การอยู่อาศัยของคนไทยในอดีต 40-50 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวคนไทยส่วนใหญ่มักจะอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวขยาย คือ มีคนหลากหลายวัยอาศัยอยู่ภายใต้หลังคาเรือนเดียวกัน ตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ พี่น้อง มาจนถึงลูกหลาน สมาชิกในครอบครัวมักจะใช้ชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยในการดำรงชีวิตประจำวัน ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำงานเพื่อหารายได้มาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายร่วมกัน แต่ในยุคปัจจุบันโครงสร้างครอบครัวรวมถึงวิถีชีวิตของคนในสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อจำนวนสมาชิกที่เคยอาศัยอยู่รวมกันหลายวัยกลับลดลง ทำให้โครงสร้างรูปแบบการอยู่อาศัยของคนไทยในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคของการอยู่คนเดียวมากขึ้นทั้งในเขตเมืองและชนบท การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ส่งผลให้อำนาจและบทบาทของครอบครัวขยายแบบดั้งเดิมค่อยๆ ลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (รูปที่ 1)

รูปที่ 1 : การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการอยู่อาศัย (40-50 ปีที่ผ่านมา กับ ปัจจุบัน)
ที่มา : รูปภาพประกอบจัดทำด้วย NotebookLM (OpenAI)
การเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของคนไทยมีส่วนทำให้คนไทยต้องอาศัยอยู่คนเดียวโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากการแยกกันอยู่กับคู่สมรส การหย่าร้าง การสูญเสียคู่สมรส การเข้าสู่สถานศึกษา การเดินทางไปทำงาน ข้อมูลจากการรายงานผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ครอบครัวขยายในสังคมไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน ครอบครัวที่อยู่คนเดียวและครอบครัวเดี่ยวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพ.ศ. 2564 คือร้อยละ 38.5 เป็นร้อยละ 40.1 ใน พ.ศ. 2567 และครอบครัวที่อยู่คนเดียวจากปี 2564 ร้อยละ 22.3 เป็นร้อยละ 26.5 ในปี 25671 (แผนภูมิที่ 1)
แผนภูมิที่ 1 : แผนภูมิแสดงรูปแบบการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมไทย พ.ศ. 2564-2567

ที่มา: ข้อมูลรายงานผลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคของครัวเรือน พ.ศ.2567 สำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยรูปภาพประกอบจัดทำด้วย NotebookLM (OpenAI)
การเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของประเทศไทย มีส่วนผลักดันให้คนไทยอาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้น เนื่องจากการมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว สวนทางกับจำนวนการเกิดของเด็กและจำนวนวัยแรงงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง คนไทยมีอายุขัยที่ยืนยาวมากขึ้น คนต้องการมีลูกน้อยลง ครอบครัวมีขนาดเล็กลง คนวัยเรียนและวัยทำงานมีอัตราการย้ายถิ่นสูงขึ้น ทำให้บ้านหลังเดิมที่เคยอาศัยอยู่ร่วมกัน คงเหลือไว้แต่เพียงกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องดำรงชีวิตอยู่บ้านกันเองตามลำพังมากขึ้น4 การอยู่คนเดียวของกลุ่มผู้สูงอายุนี้ เป็นผลมาจากค่านิยมของคนในสังคมที่ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันหลายรุ่นในครอบครัวลดลง กลายเป็นประเด็นสำคัญของการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่สังคมไทยที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น คือ ผู้สูงอายุจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในบ้านเพียงคนเดียว ทำให้ผู้สูงอายุเหล่านั้นต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งทางด้านสุขภาพที่เสื่อมถอยและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุทำงานได้น้อยลงหรือไม่สามารถทำงานได้แล้ว ทำให้รายได้ลดลงหรือไม่สามารถมีรายได้จากการทำงาน ต้องเผชิญความยากลำบากในการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองลดลง ร่างกายก็อ่อนแอลง การเคลื่อนไหวช้างลง ต้องการการดูแลมากขึ้น
สังคมสมัยใหม่เปิดโอกาสให้คนไทยได้รับการศึกษาสูงขึ้น ทำให้คนตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปเรียนหนังสือหรือไปทำงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสอบบรรจุเพื่อเข้าทำงานหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ การย้ายงานตามหน้าที่หรือย้ายตามคำสั่งของบริษัทให้ไปทำงานในสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ การไปหางานทำในเขตอุตสาหกรรมนอกภูมิลำเนาเดิม อย่างไรก็ตามทำให้คนที่ย้ายถิ่นออกไปทำงานมักมีความจำเป็นต้องอาศัยอยู่คนเดียวเพียงลำพังแบบไม่ได้ตั้งใจ จากการพึ่งพากันกับสมาชิกในครอบครัว ทำให้คนวัยรุ่นหรือวัยทำงานต้องทำงานและพึ่งพาตัวเองเกือบ 100 % ต้องแบกรับและรับผิดชอบชีวิตของตนเองทุกอย่างเมื่อมาอาศัยอยู่ในเมือง การเดินทางเพื่อมาเรียนและมาทำงานเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญทำให้คนในสังคมไทยอยู่คนเดียวมากขึ้น1 เงื่อนไขของอาขีพการทำงานที่ทำให้ต้องไปใช้ชีวิตอยู่คนเดียวในที่ต่างๆ อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนี้ส่วนหนึ่งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสมาชิกเดิมในครอบครัว หลายคนที่มีรายได้จากการทำงานก็ส่งเงินกลับบ้านไปให้ครอบครัว คนที่ย้ายถิ่นมาทำงานในเมืองหลายคน ต่างเฝ้ารอคอยวันหยุดยาวหรือช่วงเทศกาลเพื่อที่จะได้มีโอกาสเดินทางกลับไปบ้านเพื่อพบปะกับครอบครัว การอยู่คนเดียวลักษณะนี้จึงไม่ใช้ความต้องการเพื่อจะใช้ชีวิตแบบวิถีคนโสด แต่เป็นผลมาจาก ความต้องการที่จะหาโอกาสในการทำงาน เพราะต้องเปลี่ยนแปลงตามลักษณะของการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป
การอาศัยอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่จึงเหมือนเป็นบทพิสูจน์ว่าผู้ย้ายถิ่นมานั้นสามารถใช้ชีวิต และสามารถช่วยให้สมาชิกในครอบครัวจากถิ่นต้นทางมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร กับวิถีชีวิตในเมืองใหญ่ที่มีแต่ความเร่งรีบ แก่งแย่งแข่งขัน ต่อสู้ ดิ้นรน เพื่อหารายได้และความอยู่รอด แต่ในทางกลับกันผู้สูงอายุในถิ่นต้นทางที่จากลูกหลานจากมา มักจะดำเนินชีวิตไปแบบช้าๆ ในแต่ละวันและต้องเผชิญกับความโดดเดียวต้องพยายามดูแลตัวเองเมื่อต้องตามลำพังมากขึ้น ดังนั้น การอยู่คนเดียวทั้งในถิ่นต้นทาง(ผู้สูงอายุ) และถิ่นปลายทาง(วัยรุ่น/วัยแรงงาน) จึงเป็นผลจากการย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมือง (รูปที่ 2)

รูปที่ 2 : ปรากฏการณ์การย้ายถิ่น ต่างวัย ต่างที่ แต่ต้องเผชิญชีวิตลำพัง
ที่มา : รูปภาพประกอบจัดทำด้วย NotebookLM (OpenAI)
ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการอยู่อาศัยของสังคมไทยในปัจจุบันนี้ เป็นผลมาจาการเปลี่ยนผ่านทางประชากร (Demographic Transition) ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนผ่านทางประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย คนมีอายุยืนยาวมากขึ้นแต่กลับมีเด็กเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว การขยายตัวของเมืองเป็นปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งปัจจัยที่ดึงดูดคนวัยหนุ่มสาวให้ย้ายออกจากบ้านในต่างจังหวัด เข้ามาแสวงหาโอกาสในการศึกษาและการทำงานในเมือง ที่มีความเจริญทั้งทางด้านการศึกษาและเศรษฐกิจที่สูงกว่า การได้เข้ามาศึกษาและมาทำงานเมือง ช่วยเปิดโอกาสให้สามารถดำรงชีวิตมีทั้งความรู้และมีรายได้ดีกว่าถิ่นต้นทาง จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ การย้ายถิ่นเปลี่ยนสังคม จากสังคมชนบทสู่สังคมเมือง การย้ายถิ่นลักษณะนี้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัวไทย ที่กำลังเคลื่อนไปสู่ครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง ไม่ต้องการมีบุตร มีการย้ายถิ่นเพื่อการศึกษาและทำงานมากขึ้นการหย่าล้างและแยกกันอยู่สูงขึ้น รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงค่านิยมของคนรุ่นใหม่ การอยู่คนเดียวของวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่จำนวนมากมีความตั้งใจที่จะอยู่คนเดียว และต้องการให้ความสำคัญการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระในการตัดสินใจ มีโอกาสในการพัฒนาตนเอง มีความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต และสามารถกำหนดวิถีชีวิตและรักษาสมดุลชีวิตของตนเองกับการทำงานได้ง่ายมากขึ้น ส่งผลให้ค่านิยมในการแต่งงานและการมีลูกของคนรุ่นใหม่ลดลง คนรุ่นใหม่สามารถออกแบบการใช้ชีวิตได้ด้วยตนเอง5 การเปลี่ยนแปลงค่านิยมการใช้ชีวิตและการสร้างครอบครัว สำหรับคนรุ่นใหม่การอยู่คนเดียว เป็นทางเลือกมากขึ้น บางคนเลือกที่จะเลือกเดินทางคนเดียว ทานอาหารคนเดียว หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ที่ให้ความสะดวกสบายมากกว่าการใช้ชีวิตภายใต้ความกดดันและความคาดหวังของสมาชิกในครอบครัว (รูปที่ 3)

รูปที่ 3 : แกนหลักแห่งการเปลี่ยนผ่านทางประชากร
ที่มา : รูปภาพประกอบจัดทำด้วย NotebookLM (OpenAI)
อย่างไรก็ตาม การอยู่คนเดียวในสังคมก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความรู้สึกโดดเดี่ยวเสมอไป เพราะบางคนที่ใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง3 แต่ยังคงมีความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนใกล้ตัว ไม่ว่าจะเพื่อนสมัยเรียน เพื่อนร่วมงาน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง รวมไปถึงการมีปฏิสัมพันธ์ผ่านโลกออนไลน์ คนกลุ่มนี้สามารถใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์กับกลุ่มคนต่างๆ ไว้ด้วยกัน ทั้งคนในครอบครัว หรือเครือข่ายทางสังคมต่างๆ2 รวมถึงการมีกิจกรรมพบปะสังสรรค์กันบ้างตามวะระและโอกาส ก็สามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี และรู้สึกอบอุ่นไว้ได้ แต่ในทางกลับกันหากมีสมาชิกอยู่ร่วมกันหลายคนในบ้านหลังเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ดี ก็อาจทำให้สมาชิกที่อยู่ในบ้านที่มีจำนวนสมาชิกในบ้านหลายคนรู้สึกโดดเดี่ยวได้ การมีสมาชิกจำนวนสมาชิกอาศัยอยู่ด้วยกันหลายคนก็ไม่ได้การันตีว่าจะไม่รู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยวหากสมาชิกในครอบครัวไม่ใส่ใจกันและกัน แต่คุณภาพชีวิตที่ดีนั้นมาจากความสัมพันธ์ที่ดีต่อในครอบครัว หรือคนใกล้ตัว สัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องการความรัก ความผูกพัน และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน เพียงแต่ความสัมพันธ์เหล่านั้น อาจไม่ได้จำกัดอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันเหมือนในอดีต เพราะท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ทำให้คนมีความสุข อาจจะไม่ใช่การมีสมาชิกในครอบครัวอยู่ร่วมเสมอไป แต่มันคือการมีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีคุณภาพ พร้อมดูแลกันและกัน ไม่ว่ารูปแบบการอยู่อาศัยของสังคมไทยเราจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดก็ตาม (รูปที่ 4)

รูปที่ 4 : มายาคติ : อยู่คนเดียว = โดดเดี่ยว
ที่มา : รูปภาพประกอบจัดทำด้วย NotebookLM (OpenAI)
การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างสังคมไทยที่เปลี่ยนจาก ครอบครัวขยาย ไปสู่การ อยู่อาศัยคนเดียว มากขึ้น กลายเป็นวิถีชีวิตปกติใหม่ที่เห็นได้อย่างชัดมากขึ้นในปัจจุบัน ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลมาจาก การขยายตัวของความเป็นเมือง ที่ดึงดูดวัยทำงานให้ย้ายถิ่นฐาน รวมถึงค่านิยมของคนรุ่นใหม่รักอิสระและใช้ชีวิตแบบสันโดษมากกว่า การแต่งงานมีครอบครัวมีลูก นอกจากนี้ การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังเนื่องจากลูกหลานแยกตัวออกไปเรียนและไปทำงานต่างถิ่นมากขึ้น
การอยู่คนเดียวกำลังกายเปลี่ยนวิถีชีวิตปกติของผู้คนในยุคปัจจุบัน สิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดต่อไปว่า สังคมไทยจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่คนเดียวเหล่านั้นสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบเมืองที่เป็นมิตรกับทุกวัย การมีพื้นที่สาธารณะสำหรับทำกิจกรรมและสร้างความสัมพันธ์ การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชน การส่งเสริมสุขภาพร่างกาย สุขภาพจิต สำหรับทุกเพศทุกวัย และการสร้างสวัสดิการที่ตอบโจทย์การอาศัยอยู่คนเดียวมากขึ้น หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ต้องมีการปรับตัว และมีมาตรการต่างๆ มารองรับเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในดำรงชีวิตให้คนในสังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะอาศัยอยู่เพียงคนเดียวในเมืองหรือพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลก็ตาม
อ้างอิง
