The Prachakorn

วัยรุ่นไทยมองว่า การหยอกกันขำๆ กับ การถูกรังแก เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?


นงนุช จินดารัตนาภรณ์

12 พฤศจิกายน 2569
29



บทความก่อนหน้านี้ เรื่อง “รูปแบบการถูกรังแกโดยเพื่อน ผลกระทบ และแนวทางแก้ไข” ผู้เขียนได้อธิบายความหมายและรูปแบบของการถูกรังแกโดยเพื่อน ในบทความนี้ผู้เขียนนำเสนอความแตกต่างระหว่างพฤติกรรมการหยอกล้อกันและพฤติกรรมหรือการกระทำที่ถือว่าเป็นการถูกรังแกฯ โดยข้อมูลจากการสนทนากลุ่มวัยรุ่นชายและหญิงอายุ 16-18 ปี จำนวน 30 คน ในจังหวัดนครปฐม พบว่า เด็กวัยรุ่นจำนวนหนึ่งไม่ได้มองว่าการกระทำทุกอย่างที่ทำให้คนอื่นเสียใจหรือไม่สบายใจจะเรียกว่าการถูกรังแกฯ เสมอไป แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้การกระทำนั้นกลายเป็นการถูกรังแกฯ คือ เจตนา ซึ่งหมายถึง ความตั้งใจหรือการจงใจของผู้กระทำ รวมทั้งการกระทำซ้ำๆ หรือ กระทำอย่างต่อเนื่อง การถูกรังแกฯ จึงไม่ใช่แค่เรารู้สึกว่าถูกรังแกฯ แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามว่า อีกฝ่ายตั้งใจหรือจงใจทำให้เราเจ็บ เสียใจ อับอาย หรือรู้สึกแย่หรือไม่1

    ในชีวิตประจำวันของวัยรุ่นอาจมีการหยอกล้อกันเป็นเรื่องปกติ บางครั้งคำพูดเหล่านั้นอาจทำให้คนฟังรู้สึกไม่ชอบใจ ผลการสนทนากลุ่มของเด็กวัยรุ่นหญิงบางคนระบุว่า การที่คนๆ หนึ่งรู้สึกเสียใจเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าเขาถูกรังแกฯ สิ่งที่เด็กกลุ่มนี้ให้ความสำคัญคือ เจตนา ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนอาจพูดแซวเรื่องทรงผมหรือการแต่งหน้า “วันนี้หน้าลอยมาเลย” โดยคิดว่าเป็นเรื่องตลก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกไม่มั่นใจเรื่องนี้ และเมื่อรู้ว่าเพื่อนไม่ชอบแล้วหยุดพูด1 กรณีตัวอย่างนี้อาจเป็นเรื่องของการหยอกล้อ แต่ถ้าอีกฝ่ายรู้ชัดเจนอยู่แล้วว่า เรื่องนี้ทำให้เพื่อนรู้สึกเสียใจ แล้วกลับยังพูดซ้ำๆ ตั้งใจพูดต่อหน้าคนอื่น เพื่อให้เพื่อนอับอาย หรือจงใจใช้เรื่องนั้นทำร้ายความรู้สึก การกระทำดังกล่าวก็ไม่ใช่การแซวหรือหยอกล้อกัน ดังนั้น ความแตกต่างสำคัญระหว่างการหยอกล้อกันกับการถูกรังแกฯ จึงอาจไม่ได้อยู่ที่คำพูดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าผู้กระทำมีเจตนาอะไร และเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไรแล้ว ยังเลือกที่จะทำต่อไปหรือไม่

ในชีวิตจริง คนที่รังแกคนอื่นคงไม่ได้เดินมาพูดตรงๆ ว่า ฉันตั้งใจจะทำให้เธอเสียใจ ดังนั้น การมองเรื่องเจตนาจึงไม่ใช่การรอให้ผู้กระทำยอมรับ เจตนาอาจมองได้จากพฤติกรรมและบริบท ณ ขณะนั้น เช่น การเลือกพูดหรือทำต่อหน้าคนจำนวนมากเพื่อให้อับอาย การเลือกจุดอ่อนหรือเรื่องที่อีกฝ่ายรู้สึกไม่มั่นใจมาล้อ การรวมกลุ่มกันแกล้งหรือกันคนคนหนึ่งออกจากกลุ่ม หรือการยังคงกระทำแม้อีกฝ่ายขอให้หยุด พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า การกระทำนั้นมีลักษณะของการเลือกกระทำต่อผู้อื่น ทั้งที่รู้ว่าผลกระทบคือ การทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดหรืออับอาย

ปัจจุบันคำว่าการถูกรังแก (บูลลี่) ใช้กันอย่างแพร่หลายมาก บางครั้งการทะเลาะกัน ความคิดเห็นไม่ตรงกัน หรือคำพูดที่ทำให้ไม่พอใจเพียงครั้งเดียวก็อาจถูกเรียกว่าเป็นการบูลลี่ ผลจากการสนทนากลุ่มของวัยรุ่นนี้ทำให้ผู้เขียนมองเห็นความแตกต่างระหว่างการหยอกล้อกัน (ซึ่งทำให้รู้สึกไม่ดี) กับการถูกรังแกฯ (ซึ่งทำให้รู้สึกไม่ดีเหมือนการหยอกล้อกัน) จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะทำให้เราเข้าใจปัญหาของการถูกรังแกฯ ได้ชัดเจนขึ้น การหยอกล้อไม่ใช่จะเป็นการถูกรังแกฯ เสมอไป คนสองคนอาจหยอกล้อกันโดยต่างฝ่ายต่างมีอำนาจใกล้เคียงกันและต่างก็โต้ตอบกันได้ หรือบางครั้งคนหนึ่งอาจพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่การถูกรังแกฯ มีลักษณะที่ทำให้คนหนึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ ถูกทำให้เจ็บปวด หรือถูกลดคุณค่าจากการกระทำของอีกฝ่าย ความแตกต่างของสองคำนี้ อาจช่วยให้เราเลือกวิธีแก้ปัญหาได้เหมาะสมขึ้น กรณีการหยอกล้อกันและทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน เด็กวัยรุ่นอาจต้องเริ่มจากการพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน แต่การถูกรังแกฯ อาจต้องปกป้องผู้ถูกกระทำ การหยุดพฤติกรรมการรังแกอย่างจริงจัง และการให้ผู้กระทำรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ผู้เขียนคิดว่า บางทีคำถามง่ายๆ ที่ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคือ ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้หัวเราะ เราจะยังคิดว่ามันคือการหยอกล้อกันอยู่หรือไม่? และถ้าเรารู้แล้วว่า เขาเสียใจ เราจะหยุดหรือยังทำต่อ? การหยอกล้ออาจทำได้ แต่ไม่ใช่สถานการณ์ที่คนหนึ่งหัวเราะ ในขณะที่อีกคนต้องหัวเราะกลบความรู้สึก เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าตนเองเป็นคนคิดมาก การเรียนรู้เรื่องการถูกรังแกฯ ของวัยรุ่น จึงไม่ใช่เพียงการสอนให้ท่องจำว่า ห้ามด่า ห้ามล้อ ห้ามทำร้าย แต่ควรเป็นการสอนให้เรียนรู้ที่จะมองเพื่อนหรือคนอื่นในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกเหมือนกันกับเรา และสิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เพราะสิ่งที่เริ่มต้นจากคำพูดว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจ อาจกลายเป็นการรังแกได้  เมื่อเรารู้แล้วว่าอีกฝ่ายเจ็บปวด แต่ยังเลือกที่จะทำต่อไป

ดังนั้น การแยกความแตกต่างระหว่างการหยอกล้อกันกับการถูกรังแกฯ ควรพิจารณาเจตนา การกระทำซ้ำ และบริบทของความสัมพันธ์ร่วมกัน ความเข้าใจที่ชัดเจน จะช่วยให้เด็กวัยรุ่น ผู้ปกครอง ครู และผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นปัญหาและเลือกแนวทางแก้ไขได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น


เอกสารอ้างอิง

  1. นงนุช จินดารัตนาภรณ์, สลักจิต ชื่นชม. โครงการวิจัยเรื่องปัจจัยที่สร้างความเป็นปกติให้แก่เด็กไทยในการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ การใช้บุหรี่ไฟฟ้า และสุขภาพจิต. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล; 2569.

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th