The Prachakorn

ศิลปะเพื่อพัฒนาเด็ก เมื่อสีเป็นอีกภาษาหนึ่งของความรู้สึก


ดวงหทัย แพงจิกรี

03 พฤศจิกายน 2569
6



“ก่อนที่เด็กจะสามารถอธิบายทุกความรู้สึกออกมาเป็นคำพูด
สี เส้น และรูปทรงอาจเป็นอีกหนึ่งภาษา
ที่ช่วยถ่ายทอดความคิด จินตนาการ และเรื่องราวภายในใจ
ศิลปะจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ของการสร้างสรรค์ หากยังเป็นพื้นที่
ที่ผู้ใหญ่สามารถใช้สังเกต รับฟัง และทำความเข้าใจโลกของเด็ก
โดยไม่รีบด่วนตีความหรือตัดสิน”

เมื่อความรู้สึกยังพูดออกมาเป็นคำไม่ได้

“ทำไมวันนี้หนูถึงใช้สีดำเยอะจัง?” บนกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่ง เด็กคนหนึ่งกำลังลากสีดำไปมา บางเส้นหนัก บางเส้นเบา ก่อนจะระบายทับลงไปจนเกิดเป็นรูปร่างที่ผู้ใหญ่มองไม่ออกว่าคืออะไร ตรงมุมกระดาษมีบ้านหลังเล็ก ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม และคนตัวจิ๋วยืนอยู่เพียงลำพัง หากเราเป็นพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ภาพตรงหน้าอาจทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เด็กกำลังเศร้าหรือเปล่า กำลังกลัวอะไร หรือมีเรื่องบางอย่างอยู่ในใจ ที่ยังไม่รู้ว่าจะพูดออกมาอย่างไร

เราอาจเคยได้ยินว่า สีดำหมายถึงความเศร้า สีแดงแทนความโกรธ สีน้ำเงินสะท้อนความเหงา หรือสีสดใสบอกถึงความสุข คำอธิบายเหล่านี้ฟังดูเข้าใจง่าย จนบางครั้งเราเผลอมองกล่องสีของเด็กเหมือนพจนานุกรมเล่มหนึ่ง เพียงรู้ว่าเด็กเลือกสีอะไร ก็น่าจะอ่านความรู้สึกของเขาออก แต่ความรู้สึกของเด็กไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น

งานวิจัยของ Crawford และคณะ ซึ่งศึกษาการเลือกใช้สีของเด็กอายุ 3 - 10 ปี พบว่า ในงานวาดบางลักษณะ เด็กอาจเลือกใช้สีแตกต่างกันตามลักษณะเชิงบวกหรือลบของสิ่งที่วาด แต่เมื่อเด็กผ่านประสบการณ์ของตนเองทั้งด้านบวกและด้านลบ การเลือกสีกลับไม่ได้สะท้อนอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา และเด็กมีแนวโน้มใช้สีที่ตนเองชอบ ผู้วิจัยจึงเสนอให้ระมัดระวังอย่างมาก เมื่อตีความตามความหมายของสีในภาพวาดเด็ก เด็กคนหนึ่งอาจหยิบสีดำ เพราะกำลังวาดท้องฟ้ายามค่ำคืน ขณะที่อีกคนอาจเลือกเพียงเพราะมันเป็นสีโปรด

ดังนั้น สิ่งแรกที่ผู้ใหญ่ทำอาจไม่จำเป็นต้องเป็นการถามว่า “สีนี้หมายความว่าอะไร?” แต่อาจเป็นการนั่งลงข้าง ๆ มองภาพนั้นไปพร้อมกับเขา แล้วถามว่า “รูปนี้มีเรื่องอะไรอยากเล่าให้ฟังไหม?” เพราะสำหรับเด็กบางคน การพูดว่า “หนูกลัว” “หนูเสียใจ” หรือ “หนูโกรธ” อาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่บนกระดาษหนึ่งแผ่น เด็กไม่จำเป็นต้องหาคำพูดที่ถูกต้อง เขาสามารถหยิบสี ลากเส้น สร้างรูปทรง หรือวาดโลกใบหนึ่งขึ้นมาตามที่ตัวเองมองเห็น บางทีกระดาษหนึ่งแผ่นจึงเป็นพื้นที่ที่เด็กพูดได้ โดยยังไม่จำเป็นต้องใช้คำพูด

สี เส้น และรูปทรง เมื่อศิลปะกลายเป็นพื้นที่ของความรู้สึก

หากลองสังเกตเด็กขณะวาดรูป เราอาจพบรายละเอียดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจ บางคนใช้เวลานานกับการเลือกสี บางคนวาดแล้วลบ ก่อนจะวาดใหม่ ขณะที่บางคนเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวละครในภาพได้ยาวกว่าตอนที่เราถามตรง ๆ ว่า “วันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?” สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการวาดจึงน่าสนใจไม่น้อยไปกว่าภาพที่เสร็จแล้ว

เพราะศิลปะสำหรับเด็กไม่ได้มีเพียงผลลัพธ์ว่า “วาดสวยหรือไม่สวย” ระหว่างที่มือกำลังเคลื่อนไปบนกระดาษ เด็กกำลังเลือก กำลังคิด กำลังจินตนาการ และบางครั้งกำลังถ่ายทอดประสบการณ์หรือความรู้สึกของตัวเองออกมาในรูปแบบที่มองเห็นได้ ศิลปะยังถูกนำมาใช้ในบริบทด้านสุขภาพจิตผ่านวิชาชีพ ศิลปะบำบัด (Art Therapy) ซึ่ง American Art Therapy Association อธิบายว่า เป็นวิชาชีพด้านสุขภาพจิตที่ใช้การสร้างงานศิลปะ กระบวนการสร้างสรรค์ ทฤษฎีทางจิตวิทยา และประสบการณ์ของมนุษย์ภายใต้ความสัมพันธ์เชิงจิตบำบัด ศิลปะจึงสามารถเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการแสดงออก เมื่อถ้อยคำหรือภาษายังไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม การให้เด็กวาดภาพที่บ้าน หรือในห้องเรียน ไม่เท่ากับการทำศิลปะบำบัด และไม่ควรใช้ภาพวาด เพื่อวินิจฉัยสภาวะทางจิตใจของเด็กด้วยตนเอง สิ่งที่พ่อแม่ ครู หรือผู้ดูแลสามารถทำได้ง่ายกว่านั้น คือ ใช้ศิลปะเป็น “พื้นที่ของการสนทนา”

สีมีความหมาย แต่ไม่ได้มีความหมายเดียว

สีมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกของมนุษย์อย่างน่าสนใจ แต่เมื่อสีมาอยู่ในมือของเด็ก ความหมายอาจเปลี่ยนไปตามเจ้าของภาพ ลองนึกถึง “สีแดง” สำหรับเด็กคนหนึ่ง สีแดงอาจเชื่อมโยงกับความโกรธ แต่อีกคน สีแดง คือ รถดับเพลิงคันโปรด สำหรับอีกคน มัน คือ เสื้อของแม่ และบางคนอาจตอบเพียงว่า “หนูชอบสีแดง"

นี่คือเหตุผลที่สีควรถูกมองว่าเป็น ข้อมูลส่วนหนึ่ง ที่อาจช่วยเปิดประตูไปสู่การทำความเข้าใจเด็ก ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจ ดังนั้น ประโยคที่ว่า “เด็กใช้สีดำ แปลว่า เด็กกำลังเศร้า” จึงอาจเร็วเกินไป สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เด็กกำลังวาดอะไร ทำไมจึงเลือกสีนั้น และเขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับภาพของตัวเองอย่างไร สีอาจบอกอะไรบางอย่างกับเรา แต่สีเพียงสีเดียวไม่ควรถูกใช้ตัดสินความรู้สึกทั้งหมดของเด็ก

อย่าเพิ่งถอดรหัส ลองฟังเรื่องราวก่อน

ลองกลับไปหาภาพบ้านสีดำในตอนต้นอีกครั้ง หากผู้ใหญ่ถามทันทีว่า “ทำไมบ้านมืดจัง หนูเศร้าหรือ?” เด็กอาจตอบเพียง “เปล่า” แล้วบทสนทนาก็จบลง แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็น “บ้านหลังนี้เป็นบ้านของใครนะ?” “คนตัวเล็กตรงนี้กำลังทำอะไรอยู่?” หรือ “เล่าเรื่องในรูปให้ฟังหน่อยได้ไหม?” เราอาจได้ยินคำตอบที่ไม่เคยคาดคิด “นี่คือบ้านตอนกลางคืน ทุกคนปิดไฟนอนแล้ว คนที่ยืนอยู่ตรงนี้คือหนู หนูกำลังดูดาว” ทันทีที่เด็กเล่า ความหมายของสีดำก็เปลี่ยนไป จากสีที่ผู้ใหญ่เกือบตีความว่าเป็น “ความเศร้า” กลายเป็นเพียงท้องฟ้าในเวลากลางคืนของเด็กคนหนึ่ง

จากบทความของ Thomas และ Jolley ซึ่งศึกษาการประเมินสภาวะทางจิตวิทยาของเด็กจากภาพวาด พบว่า ภาพวาดสามารถได้รับอิทธิพลจากทัศนคติทางอารมณ์ของเด็กที่มีต่อสิ่งที่วาด แต่ลักษณะเดียวกันในภาพอาจเกิดขึ้นจากกระบวนการและเหตุผลที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาที่ผ่านมาก็มีความไม่สม่ำเสมอและโดยรวมมีขนาดผลค่อนข้างเล็ก จึงไม่ควรใช้ภาพวาดเพียงอย่างเดียวเป็นตัวชี้วัดประสบการณ์ทางอารมณ์ของเด็ก นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรหยุดมองภาพวาดของเด็ก ตรงกันข้าม เราอาจต้อง “มองให้มากขึ้น แต่ตัดสินให้น้อยลง” มองภาพ ฟังเรื่องราว สังเกตพฤติกรรม และทำความเข้าใจบริบทไปพร้อมกัน หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ หรือพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องจนเกิดความกังวล สิ่งที่เหมาะสมกว่า “การแปลภาพ” คือ การพูดคุยกับเด็กอย่างเปิดใจ และหากยังกังวล การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญย่อมให้ข้อมูลที่รอบด้านกว่าการพยายามวินิจฉัยจากภาพวาดเพียงภาพเดียว

ศิลปะที่ดีสำหรับเด็ก อาจไม่ใช่ภาพที่สวยที่สุด

เมื่อผู้ใหญ่ไม่ต้องรีบถอดรหัสทุกสี พื้นที่ศิลปะก็อาจกลับมาเป็นพื้นที่ของเด็กอย่างแท้จริง ต้นไม้ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเขียว พระอาทิตย์ไม่จำเป็นต้องเป็นสีเหลือง ท้องฟ้าไม่จำเป็นต้องเป็นสีฟ้า และการระบายสีออกนอกเส้นก็ไม่ได้หมายความว่าภาพนั้น “ผิด” แทนที่จะรีบแก้ว่า “ต้นไม้ต้องสีเขียวสิลูก” บางครั้งเราอาจลองถามว่า “ต้นไม้สีม่วงต้นนี้ มีเรื่องราวอะไรนะ?” คำถามสั้น ๆ อาจพาเราเข้าไปพบโลกอีกใบหนึ่งที่เด็กสร้างขึ้น และทำให้เราได้รู้จักเขาในมุมที่คำถามว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” อาจไม่เคยพาเราไปถึง

ก่อนที่สีจะกลายเป็นคำพูด ครั้งต่อไปที่เด็กยื่นภาพวาดมาให้เรา ไม่ว่ากระดาษแผ่นนั้นจะเต็มไปด้วยสีชมพูสดใส สีน้ำเงินเข้ม สีแดง หรือสีดำ บางทีสิ่งแรกที่เราควรทำอาจไม่ใช่การถามว่า “สีนี้หมายความว่าอะไร?” ลองนั่งลงข้าง ๆ มองภาพนั้นไปพร้อมกับเขา แล้วถามว่า “รูปนี้มีเรื่องอะไรอยากเล่าให้ฟังไหม?”เพราะภาพวาดของเด็กไม่จำเป็นต้องเป็นปริศนาที่ผู้ใหญ่ต้องรีบถอดรหัส และสีทุกสีก็ไม่ได้มีความหมายเพียงหนึ่งเดียว บางครั้งเด็กอาจไม่ได้ต้องการผู้ใหญ่ที่มองภาพเพียงครั้งเดียวแล้วเข้าใจทุกอย่าง เขาอาจต้องการเพียงใครสักคนที่ยอมนั่งอยู่ข้าง ๆ รับฟังโดยไม่รีบตัดสิน และปล่อยให้เขาเป็นคนเล่าเรื่องของตัวเอง

ศิลปะจึงอาจไม่ได้ช่วยเพียงพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ หากยังสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ พื้นที่ที่เด็กได้เรียนรู้ที่จะรู้จักและแสดงออกถึงอารมณ์ของตัวเอง ขณะที่ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ที่จะมองโลกผ่านสายตาของเด็กมากขึ้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สีอาจบอกอะไรบางอย่างกับเรา แต่สีเพียงสีเดียวไม่ควรถูกใช้ตัดสินความรู้สึกทั้งหมดของเด็กและบางครั้ง ก่อนที่ความรู้สึกจะกลายเป็นคำพูด มันอาจเริ่มต้นจากสีเพียงสีหนึ่งบนกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ก่อนเสมอ


เอกสารอ้างอิง

  • Crawford, E., Gross, J., Patterson, T., & Hayne, H. (2012). Does children’s colour use reflect the emotional content of their drawings? Infant and Child Development, 21(2), 198–215. https://doi.org/10.1002/icd.742
  • Thomas, G. V., & Jolley, R. P. (1998). Drawing conclusions: A re-examination of empirical and conceptual bases for psychological evaluation of children from their drawings. British Journal of Clinical Psychology, 37(2), 127–139. https://doi.org/10.1111/j.2044-8260.1998.tb01289.x
  • American Art Therapy Association. (ม.ป.ป.). What is art therapy? สืบค้นจาก https://arttherapy.org/what-is-art-therapy/

 

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th