วันนี้เราเก่งขึ้นหรือยัง?
เช้าวันทำงานธรรมดา ๆ เริ่มต้นขึ้น เสียงนาฬิกาปลุกดัง เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา และก่อนจะลุกจากเตียง นิ้วก็เผลอเลื่อนผ่านหน้าจอไปตามความเคยชิน ใครบางคนเพิ่งเรียนจบหลักสูตรใหม่ เพื่อนคนหนึ่งได้เลื่อนตำแหน่ง อีกคนตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อออกกำลังกาย บางคนกำลังเรียนภาษาที่สาม เปิดธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง หรือโพสต์ภาพเหรียญรางวัลจากการวิ่งมาราธอนครั้งล่าสุด
ขณะที่เรายังนั่งอยู่บนเตียง และกำลังคิดเพียงว่า...วันนี้จะทำงานทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าให้เสร็จอย่างไรดีเราไม่ได้ไม่ยินดีกับความสำเร็จของใคร แต่บางครั้งภาพชีวิตของคนอื่นที่ผ่านเข้ามาทีละภาพ ก็ทำให้เราเผลอหันกลับมามองชีวิตของตัวเอง ปีนี้เราเรียนรู้อะไรใหม่แล้วหรือยัง? งานของเราก้าวหน้าแค่ไหน? ทำไมคนอื่นไปไกลจัง? แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่?
จากเช้าธรรมดา ๆ วันหนึ่ง จู่ ๆ ชีวิตก็เหมือนมีตารางประเมินที่มองไม่เห็นปรากฏขึ้นมา และคำถามง่าย ๆ อย่าง “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” อาจค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยคำถามว่า “วันนี้เราเก่งขึ้นหรือยัง?”
โลกการทำงานในปัจจุบันให้คุณค่ากับการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และการปรับตัว สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิดเลย การตั้งเป้าหมายทำให้เรามีทิศทาง การเรียนรู้เปิดโอกาสใหม่ และความสำเร็จก็เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจแต่บางทีปัญหาอาจเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบ ๆ เมื่อคำว่า “อยากพัฒนา” ค่อย ๆ กลายเป็น “ต้องพัฒนา” จนอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ถ้าวันนี้เราไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ไม่ได้สร้างผลงานชิ้นใหญ่ และไม่ได้ก้าวไปไกลกว่าเมื่อวาน วันนี้ยังถือว่าเป็นวันที่ดีได้ไหม?
เราอาจเริ่มวัดวันธรรมดาด้วยจำนวนงานที่ทำสำเร็จ วัดความสามารถด้วยตำแหน่งและผลงาน และบางครั้งก็เผลอวัดชีวิตของตัวเองด้วยชีวิตของคนอื่น การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น หรือ Social Comparison ไม่ใช่เรื่องแปลก งานทบทวนและวิเคราะห์อภิมานของ Gerber, Wheeler และ Suls ซึ่งรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับทฤษฎีการเปรียบเทียบทางสังคมตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี แสดงให้เห็นว่า การเปรียบเทียบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่มนุษย์ใช้ประเมินตนเอง และเรามีแนวโน้มเปรียบเทียบกับคนที่ดูเหมือนทำได้ดีกว่าเรา หรือที่เรียกว่า Upward Comparison ได้เช่นกัน
ในโลกที่ชีวิตของคนอื่นปรากฏอยู่บนหน้าจอได้ตลอดเวลา การเปรียบเทียบเช่นนี้ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย งานวิเคราะห์อภิมานจากการศึกษาทดลองเกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย พบว่า การเผชิญเนื้อหาที่ชวนให้เปรียบเทียบตนเองกับคนที่ดูดีกว่า หรือประสบความสำเร็จกว่า มีผลเชิงลบโดยเฉลี่ยต่อการประเมินตนเองและอารมณ์ รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีและความภาคภูมิใจในตนเอง แม้ผลที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนจะไม่เหมือนกันก็ตาม เพราะสิ่งที่เราเห็นผ่านหน้าจอ มักเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตใครบางคน เราเห็นวันที่เขาประสบความสำเร็จ แต่อาจไม่เห็นวันที่เขาสงสัยในตัวเอง เราเห็นภาพวันรับรางวัล แต่อาจไม่เห็นคืนที่งานไม่เป็นอย่างใจ เราเห็นปลายทางของใครบางคน แล้วนำมาเปรียบเทียบกับระหว่างทางของตัวเอง บางทีสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย อาจไม่ใช่เพราะเราเดินช้า แต่เพราะเรามองคนที่เดินอยู่ข้างหน้าบ่อยเกินไป เมื่อการเปรียบเทียบมาพร้อมกับความคาดหวังว่าเราควรทำทุกอย่างให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ความพยายามที่จะพัฒนาตัวเองจึงอาจค่อย ๆ กลายเป็นแรงกดดัน ต้องทำงานให้ดี ต้องเรียนรู้เพิ่ม ต้องดูแลสุขภาพ ต้องมีรายได้มากขึ้น ต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า แม้แต่เวลาพัก...บางครั้งเรายังรู้สึกว่าควรพักให้ “มีประโยชน์” จนชีวิตแทบไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งที่ไม่ได้สร้างผลงานอะไรเลย
ในทางจิตวิทยาการทำงาน การฟื้นตัวจากงานหรือ Recovery เป็นประเด็นที่ได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง Sonnentag และ Fritz เสนอแนวคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ช่วยให้คนเราฟื้นตัวจากงาน ประกอบด้วยการวางใจออกจากเรื่องงาน (Psychological Detachment) การผ่อนคลาย (Relaxation) การได้ทำกิจกรรมที่สร้างประสบการณ์หรือความรู้สึกเชี่ยวชาญในสิ่งอื่น (Mastery) และการมีอิสระในการเลือกใช้เวลาของตัวเอง (Control) งานของทั้งสองยังพบความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์เหล่านี้กับความเครียดจากงานและความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจ นั่นทำให้คำว่า “พัก” น่าสนใจขึ้นมาอีกครั้ง
เพราะการพักอาจไม่ใช่เวลาที่เหลือจากการทำงาน และไม่จำเป็นต้องเป็นรางวัลที่เราจะได้รับต่อเมื่อทำทุกอย่างเสร็จแล้ว บางครั้งมัน คือ ส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตให้เดินต่อไปได้ วันที่เราไม่ได้เรียนคอร์สใหม่ แต่ได้นั่งกินข้าวกับครอบครัว วันที่ไม่มีผลงานชิ้นใหม่ แต่ได้ออกไปเดินเล่นหรือออกกำลังกาย วันที่ไม่ได้ตอบทุกข้อความทันที แต่ปิดหน้าจอแล้วนั่งเงียบ ๆ หรือวันที่เราใช้เวลาวาดรูป อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ เล่นกีฬา ฟังเพลง หรือทำสิ่งที่ชอบ โดยไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จรออยู่ปลายทาง วันเหล่านั้นอาจดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่บางที บางสิ่งกำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ เราได้พัก ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ได้มีพื้นที่สำหรับคนที่เรารัก และได้ใช้ชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกนาทีให้กลายเป็น “ผลงาน” สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ชีวิต หยุดพัฒนา มันอาจกำลังทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง คือ คืนพื้นที่ให้ได้ใช้ชีวิต

ที่มา www.magnific.com
ภายใต้บัญชีสมาชิกและสิทธิ์การใช้งาน (License)
วันพรุ่งนี้ เรายังเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ ยังตั้งเป้าหมายได้ และยังพยายามเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้นได้เหมือนเดิม เพียงแต่ระหว่างทาง เราอาจอนุญาตให้ตัวเองได้หยุดพักบ้าง ไม่ต้องวิ่งไปไหน ไม่ต้องมีผลงานชิ้นใหม่ ไม่มีเรื่องน่าภูมิใจให้โพสต์ ไม่มีใบประกาศนียบัตรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งใบ และไม่ต้องคอยวัดว่าชีวิตก้าวหน้าไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะการเติบโตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่เราเดินไปข้างหน้า แต่บางครั้งมันเกิดขึ้นในวันที่เราหยุดพัก มองกลับมาที่ตัวเอง และเริ่มเข้าใจว่าอะไรสำคัญกับชีวิตจริง ๆ ชีวิตไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะในวันที่เราทำสำเร็จเท่านั้น
และเราไม่ได้ต้องเก่งขึ้นทุกวันก็ได้
บางวัน...แค่ได้ใช้ชีวิตอย่างธรรมดา กินอาหารมื้อหนึ่งกับคนที่เรารัก ได้ทำสิ่งที่ชอบ ได้พักเมื่อเหนื่อย และยังรู้สึกดีกับตัวเองอยู่
วันนั้นก็อาจดีพอแล้ว
เอกสารอ้างอิง
