คำว่า Longevity เป็นแนวคิดที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลก จากเดิมที่คนต้องการมีอายุยืนยาวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วันนี้ความต้องการที่จะมีอายุยืนยาวนั้นยังไม่เพียงพอ เพราะได้ถูกนำไปเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง Health span คือ การมีอายุให้ยืนยาวมากขึ้นพร้อมกับการมีสุขภาพดีด้วย คนส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับช่วงเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวมากขึ้น โดยที่ยังคงมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุขไปพร้อมกัน แนวคิดดังกล่าว ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันกลับมาสนใจและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ รวมถึงการป้องกันโรคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น การออกกำลังกาย อาหาร การนอน สุขภาพจิต การจัดการความเครียด และการดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของตัวเองในชีวิตประจำวันมากขึ้น
บทความนี้ขอนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมและสอดรับกับกระแสการมีอายุให้ยืนยาวมากขึ้นพร้อมกับการมีสุขภาพดี โดยขอพาผู้อ่านออกเดินทางไปเปิดประสบการณ์ในการดูแลสุขภาพ ด้วยการแช่น้ำร้อนสีฟ้าน้ำนมที่ บลูลากูน (Blue lagoon) ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland) ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกต้องการเดินทางมาเพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดแสนพิเศษ ในการลงมาแช่น้ำร้อนสีฟ้าน้ำนมท่ามกลางธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์ที่ประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งการได้มาแช่ร่างกายในน้ำร้อนสีฟ้าน้ำนมธรรมชาติที่ผุดขึ้นมาจากใต้พิภพ ที่มีอุณหภูมิประมาณ 37-40 องศาเซลเซียส นอกจากจะเป็นประสบการณ์การพักผ่อนและดูแลสุขภาพแล้ว ความร้อนจากน้ำร้อนยังเกิดการตอบสนองทางร่างกายทำให้ร่างกายและกล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย หลอดเลือดบริเวณผิวหนังขยายตัว ช่วยลดความเครียด ช่วยทำให้การนอนหลับดีขึ้น (Charkoudian, 2010; Wong & Hollowed, 2017) นอกจากนี้ ในน้ำร้อนสีฟ้าน้ำนมที่ได้ลงไปแช่นั้นยังมีแร่ธาตุซิลิกาละลายและสะสมอยู่ในน้ำร้อน จากกระบวนการทางธรณีวิทยา เป็นน้ำทะเลและน้ำจืดผสมกันในชั้นหินที่มีลาวาร้อนระอุอยู่ใต้พิภพ ไหลขึ้นมาบริเวณพื้นผิวโลกสะสมจนเกิดเป็นแอ่งน้ำร้อนสีฟ้าน้ำนม และอนุภาคบางส่วนของน้ำร้อนที่มีแร่ธาตุซิลิกาได้ตกตะกอนเป็นโคลนซิลิกา (Blue Lagoon Iceland, 2026a, 2026b) (รูปที่ 1)

รูปที่ 1: รูปสถานที่ให้บริการแช่น้ำร้อนสีฟ้าน้ำนม (Blue lagoon)
ภาพจาก www.magnific.com ค้นหาเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569
แร่ธาตุซิลิกาที่ลอยอยู่ในน้ำจะตกเป็นตะกอนโคลนสีขาว นักวิทยาศาสตร์ได้นำโคลนสีขาวที่มีซิลิกามาทดลองทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่าสามารถนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับพอกผิวหน้าได้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการแช่น้ำร้อนสีฟ้าน้ำนม สามารถขอรับโคลนซิลิกามาพอกหน้าได้ขณะแช่น้ำ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์แปลกใหม่ในการดูแลสุขภาพและผิวหน้าได้อย่างน่าสนใจ ที่สำคัญ โคลนซิลิกาสามารถดูดซับความมันและสิ่งสกปรกตกค้างบนผิวหน้าได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังช่วยขจัดเซลล์ผิวชั้นบนบางส่วนออกไป ทำให้ผิวหน้ารู้สึกเรียบเนียนนุ่ม และรู้สึกสะอาดมากขึ้น (รูปที่ 2

รูป 2 : บรรยากาศการพอกหน้าด้วยโคลนซิลิกาขณะแช่น้ำร้อนสีฟ้าน้ำนมที่บลูลากูน
รูปโดย : ผู้เขียน
บลูลากูน ไม่ได้ให้บริการเพียงการแช่น้ำร้อนและพอกโคลนซิลิกาบำรุงผิวเท่านั้น แต่มีการนำธรรมชาติมาเชื่อมโยงเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์สุขภาพประกอบกับการให้บริการด้านต่างๆ เช่น การอบซาวน่า การอบไอน้ำ การแช่น้ำเย็น การนวดในน้ำ การลอยตัวเพื่อการผ่อนคลาย การทำทรีตเมนต์ผิว การพักผ่อนอย่างสงบ และกิจกรรมบำบัดจิตใจ ซึ่งทำให้ผู้รับบริการเกิดความประทับใจที่ได้ดูแลทั้งร่างกาย ผิวพรรณ และจิตใจในประสบการณ์เดียวกัน บลูลากูนจึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนทั่วโลกยอมเดินทางไกลเพื่อมาสัมผัสประสบการณ์การแช่น้ำร้อนสีฟ้าน้ำนมท่ามกลางภูมิประเทศของภูเขาไฟลาวา และธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ให้ได้สักครั้งในชีวิต
การที่ได้มีโอกาสเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์การแช่น้ำร้อนสีฟ้าน้ำนมที่บลูลากูน ประเทศไอซ์แลนด์ นอกจากทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจแล้ว ยังทำให้อดคิดไม่ได้ว่าประเทศไทยก็มีศักยภาพมากพอที่จะพัฒนาสถานบริการด้านศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness center) ระดับโลกได้เช่นกัน เพราะประเทศไทยมีธรรมชาติที่สวยงาม วิถีชีวิตหลากหลาย วัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า และความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ หากนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาใช้ ก็สามารถสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับผู้ที่ได้มีโอกาสมาเยือนประเทศไทยได้อย่างแน่นอน ด้วยต้นทุนมากมายหลายด้านที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของประเทศ ทั้งทะเล ภูเขา น้ำตก น้ำพุร้อน การนวดแผนไทย สมุนไพร อาหาร วิถีชีวิต วัฒนธรรม และการแพทย์สมัยใหม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วสามารถนำมาพัฒนาเป็นบริการด้านประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยว และทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ที่ส่งเสริมการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ
การใช้เอกลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของประเทศไทยมาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าพร้อมกับความทรงจำที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวที่มารับบริการ จะทำให้นักท่องเที่ยวได้ อยู่ดี กินดี นอนดี ผ่อนคลาย สบายใจ มีความสุข และรักการดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น ซึ่งไม่เพียงช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของประทศเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนทั้งโลกที่ต้องการมีชีวิตยืนยาวและมีคุณภาพ เพราะประสบการณ์การเดินทางที่ดีและมีคุณค่าต่อชีวิต อาจไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเดินทางไปยังสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการเดินทางที่ทำให้คนได้กลับมารักตัวเองมากขึ้นจากประสบการณ์ที่สุดแสนประทับใจจากการเดินทางนั่นเอง
อ้างอิง
