เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร นั่นคืออัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจมองปรากฏการณ์นี้ด้วยความกังวล แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจคือ "โอกาสทอง" ที่เราจะได้เปลี่ยนผ่านรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากที่เคยเน้น "ปริมาณ" ไปสู่การทุ่มเทให้ความสำคัญกับ "คุณภาพ" อย่างเต็มรูปแบบ
ข้อมูลของสำนักการทะเบียน กรมการปกครอง ระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2569 เด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ปี จะมีจำนวนรวมกันเพียงประมาณ 2.8 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย (16–25 ปี) ที่มีจำนวนรวมกันมากถึงเกือบ 8 ล้านคน หรือเกือบ 3 เท่าของเด็กกลุ่มแรก ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า โรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกำลังเผชิญกับภาวะผู้เรียนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กต้องปิดตัวลง (ตารางที่ 1)

เมื่อพิจารณาผ่านกรอบงบประมาณแผ่นดิน พบว่า งบประมาณรายจ่ายภาพรวมของสองหน่วยงานเสาหลักที่มีภารกิจดูแลเด็กและสวัสดิการสังคม อย่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ต่างได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น ซึ่งแม้งบประมาณรวมนี้จะครอบคลุมภารกิจด้านบุคลากรและกลุ่มเป้าหมายอื่นด้วย แต่ก็สะท้อนถึงศักยภาพของทรัพยากรรัฐที่พร้อมจะถูกเกลี่ยมาขยายการดูแลประชากรเด็กให้เข้มข้นยิ่งขึ้น (ตารางที่ 2)

หากพิจารณางบประมาณในระดับปฏิบัติการของกระทรวงศึกษาธิการในปี พ.ศ. 2568 จะเห็นสัญญาณเชิงบวกของการจัดสรรงบประมาณแบบ "มุ่งเป้า" ที่เน้นช่วยเหลือนักเรียนเฉพาะกลุ่มและเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเด็ก ดังตัวอย่างโครงการสำคัญในตารางที่ 3

เมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณระดับปฏิบัติการของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะเห็นทิศทางเชิงบวกของการกระจายเม็ดเงินแบบ "มุ่งเป้า" เพื่อสร้างโอกาสและการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม โดยเน้นไปที่การช่วยเหลือเด็กที่ตกหล่นหรือเผชิญความเหลื่อมล้ำให้ได้รับโอกาสอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากโครงการขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาเด็กนอกระบบของ สพฐ. และการส่งเสริมการศึกษานอกระบบผ่านทีวีสาธารณะสำหรับผู้ขาดโอกาสของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ การจัดสรรงบประมาณลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการนำพื้นที่ทางการคลังมาใช้เพื่ออุดช่องโหว่ทางการศึกษา และยืนยันเจตนารมณ์ที่จะ "ไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง" เพื่อยกระดับศักยภาพของเด็กไทยทุกกลุ่มในยุคที่ประชากรเกิดใหม่มีจำนวนลดลง
เมื่อขยับมาดูฝั่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในตารางที่ 4 จะยิ่งเห็นภาพชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับการสร้าง "ตาข่ายความคุ้มครองทางสังคม" ให้กับเด็กตั้งแต่ลืมตาดูโลกไปจนถึงการอุ้มชูเด็กในครอบครัวยากจนและกลุ่มเปราะบาง
ในปี 2568 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนผ่านหน่วยงานหลัก คือ 1) กรมกิจการเด็กและเยาวชน และ 2) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว โดยมีโครงการ/กิจกรรมด้านการพัฒนาเด็ก ดังนี้

จากตารางที่ 4 แสดงให้เห็นว่า งบประมาณของกระทรวง พม. ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นการจัดสรรแบบ "มุ่งเป้า" ไปที่การสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กไทยที่เกิดมาน้อยลงเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ
แม้ว่างบประมาณรายจ่ายรวมของกระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะครอบคลุมภารกิจด้านบุคลากรและกลุ่มเป้าหมายอื่นด้วยก็ตาม แต่การที่จำนวนเด็ก ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นการเปิด "พื้นที่ทางการคลัง" ให้ภาครัฐสามารถจัดสรรและเกลี่ยงบประมาณมุ่งเป้า เพื่อเพิ่ม "การลงทุนต่อหัว" ในโครงการที่ส่งตรงถึงตัวเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่จึงเป็นจังหวะเวลาสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย ตัวอย่างโครงการหรือกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น
ในยุคที่เราก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ และการลดลงของประชากรวัยเยาว์ เด็กที่เกิดมาทุก ๆ 1 คนจึงมีสถานะไม่ต่างจาก "VIP" ของประเทศ การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณผ่านกระทรวงหลักเหล่านี้เพิ่มขึ้น จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องว่า "การลงทุนในมนุษย์ไม่มีวันขาดทุน"
โจทย์สำคัญต่อจากนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การตั้งคำถามถึงงบประมาณที่เพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่ว่าภาครัฐและภาคประชาสังคมจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อบริหารเม็ดเงินเหล่านี้ให้ส่งตรงถึง "ตัวเด็ก" มากที่สุด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะผลิตเด็กเจเนอเรชันใหม่ได้น้อยลง แต่เรากำลังจะสร้างกลุ่มคนที่มีคุณภาพสูงสุด และพร้อมขับเคลื่อนอนาคตของชาติอย่างแท้จริง
อ้างอิง
