The Prachakorn

เด็กเกิดน้อยลง แต่งบประมาณรวมกระทรวงหลักด้านเด็กกลับเพิ่ม? โอกาสทองเปลี่ยน "ปริมาณ" เป็น "คุณภาพ"


กัญญา อภิพรชัยสกุล

08 ตุลาคม 2569
40



ท่ามกลางวิกฤตเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างน่าใจหาย สองกระทรวงหลักผู้ดูแลเด็กอย่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายรวมเพิ่มขึ้น นี่อาจไม่ใช่ความย้อนแย้ง แต่คือ "โอกาสทอง" ของไทย ที่จะเปลี่ยนผ่านจากการเน้นปริมาณ มาเป็นการลงทุนให้เด็กทุกคนเติบโตอย่างมีคุณภาพ

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร นั่นคืออัตราการเกิดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจมองปรากฏการณ์นี้ด้วยความกังวล แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจคือ "โอกาสทอง" ที่เราจะได้เปลี่ยนผ่านรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากที่เคยเน้น "ปริมาณ" ไปสู่การทุ่มเทให้ความสำคัญกับ "คุณภาพ" อย่างเต็มรูปแบบ

กลุ่มเด็กเล็ก (0–5 ปี) กลายเป็นกลุ่มประชากรส่วนน้อยของประเทศ

ข้อมูลของสำนักการทะเบียน กรมการปกครอง ระบุว่า ณ เดือนสิงหาคม 2569 เด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ปี จะมีจำนวนรวมกันเพียงประมาณ 2.8 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่ากลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย (16–25 ปี) ที่มีจำนวนรวมกันมากถึงเกือบ 8 ล้านคน หรือเกือบ 3 เท่าของเด็กกลุ่มแรก ตัวเลขนี้ตอกย้ำว่า โรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกำลังเผชิญกับภาวะผู้เรียนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กต้องปิดตัวลง (ตารางที่ 1)

ส่องงบประมาณ: 2 กระทรวงเสาหลักด้านเด็กและเยาวชน

เมื่อพิจารณาผ่านกรอบงบประมาณแผ่นดิน พบว่า งบประมาณรายจ่ายภาพรวมของสองหน่วยงานเสาหลักที่มีภารกิจดูแลเด็กและสวัสดิการสังคม อย่างกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ต่างได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้น ซึ่งแม้งบประมาณรวมนี้จะครอบคลุมภารกิจด้านบุคลากรและกลุ่มเป้าหมายอื่นด้วย แต่ก็สะท้อนถึงศักยภาพของทรัพยากรรัฐที่พร้อมจะถูกเกลี่ยมาขยายการดูแลประชากรเด็กให้เข้มข้นยิ่งขึ้น (ตารางที่ 2)

โครงการ: เม็ดเงินที่มุ่งเป้า "ไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง"

หากพิจารณางบประมาณในระดับปฏิบัติการของกระทรวงศึกษาธิการในปี พ.ศ. 2568 จะเห็นสัญญาณเชิงบวกของการจัดสรรงบประมาณแบบ "มุ่งเป้า" ที่เน้นช่วยเหลือนักเรียนเฉพาะกลุ่มและเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับเด็ก ดังตัวอย่างโครงการสำคัญในตารางที่ 3

เมื่อพิจารณาการจัดสรรงบประมาณระดับปฏิบัติการของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะเห็นทิศทางเชิงบวกของการกระจายเม็ดเงินแบบ "มุ่งเป้า" เพื่อสร้างโอกาสและการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม โดยเน้นไปที่การช่วยเหลือเด็กที่ตกหล่นหรือเผชิญความเหลื่อมล้ำให้ได้รับโอกาสอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากโครงการขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาเด็กนอกระบบของ สพฐ. และการส่งเสริมการศึกษานอกระบบผ่านทีวีสาธารณะสำหรับผู้ขาดโอกาสของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ การจัดสรรงบประมาณลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการนำพื้นที่ทางการคลังมาใช้เพื่ออุดช่องโหว่ทางการศึกษา และยืนยันเจตนารมณ์ที่จะ "ไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้ข้างหลัง" เพื่อยกระดับศักยภาพของเด็กไทยทุกกลุ่มในยุคที่ประชากรเกิดใหม่มีจำนวนลดลง

พม. กับการลงทุนใน "เด็กแรกเกิดและกลุ่มเปราะบาง" ตาข่ายรองรับชีวิตใหม่

เมื่อขยับมาดูฝั่งทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในตารางที่ 4 จะยิ่งเห็นภาพชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญกับการสร้าง "ตาข่ายความคุ้มครองทางสังคม" ให้กับเด็กตั้งแต่ลืมตาดูโลกไปจนถึงการอุ้มชูเด็กในครอบครัวยากจนและกลุ่มเปราะบาง

ในปี 2568 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนผ่านหน่วยงานหลัก คือ 1) กรมกิจการเด็กและเยาวชน และ 2) กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว  โดยมีโครงการ/กิจกรรมด้านการพัฒนาเด็ก ดังนี้

สามทิศทางหลัก: เม็ดเงินของ พม. ถูกนำไปดูแลเด็กอย่างไร?

  • "เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด" คือหัวใจหลัก งบประมาณกว่า 1.68 หมื่นล้านบาทที่ถูกจัดสรรให้ชี้ให้เห็นว่า สัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของงบประมาณ พม. ด้านเด็ก อยู่ที่โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ซึ่งเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินตรงถึงมือผู้ปกครอง เพื่อประกันว่าเด็กเกิดใหม่ทุกคนจะได้รับการดูแลด้านโภชนาการและการดูแลพื้นฐานที่จำเป็นในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต (สำนักโภชนาการ กรมอนามัย, 2563)
  • ปกป้องและคุ้มครองเด็กกลุ่มเปราะบาง เม็ดเงินอีกจำนวนมากถูกกระจายไปที่การดูแลเด็กยากจน เด็กในสถานรองรับ บ้านพักเด็กและครอบครัว และครอบครัวทดแทน สะท้อนว่าในภาวะที่ประเทศมีเด็กน้อยลง รัฐยิ่งต้องรับบทบาทเป็น "ผู้คุ้มกัน" ไม่ให้มีเด็กคนไหนต้องเผชิญความสุ่มเสี่ยงหรือตกสำรวจ
  • เสริมพลังเยาวชนและการสร้างรากฐานครอบครัว นอกจากการเยียวยาแล้ว ยังมีการลงทุนในเชิงป้องกันและพัฒนา เช่น สภาเด็กและเยาวชน (กว่า 170 ล้านบาท) เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมทางสังคม รวมถึงโครงการ โรงเรียนครอบครัว ของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในบ้านให้พร้อมรับการเติบโตของเด็กยุคใหม่

จากตารางที่ 4 แสดงให้เห็นว่า งบประมาณของกระทรวง พม. ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาลอย ๆ แต่เป็นการจัดสรรแบบ "มุ่งเป้า" ไปที่การสร้างสวัสดิการถ้วนหน้า การคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อให้เด็กไทยที่เกิดมาน้อยลงเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ

จากวิกฤต "ตัวหารน้อยลง" สู่โอกาสเพิ่ม "การลงทุนต่อหัว" ให้เด็กไทย

แม้ว่างบประมาณรายจ่ายรวมของกระทรวงศึกษาธิการ และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะครอบคลุมภารกิจด้านบุคลากรและกลุ่มเป้าหมายอื่นด้วยก็ตาม แต่การที่จำนวนเด็ก ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นการเปิด "พื้นที่ทางการคลัง" ให้ภาครัฐสามารถจัดสรรและเกลี่ยงบประมาณมุ่งเป้า เพื่อเพิ่ม "การลงทุนต่อหัว" ในโครงการที่ส่งตรงถึงตัวเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นี่จึงเป็นจังหวะเวลาสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กไทย ตัวอย่างโครงการหรือกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น 

  • เปลี่ยนห้องเรียนแออัด สู่การเรียนรู้แบบ VIP งบประมาณที่เพิ่มขึ้นของกระทรวงศึกษาธิการ เปิดทางให้ลดขนาดชั้นเรียนลงได้ ครู 1 คนสามารถดูแลนักเรียนแบบใกล้ชิด และมีงบเพียงพอที่จะดึงเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ค้นหาความถนัดของเด็กแต่ละคน
  • เพิ่มสวัสดิการให้ครอบคลุม งบประมาณ ของ พม. ที่ขยับเพิ่มขึ้น สามารถนำมาสานต่อสวัสดิการสำคัญอย่าง "เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด" ให้ครอบคลุมแบบถ้วนหน้าได้ง่ายขึ้น รวมถึงการยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทั่วประเทศให้ได้มาตรฐานสากลมากขึ้น
  • โภชนาการและสภาพแวดล้อมที่จับต้องได้ เมื่อไม่ต้องเฉลี่ยเงินให้เด็กจำนวนมากมหาศาลเหมือนในอดีต รัฐย่อมมีกำลังพอที่จะจัดสรรอาหารกลางวันที่มีคุณภาพ สนับสนุนห้องเรียนปลอดฝุ่น PM 2.5 และอาจเพิ่มจำนวนนักจิตวิทยาเพื่อดูแลสุขภาพใจของเด็กยุคใหม่

อนาคตไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่ "คุณภาพ"

ในยุคที่เราก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ และการลดลงของประชากรวัยเยาว์ เด็กที่เกิดมาทุก ๆ 1 คนจึงมีสถานะไม่ต่างจาก "VIP" ของประเทศ การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณผ่านกระทรวงหลักเหล่านี้เพิ่มขึ้น จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องว่า "การลงทุนในมนุษย์ไม่มีวันขาดทุน"

โจทย์สำคัญต่อจากนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่การตั้งคำถามถึงงบประมาณที่เพิ่มขึ้น แต่อยู่ที่ว่าภาครัฐและภาคประชาสังคมจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อบริหารเม็ดเงินเหล่านี้ให้ส่งตรงถึง "ตัวเด็ก" มากที่สุด เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะผลิตเด็กเจเนอเรชันใหม่ได้น้อยลง แต่เรากำลังจะสร้างกลุ่มคนที่มีคุณภาพสูงสุด และพร้อมขับเคลื่อนอนาคตของชาติอย่างแท้จริง


อ้างอิง

  • กรมกิจการเด็กและเยาวชน. (2568). รายงานพัฒนาเด็กและเยาวชน ปี 2568. สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2569, จาก https://ipsr.mahidol.ac.th/post_research/lesson-learned-g-code/
  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง. (2569). ระบบสถิติทะเบียนประชากรและบ้าน: รายงานสถิติจำนวนประชากรรายอายุ. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2569, จาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statMenu/newStat/stat/
  • สำนักโภชนาการ กรมอนามัย. (2563). มหัศจรรย์ 1000 วันแรกของชีวิต. สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2569, จาก https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/first-thousand-day?page=2
  • พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565–2568. ราชกิจจานุเบกษา. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2569, จาก https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/7910 

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th