่กับลูกหลาน การมีคนดูแลในช่วงสุดท้ายของชีวิตก็ดูจะไม่เป็นปัญหามากนัก โรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนหลายแห่งเปิดบริการพิเศษในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เดี๋ยวนี้สถานพยาบาลเอกชนที่เปิดบริการเป็น “เนิร์สซิ่งโฮม” รับดูแลผู้สูงอายุแบบประคับประคองเป็นจำนวนมาก คนรวยมีทางเลือกมากกว่าในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง นอกจากจะไปอยู่กับสถานบริบาลผู้สูงอายุที่มีมาตรฐานสูงแล้ว ก็อาจจ้างผู้ดูแลมืออาชีพมาให้บริการที่บ้านได้

ผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ส่วนหนึ่งอาจได้รับเป็นคนไข้ใน พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาต่อเนื่องไป ปัจจุบันแนวคิดเรื่องการสูงวัยในถิ่นที่อยู่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป  โรงพยาบาลของรัฐบางแห่งจึงมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลับไปรักษาตัวที่บ้าน และแม้กระทั่งตายที่บ้าน

ปัจจุบัน ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุขนาดเล็กกำลังแพร่หลายในประเทศไทย มีการดัดแปลงบ้านเรือนที่มีคนอยู่อาศัยน้อยลงให้เป็นสถานบริบาลผู้สูงอายุ ธุรกิจขนาดย่อมเหล่านี้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุที่ขาดคนดูแล อย่างไรก็ตามรัฐควรต้องออกกฎระเบียบเพื่อควบคุมคุณภาพของการดูแลให้มีมาตรฐาน

งานดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงจะมีความสำคัญยิ่งขึ้นเมื่อสัดส่วนของประชากรสูงอายุเพิ่มสูงขึ้น  ปัจจุบันนอกจากบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่จะทำหน้าที่ช่วยดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงแล้ว ประเทศไทยยังมีอาสาสมัคร อาสาที่ได้รับการอบรม และ “ผู้บริบาลคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ” ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุที่เปราะบางในพื้นที่ต่างๆ รัฐควรต้องส่งเสริมให้มีการผลิตบุคลากรที่จะทำงานด้านการดูแลผู้สูงอายุให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งที่จัดทำเป็นหลักสูตรระยะยาวและระยะสั้น สอนและฝึกอบรมในสถาบันการศึกษาทั้งรัฐและเอกชน ส่งเสริมการให้ความรู้เรื่องการดูแลผู้สูงอายุทางสื่อสาธารณะต่างๆ 

ทำบุญกุศลด้วยการช่วยดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้าย

อัตลักษณ์ของคนไทยอย่างหนึ่งคือการเป็นคนมีใจบุญ ชอบทำบุญด้วยการบริจาค ปัจจุบันมีสถานบริบาลผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงและไร้ที่พึ่งหลายแห่งที่จัดตั้งโดยมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรการกุศลอื่นๆ  ขอให้ตัวอย่างของสถานบริบาลผู้สูงอายุการกุศลเหล่านั้น เช่น บ้านสุขสุดท้าย บ้านลุงสนิท (ราชบุรี) บ้านสิริวัฒนาธรรม  บ้านชีวาภิบาลวันทามารีย์ (มูลนิธิซิสเตอร์คามิลเลียน) บ้านหอมลำดวน (สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยฯ)

เราน่าจะชักชวนคนไทยใจบุญให้บริจาคทรัพย์สินเงินทองเพื่อช่วยผู้สูงอายุ ที่อยู่ในภาวะต้องพึ่งพิง และไร้ที่พึ่งให้มากขึ้นนะครับ

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th