The Prachakorn

จากอัตราส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุสู่ภาวะพึ่งพิง: วิกฤตผู้ดูแลผู้สูงอายุไทย


กาญจนา เทียนลาย,ศุทธิดา ชวนวัน

10 พฤศจิกายน 2569
15



“เมื่อโครงสร้างทางประชากรเปลี่ยนแปลงไป สังคมไทยกำลังจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในไม่ช้า ผลกระทบหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นและจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น คือ วิกฤตผู้ดูแลผู้สูงอายุ ใครจะเป็นคนดูแล ในวันที่คนรุ่นเราแก่ตัวลง”

ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่การเป็น "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" (aged society) แล้ว ข้อมูลการจดทะเบียนของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย1 พบว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ (ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป) ประมาณ 14.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.7 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งนับเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับเมื่อ 30 ปีก่อน คือ ปี 2537 ที่มีผู้สูงอายุเพียง 4 ล้านคนเท่านั้น (ร้อยละ 6.8) การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จทางการแพทย์และการสาธารณสุขเท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณเตือนครั้งสำคัญต่อสถาบันครอบครัวและสังคมไทย เกี่ยวกับความท้าทายในการบริหารจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบัน  

  อัตราส่วนการเกื้อหนุนผู้สูงอายุ หมายถึง จำนวนประชากรที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 15-59 ปี ต่อจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีข้อสมมุติว่า ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นผู้ต้องพึ่งพา และจำนวนคนในวัยทำงานเป็นผู้มีศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุ

เด็กเกิดน้อย สังคมไทยกำลังสูงวัย...แล้วเกิดอะไรขึ้น 

ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบข้อมูลที่น่าสนใจคือ ความสามารถในการเกื้อหนุนผู้สูงอายุของคนวัยทำงานที่ลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเมื่อพิจารณา “อัตราส่วนการเกื้อหนุนผู้สูงอายุ” (elderly support ratio) ซึ่งเป็นการวัดศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ของประชากรวัยทำงานอายุ 15–59 ปี พบว่า 

“ในปี 2537 สังคมไทยเคยมีประชากรวัยทำงานมากถึง 9.3 คน คอยช่วยเกื้อหนุนผู้สูงอายุ 1 คน แต่ในปัจจุบันปี  2567 อัตราส่วนการเกื้อหนุนผู้สูงอายุกลับลดลงเหลือเพียง 3.2 คนเท่านั้น” ซึ่งหมายความว่า ผู้สูงอายุไทยจะมีผู้ที่ให้พึ่งพาลดลง 

ที่มา: การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567, สำนักงานสถิติแห่งชาติ

การลดลงของอัตราส่วนการเกื้อหนุนผู้สูงอายุนี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของไทย ที่ส่งผลกระทบตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับประเทศ 

ประชากรวัยทำงานยุคนี้ ต้องแบกรับภาระสองทาง ทั้งการดูแลพ่อแม่สูงอายุที่เริ่มเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง และการเลี้ยงดูลูกของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่มีพี่น้องหลายคนมาช่วยกันแบ่งเบาภาระช่วยดูแลพ่อแม่ ความกดดันนี้อาจส่งผลให้สมาชิกในครอบครัว จำเป็นต้องลาออกจากงาน หรือลดชั่วโมงทำงานเพื่อมาเป็นผู้ดูแลหลัก ทำให้สูญเสียโอกาสทางอาชีพ มีรายได้ที่ลดลง เกิดความเครียดสะสมได้ นอกจากนี้ยังมีภาพของภาวะ “ผู้สูงอายุที่ดูแลกันเอง” หรือ “ผู้สูงอายุที่ต้องอยู่อาศัยตามลำพัง” มากขึ้นอีกด้วย 

ในมิติของเศรษฐกิจและสังคม ฐานกำลังแรงงานที่ลดลงเรื่อยๆ นั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายได้จากการเก็บภาษีและเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมีแนวโน้มลดลงด้วย แต่ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขและการดูแลระยะยาวมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น อันจะส่งผลต่อระบบสวัสดิการ และความเสี่ยงด้านความยั่งยืนทางการเงิน

ผู้สูงอายุไทยกว่าร้อยละ 36 อยู่กันตามลำพัง

เมื่อพิจารณาที่รูปแบบการอยู่อาศัยของผู้สูงอายุไทย ยิ่งพบประเด็นที่น่ากังวล แม้ผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 จะพบว่า ร้อยละ 64.5 ของผู้สูงอายุยังคงอาศัยอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในครัวเรือน แต่ในขณะเดียวกัน มีผู้สูงอายุไทยมากถึงร้อยละ 35.5 ที่อยู่กันตามลำพัง โดยมีผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยอยู่ลำพังกับคู่สมรส ร้อยละ 22.6 และอาศัยอยู่คนเดียวอีกร้อยละ 12.9 ของประชากรสูงอายุทั้งหมด

ที่มา: การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567, สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ภาพรวมผู้สูงอายุส่วนใหญ่ยังพึ่งพาตนเองได้

ในประเด็นความต้องการผู้ดูแลปรนนิบัติในการทำกิจวัตรประจำวัน พบว่าโดยรวมแล้วผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ร้อยละ 93.4) ยังไม่ต้องการผู้ดูแล และมีเพียงร้อยละ 6.6 ที่ต้องการผู้ดูแล เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอายุ พบว่าผู้สูงอายุมีความต้องการผู้ดูแลเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยกลุ่มอายุ 60-69 ปี มีความต้องการผู้ดูแลเพียงร้อยละ 2.9 และมีความต้องการผู้ดูแลมากเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว (ร้อยละ 7.1) ในผู้ที่มีอายุ 70-79 ปี และเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดถึงร้อยละ 25.8 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป2 สะท้อนให้เห็นว่าความจำเป็นในการพึ่งพาผู้ดูแลเพิ่มขึ้นตามวัยที่สูงขึ้นด้วย

ข้อมูลจากการสำรวจนี้ ยังทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า พอคนเราอายุมากขึ้นและเริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ โอกาสที่จะมีคนมาคอยดูแลก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย โดยในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลทั้งหมดเกือบ 9 แสนคนนี้  ถ้าดูภาพรวมคือ ต้องการและมีผู้ดูแลแล้วประมาณร้อยละ 78 และเมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มช่วงวัย ก็พบว่า ยิ่งมีอายุมากสัดส่วนของการ "มีผู้ดูแล" ก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น 

ในทางกลับกัน สัดส่วนผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลแต่กลับไม่มีผู้ดูแลนั้น มีถึงกว่าร้อยละ 22  ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุอยากได้คนมาช่วยดูแล แต่ในชีวิตจริงกลับต้องเคว้งคว้างไม่มีใครมาดูแลเลย โดยเฉพาะในกลุ่มที่อายุมากๆ ยิ่งทำให้อาจกลายเป็นกลุ่มเปราะบางได้ การที่ลูกหลานต้องออกไปทำงานนอกบ้านกันหมด ปล่อยให้ผู้สูงอายุที่เริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ไหวต้องอยู่ลำพัง กลายเป็นรอยต่อของสวัสดิการที่ภาครัฐหรือชุมชนพยายามแก้ไข แต่อาจจะยังช่วยได้ไม่เต็มที่ 

ที่มา: สร้างด้วย Canva AI (AI-generated) จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ข้อมูลจากการสำรวจยังพบว่า ร้อยละ 74 ของผู้ดูแลผู้สูงอายุเป็นเพศหญิง ชี้ให้เห็นว่า ภาระการดูแลผู้สูงอายุไทยตกอยู่กับเพศหญิง ไม่ว่าจะเป็นลูกสาว ภรรยา หรือสะใภ้ สะท้อนถึงบรรทัดฐานทางสังคมวัฒนธรรมไทยที่คาดหวังให้ผู้หญิงทำหน้าที่ดูแลสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ สัดส่วนของผู้ดูแลที่เป็นผู้สูงอายุด้วย (60 ปีขึ้นไป) สูงถึงร้อยละ 37 สะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ "ผู้สูงอายุดูแลผู้สูงอายุ" ทั้งนี้เอง นอกเหนือจากผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลแล้ว แต่ตัวผู้ดูแลเองก็อาจมีความเสี่ยงด้านสุขภาพ ความเสื่อมถอยของร่างกาย หรือความเครียดสะสมจากการที่ต้องเป็นผู้ดูแลด้วยเช่นเดียวกัน

ที่มา: สร้างด้วย NotebookLM (AI-generated) จากข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุกับผู้ดูแลหลัก พบว่า ระบบการดูแลยังคงกระจุกตัวอยู่ภายในสถาบันครอบครัวเป็นหลัก โดยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ดูแลหลักคือ บุตร (ร้อยละ 57.1) รองลงมาคือ คู่สมรส (ร้อยละ 24.1) และญาติ (ร้อยละ 16.6) ในขณะที่มีผู้สูงอายุเพียงร้อยละ 2.2 เท่านั้นที่มีผู้ดูแลเป็นบุคคลอื่น เช่น คนรับใช้ ลูกจ้าง บุคลากรจากศูนย์บริการดูแลผู้สูงอายุ หรือเพื่อนบ้าน 

แม้วัฒนธรรมความกตัญญูและการดูแลกันภายในครอบครัวจะยังคงเป็นแกนหลักในสังคมไทย แต่สังคมไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดทางประชากร เนื่องจากอัตราเจริญพันธุ์รวม หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยที่สตรีหนึ่งคนจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ของตนที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้คนไทยในอนาคตบางส่วนครองตัวเป็นโสด มีบุตรน้อยลงหรือไม่มีบุตรเลย ประกอบกับตัวผู้ดูแลในครอบครัวเองก็มีอายุเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่วัยสูงอายุด้วยเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบครอบครัว จากครัวเรือนขยาย มาเป็นครัวเรือนข้ามรุ่น จนกลายมาเป็นอยู่กันตามลำพังเป็นครอบครัวเดี่ยว แล้วการดูแลผู้สูงอายุจะเป็นอย่างไร 

การจัดรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุของไทยเป็นอย่างไร

ระบบการดูแลผู้สูงอายุของไทยในปัจจุบัน ยึดหลักให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับครอบครัวและชุมชนของตนเองให้ยาวนานที่สุด (หรือที่เรียกว่า ageing in place) โดยแบ่งรูปแบบการดูแลออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่ การดูแลอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งครอบครัว ญาติ และเครือข่ายในชุมชนทำหน้าที่ช่วยเหลือในชีวิตประจำวัน และการดูแลอย่างเป็นทางการ ดำเนินการโดยภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากรวิชาชีพ ภาคเอกชน ผ่านระบบการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหรือเจ็บป่วยเรื้อรัง

อย่างไรก็ตาม จากข้อจำกัดด้านโครงสร้างประชากรและวิกฤตผู้ดูแล ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการรับมือในหลายๆ ด้านอย่างเร่งด่วน โดยภาครัฐและชุมชนต้องร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบการดูแลระยะยาว ด้วยการคัดกรองและเข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการผู้ดูแลแต่กลับไม่มีผู้ดูแล ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ราวร้อยละ 22 พร้อมทั้งขยายเครือข่ายอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุในชุมชนให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและบริการดูแลราคาประหยัด เช่น การส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวันหรือสถานดูแลระยะยาวที่มีมาตรฐานในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว รวมถึงการผลักดันการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการดูแลมาเป็นเครื่องมือช่วยเสริมพลังในการดูแลผุ้สูงอายุ เช่น กล้องวงจรปิดภายในบ้านเพื่อไว้ติดตามผู้สูงอายุในบ้าน การใช้อุปกรณ์สวมใส่ที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับเพื่อการแจ้งเตือนมีการพลัดตกหกล้มภายในบ้าน อุปกรณ์ติดตามตัวอัจฉริยะ (IoT) รวมถึงระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงคำปรึกษาแพทย์ได้สะดวกรวดเร็วโดยที่ไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ซึ่งไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน แต่ยังช่วยแบ่งเบาภาระและลดความกดดันของครอบครัวและผู้ดูแลหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนผู้ดูแลหลัก ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ทักษะการดูแลที่ถูกต้อง การจัดสรรเงินช่วยเหลือ หรือการกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและลดภาระความกดดันในระยะยาว


อ้างอิง

  • สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย. (n.d.). สถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร์. สืบค้นเมื่อ 9 กันยายน 2569, จาก https://stat.bora.dopa.go.th/stat/statnew/statyear/#/TableAge
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.

 


Tags :

CONTRIBUTORS

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th