The Prachakorn

การเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้หญิงไทย กับภาระงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน: มุมมองผ่านกรอบ NTA และ NTTA


กัญญาพัชร สุทธิเกษม

20 ตุลาคม 2569
35



รายงานสถิติแรงงานอย่างเป็นทางการที่ปรากฏมักจะเป็นตัวเลข “อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน” (Labor Force Participation Rate: LFPR) ซึ่งอาจทำให้มีข้อสรุปที่คลาดเคลื่อนว่า "ผู้หญิงไทยทำงานน้อยกว่าผู้ชาย" แต่คำถามที่สำคัญตามมาคือ ตัวเลขในระบบตลาดแรงงานนั้นสะท้อนภาระงานทั้งหมดในชีวิตจริงของผู้หญิงแล้วหรือไม่ บทความนี้ชวนดูสถิติแรงงาน และกรอบแนวคิดบัญชีกระแสการโอนประชาชาติ (National Time Transfer Accounts: NTA) เพื่อทำความเข้าใจใหม่ว่า งานดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้าง (Unpaid Care Work) กำลังแบกรับโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจไทยไว้อย่างไรบ้าง

1. ตัวเลขในตลาดแรงงาน: ภาพมายาของสถิติในเศรษฐกิจกระแสหลัก

หากพิจารณาเฉพาะสถิติตลาดแรงงานอย่างเป็นทางการจากสำนักงานสถิติแห่งชาติและกระทรวงแรงงาน ข้อมูลรายปี พ.ศ. 2568  พบว่า อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ที่ร้อยละ 67.5 โดยเมื่อจำแนกตามเพศจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน พบว่า เพศชายมีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานสูงถึง ร้อยละ 76.1 ขณะที่เพศหญิง มีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานอยู่ที่ร้อยละ 59.7 1

นอกจากนี้ อัตราส่วนผู้มีงานทำต่อประชากร พบว่า เพศชาย (ร้อยละ 75.1) ก็สูงกว่าเพศหญิง (ร้อยละ 59.0) เช่นเดียวกัน ในขณะที่กลุ่มประชากรที่ “ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน” (Inactivity) จำนวน 19.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 32.4 ของประชากรวัยแรงงานทั้งหมด พบว่าสัดส่วนของผู้หญิงที่ไม่ถูกนับรวมในกำลังแรงงานสูงถึง ร้อยละ 40.3 ในขณะที่ผู้ชายมีเพียง ร้อยละ 23.8 เท่านั้น 1  

ตารางที่ 1: ตัวชี้วัดการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป
จำแนกตามเพศ พ.ศ. 2568 (ข้อมูลรายปี)

ตัวชี้วัดตลาดแรงงาน

เพศชาย (%) เพศหญิง (%) รวมทั้งประเทศ (%)
อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (LFPR) 76.1% 59.7% 67.5%
อัตราส่วนผู้มีงานทำต่อประชากร  75.1%  59.0% 66.6%
อัตราผู้ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน (Inactivity Rate) 23.8% 40.3% 32.4%

ที่มา: รวบรวมจาก ตัวชี้วัดแรงงาน พ.ศ. 2568 1
หมายเหตุ: อัตราของเพศชายและเพศหญิงคำนวณจากประชากรของแต่ละเพศ ส่วนอัตรารวมทั้งประเทศคำนวณจากประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหมด 

หากมองเพียงตัวเลขพื้นฐานนี้ นิยามทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอาจทำให้เข้าใจไปว่าผู้หญิงเข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานน้อยกว่าผู้ชาย แตกต่างกันประมาณ 16–17 จุดเปอร์เซ็นต์ ทว่าเหตุผลเบื้องหลังการไม่อยู่ในกำลังแรงงานต่างหาก คือคำตอบที่ซ่อนอยู่

ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติยังคงสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างหญิงกับชายอย่างต่อเนื่อง ในไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2568 อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานของประชากรไทยอยู่ที่ร้อยละ 67.5 โดยผู้ชายมีอัตราร้อยละ 76.1 ขณะที่ผู้หญิงอยู่ที่ร้อยละ 59.7 หรือแตกต่างกันประมาณ 16.6 จุดเปอร์เซ็นต์ 2  เมื่อมองย้อนหลัง ช่องว่างดังกล่าวไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว ในไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2567 ผู้ชายมีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานร้อยละ 77.2 ขณะที่ผู้หญิงอยู่ที่ร้อยละ 59.8 และในไตรมาสที่ 3 ของปีเดียวกัน ผู้ชายอยู่ที่ร้อยละ 76.9 ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ร้อยละ 60.6 2,3 ข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดผู้หญิงจึงมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานต่ำกว่าผู้ชาย ทั้งที่ผู้หญิงไทยมีระดับการศึกษาและบทบาททางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “ความต้องการทำงาน” ของผู้หญิงเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของครอบครัว การมีบุตร การดูแลสมาชิกในครอบครัว และรูปแบบการจัดสรรเวลาในครัวเรือน

หากมองตามช่วงวัย จะเห็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาสที่ 3 พ.ศ. 2567 ช่วยให้เห็นภาพเส้นทางการเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้หญิงตามช่วงอายุได้ชัดเจนขึ้น 3  ในช่วงอายุ 20–24 ปี ผู้หญิงมีอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานร้อยละ 57.1 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 81.5 ในช่วงอายุ 25–29 ปี จากนั้นเพิ่มเป็นร้อยละ 84.5 ในช่วงอายุ 30–34 ปี และสูงสุดประมาณร้อยละ 85.9 ในช่วงอายุ 35–39 ปี ก่อนจะลดลงเล็กน้อยเป็นร้อยละ 84.8 ในช่วงอายุ 40–49 ปี หลังจากนั้นอัตราการมีส่วนร่วมเริ่มลดลงอย่างชัดเจน โดยอยู่ที่ร้อยละ 74.7 ในช่วงอายุ 50–59 ปี ร้อยละ 49.1 ในช่วงอายุ 60–64 ปี ร้อยละ 35.2 ในช่วงอายุ 65–69 ปี และเหลือร้อยละ 11.4 ในกลุ่มอายุ 70 ปีขึ้นไป 3 (ภาพที่ 1) 


 
ภาพที่ 1 อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงไทย ตามช่วงอายุ ในไตรมาสที่ 3 พ.ศ. 2567
ที่มา: Statistical Yearbook Thailand 2025, National Statistical Office

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ เพราะช่วงอายุ 25–49 ปีเป็นช่วงวัยที่ผู้หญิงหลายคนกำลังก่อร่างสร้างครอบครัว มีบุตร และต้องรับผิดชอบการดูแลสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้น การพิจารณาเพียงเส้นกราฟของการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานอาจยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นกับเวลาและบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิงในช่วงวัยดังกล่าว

“การไม่อยู่ในตลาดแรงงาน” หมายถึง “ไม่ได้ทำงาน” หรือ ?

“ไม่อยู่ในกำลังแรงงาน” ก็ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ได้ทำงาน” นี่เป็นจุดที่แนวคิดเรื่อง National Transfer Accounts (NTA) และการวัดงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง หรือ Counting Women's Work เข้ามาช่วยให้เข้าใจภาพดังกล่าวมากขึ้น การวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบทั่วไปมักให้ความสำคัญกับงานที่เกิดขึ้นในตลาด เช่น การทำงานที่ได้รับค่าจ้างหรือการประกอบธุรกิจ แต่กิจกรรมจำนวนมากภายในครัวเรือน เช่น การดูแลเด็ก การทำอาหาร การทำความสะอาด และการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้ถูกนับเป็นงานในตลาดแรงงาน แม้ว่ากิจกรรมเหล่านี้จะใช้เวลาและมีคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง กรอบ Counting Women's Work ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากแนวคิด NTA จึงพยายามทำให้ “งานที่มองไม่เห็น” เหล่านี้ปรากฏขึ้น โดยใช้ข้อมูลการใช้เวลาเพื่อประเมินการผลิตสินค้าและบริการภายในครัวเรือน รวมถึงงานดูแลที่ผู้หญิงและผู้ชายทำในแต่ละช่วงวัย [4] ประเด็นสำคัญคือ หากเราดูเฉพาะตลาดแรงงาน ผู้หญิงที่ออกจากงานเพื่อมาดูแลลูกหรือสมาชิกในครอบครัวจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “คนที่ไม่ได้ทำงานและไม่ได้กำลังหางานทำ” แต่ในมุมมองของเศรษฐกิจครัวเรือน ผู้หญิงคนนั้นอาจยังคงทำงานเป็นจำนวนมาก เพียงแต่เป็นงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างและไม่ได้ถูกนับอยู่ในตลาดแรงงาน ดังนั้น การลดลงของการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานจึงไม่ควรถูกตีความโดยอัตโนมัติว่าเป็นการลดลงของ “การทำงาน” ที่น่าสนใจคือ เมื่อพิจารณาเหตุผลของการไม่อยู่ในกำลังแรงงาน จะพบว่า ผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้ออกจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ยังมีภาระงานภายในครัวเรือน โดยในปี 2568 มีผู้หญิงประมาณ 4.21 ล้านคน ที่ไม่อยู่ในกำลังแรงงานเนื่องจาก “ทำงานบ้าน” ขณะที่ผู้ชายมีประมาณ 0.26 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านการจัดสรรงานภายในครัวเรือนระหว่างหญิงและชายอย่างชัดเจน 2

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ การเข้าสู่ตลาดแรงงานของผู้หญิง ไม่ได้หมายความว่าการทำงานของผู้หญิงจะกระจายอยู่ในทุกภาคเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาสที่ 1 พ.ศ. 2568 พบว่า ผู้หญิงคิดเป็นร้อยละ 46.3 ของกำลังแรงงานทั้งหมด โดยสัดส่วนของผู้หญิงแตกต่างกันอย่างมากตามประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 2 ตัวอย่างเช่น มีผู้หญิงคิดเป็นร้อยละ 65.6 ของแรงงานในกิจการที่พักแรมและบริการด้านอาหาร ร้อยละ 52.7 ในการขายส่งและขายปลีก ร้อยละ 54.0 อยู่ในกิจกรรมทางการเงินและการประกันภัย และร้อยละ 69.8 ในภาคการศึกษา ขณะที่ในกิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ ผู้หญิงมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 76.7

ในทางกลับกัน ผู้หญิงมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 15.2 ของแรงงานในภาคการก่อสร้าง และร้อยละ 17.7 ในการขนส่งและการจัดเก็บสินค้า  ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า ตลาดแรงงานไม่ได้เป็นพื้นที่ที่เป็นกลางทางเพศอย่างสมบูรณ์ แต่มีการกระจุกตัวของผู้หญิงในอาชีพและภาคเศรษฐกิจบางประเภท โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการบริการ การศึกษา สุขภาพ และการดูแล ที่น่าสนใจคือ งานในตลาดแรงงานบางส่วนเหล่านี้มีลักษณะใกล้เคียงกับ “งานดูแล” ที่ผู้หญิงทำอยู่ในครัวเรือนอยู่แล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง สังคมอาจกำลังพึ่งพาผู้หญิงทั้งในฐานะผู้ดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้างภายในบ้าน และในฐานะแรงงานที่ได้รับค่าจ้างในภาคการดูแลและบริการ

2. เมื่อ “งานของผู้หญิง” ไม่ได้อยู่แค่ในตลาดแรงงาน: จาก NTA สู่ NTTA

ข้อมูลจาก National Transfer Accounts (NTA) ช่วยให้เห็น “วงจรชีวิตทางเศรษฐกิจ” ของประชากร โดยเปรียบเทียบรายได้จากแรงงานกับการบริโภคในแต่ละช่วงวัย หากรายได้จากแรงงานต่ำกว่าการบริโภค บุคคลจะอยู่ในภาวะ ขาดดุลตลอดช่วงชีวิต (Life Cycle Deficit: LCD) แต่เมื่อรายได้จากแรงงานสูงกว่าการบริโภค จะเข้าสู่ช่วง เกินดุลตลอดช่วงชีวิต (Life Cycle Surplus) ซึ่งโดยทั่วไปเป็นช่วงวัยทำงาน 4,5 

สำหรับประเทศไทย ข้อมูล NTA ปี 2021 พบว่า ช่วงอายุประมาณ 27–57 ปี เป็นช่วงเดียวที่รายได้จากแรงงานสูงกว่าการบริโภค หรือเป็นช่วงที่ประชากรอยู่ในภาวะเกินดุลตลอดช่วงชีวิต ขณะที่ก่อนอายุประมาณ 27 ปีและหลังอายุประมาณ 57 ปี รายได้จากแรงงานต่ำกว่าการบริโภค 4  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในช่วงวัยทำงาน คนวัยนี้ไม่ได้เพียงสร้างรายได้เพื่อการบริโภคของตนเองเท่านั้น แต่ยังมีส่วนในการสร้างทรัพยากรเพื่อชดเชยการขาดดุลของคนในวัยอื่นผ่านการโอนระหว่างครัวเรือน การโอนผ่านภาครัฐ และการออมและการลงทุน 4

จุดสำคัญคือ NTA แบบมาตรฐานมองเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมที่อยู่ในระบบตลาดแรงงานเป็นหลัก ดังนั้นรายได้จากการทำงานบ้าน การดูแลเด็ก การดูแลผู้สูงอายุ หรือการดูแลสมาชิกคนอื่นในครัวเรือนโดยไม่ได้รับค่าจ้าง จึงไม่ได้ปรากฏเป็น Labor Income ในลักษณะเดียวกับรายได้จากการทำงานที่มีการซื้อขายในตลาด ทั้งที่กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการผลิตและการดำรงชีวิตของครัวเรือน 6,7 การมองเฉพาะ NTA จึงอาจทำให้เราเห็น “ส่วนหนึ่ง” ของบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิง แต่ยังไม่เห็นงานอีกส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นภายในครัวเรือน

ตรงนี้เองที่ National Time Transfer Accounts (NTTA) เข้ามาช่วยเติมภาพให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะ NTTA นำข้อมูลการใช้เวลามาวิเคราะห์ การผลิต การบริโภค และการถ่ายโอนงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน จำแนกตามอายุและเพศ ทำให้สามารถมองเห็นงานบ้านและงานดูแลที่อยู่นอกขอบเขตของระบบเศรษฐกิจได้ 6,7  แนวคิดนี้จึงไม่ได้มอง “งาน” เฉพาะงานที่สร้างรายได้ แต่พยายามทำให้เห็นเศรษฐกิจทั้งส่วนที่เกิดขึ้นในตลาดและส่วนที่เกิดขึ้นในครัวเรือน ซึ่งความแตกต่างเชิงโครงสร้างนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพสะท้อนในทางทฤษฎี แต่มีตัวเลขเชิงประจักษ์ที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนในบริบทของสังคมไทย

ข้อมูลของประเทศไทยสะท้อนช่องว่างดังกล่าวอย่างชัดเจน จากข้อมูลการใช้เวลาที่นำเสนอใน ASEAN Gender Outlook 2024 ผู้หญิงไทยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง 6 นาทีต่อวัน กับงานบ้านและงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ขณะที่ผู้ชายใช้เวลาประมาณ 48 นาทีต่อวัน หรือผู้หญิงใช้เวลามากกว่าผู้ชายเกือบ 4 เท่า 7 หากคำนวณเป็นเวลาตลอดหนึ่งปี ตัวเลขดังกล่าวเทียบได้กับประมาณ 1,130 ชั่วโมงต่อปีสำหรับผู้หญิง และ 292 ชั่วโมงต่อปีสำหรับผู้ชาย หรือมีช่องว่างประมาณ 838 ชั่วโมงต่อปี ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าความแตกต่างด้านการแบ่งงานในครัวเรือน เพราะเวลาเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด และเวลาที่ใช้กับงานบ้านและงานดูแลย่อมเป็นเวลาที่ไม่สามารถนำไปใช้กับกิจกรรมอื่นได้ทั้งหมด เช่น การทำงานเพื่อสร้างรายได้ การเพิ่มทักษะ การศึกษา การพักผ่อน หรือการมีส่วนร่วมทางสังคม ดังนั้น ช่องว่างระหว่างหญิงกับชายจึงไม่ได้มีเฉพาะช่องว่างทางรายได้ระหว่างเพศ (gender gap in income) แต่ยังมีช่องว่างระหว่างเพศด้านการใช้เวลา (gender gap in time) อีกด้วย 7 (ภาพที่ 2)

ภาพที่ 2 ความแตกต่างในการใช้เวลาที่สะท้อนภาระงานที่ไม่เท่ากัน ระหว่างเพศชายกับเพศหญิง
ที่มา: สร้างจาก AI ChatGPT https://chatgpt.com/c/6aaf594f-e34c-83ec-b063-99e09fef3ea6

ยิ่งไปกว่านั้น งานดูแลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการดูแลเด็ก แต่รวมถึงการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีความสำคัญมากขึ้นในสังคมสูงวัยของประเทศไทย งานวิจัยที่ใช้ข้อมูลการสำรวจการใช้เวลาของประเทศไทยพบว่า ผู้หญิงมีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุมากกว่าผู้ชายทั้งในด้านจำนวนผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลและระยะเวลาที่ใช้ในการดูแล 8 งานวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในปี 2026 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลระดับประเทศของไทยก็พบความแตกต่างทางเพศในการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับค่าจ้าง โดยผู้หญิงมีแนวโน้มทำหน้าที่ดูแลและใช้เวลาในการดูแลมากกว่าผู้ชาย และพบว่า การจัดสรรเวลาระหว่างการทำงานเพื่อรายได้กับการดูแลมีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิง 9

เมื่อมอง NTA และ NTTA ร่วมกัน จึงเห็นภาพที่กว้างขึ้นว่า ผู้หญิงไม่ได้มีบทบาททางเศรษฐกิจเพียงในฐานะผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานและสร้างรายได้ แต่ยังเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการภายในครัวเรือนผ่านงานบ้านและงานดูแลอีกจำนวนมาก งานเหล่านี้มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตของสมาชิกในครัวเรือนและต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ของคนรุ่นต่อไป แต่ไม่ได้ปรากฏเป็นรายได้ในตลาดโดยตรง 4,6

ภาพดังกล่าวทำให้เห็นสิ่งที่อาจเรียกว่า “ภาระงานสองด้าน” ของผู้หญิง กล่าวคือ ผู้หญิงจำนวนหนึ่งต้องจัดสรรเวลาให้กับทั้งงานที่มีค่าตอบแทนในตลาดแรงงานและงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนภายในครัวเรือน ขณะที่ข้อมูลระดับภูมิภาคอาเซียนยังพบว่า ช่องว่างด้านงานบ้านและงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนมีขนาดใหญ่ในช่วงวัยที่เกี่ยวข้องทั้งกับการเข้าสู่ตลาดแรงงาน การสร้างครอบครัว และการเลี้ยงดูบุตร 7  ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่ว่า ผู้หญิงมีรายได้จากการทำงานเท่าไร แต่ต้องถามต่อไปว่า ผู้หญิงใช้เวลาไปกับงานอะไรบ้าง และงานเหล่านั้นถูกนับและได้รับการยอมรับในระบบเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อเชื่อมโยงกับสถานการณ์เด็กเกิดน้อย เพราะการมีบุตรไม่ได้มีเพียงต้นทุนทางการเงิน เช่น ค่าอาหาร การศึกษา และสุขภาพ แต่ยังมีต้นทุนด้านเวลาและต้นทุนค่าเสียโอกาสของผู้ที่ต้องทำหน้าที่ดูแลเด็ก หากภาระดังกล่าวกระจุกตัวอยู่กับผู้หญิง เวลาที่ต้องใช้ในการดูแลครอบครัวอาจลดเวลาที่สามารถใช้กับการทำงาน การพัฒนาทักษะ หรือการสร้างรายได้ ขณะเดียวกัน การเข้าสู่ตลาดแรงงานก็ไม่ได้ทำให้ภาระงานในครัวเรือนหายไป

ดังนั้น การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้หญิง งาน ครอบครัว เด็กเกิดน้อย จึงควรมองให้กว้างกว่าคำถามว่า “ทำอย่างไรให้ผู้หญิงมีลูกมากขึ้น” แต่ควรพิจารณาด้วยว่า ต้นทุนด้านเงิน เวลา และการดูแลของการมีบุตรควรถูกกระจายไปยังสมาชิกครอบครัว นายจ้าง ตลาด และภาครัฐอย่างไร เพราะการทำให้เห็นทั้งรายได้จากตลาดแรงงานและงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน จะช่วยให้เข้าใจข้อจำกัดและทางเลือกของผู้หญิงตลอดวงจรชีวิตได้รอบด้านมากขึ้น

ในแง่นี้ NTA และ NTTA ไม่ได้เป็นข้อมูลที่ใช้แทนกัน แต่เป็นข้อมูลที่เติมเต็มกัน NTA ทำให้เห็นว่าใครสร้างรายได้จากตลาดแรงงานและในช่วงอายุใด ขณะที่ NTTA ทำให้เห็นว่าใครเป็นผู้ผลิตงานบ้านและงานดูแล และเวลาเหล่านั้นถูกถ่ายโอนไปยังสมาชิกครัวเรือนกลุ่มใด การนำข้อมูลทั้งสองชุดมาพิจารณาร่วมกันจึงช่วยเปลี่ยนมุมมองจากการมองผู้หญิงเพียงในฐานะ “แรงงานในตลาด” ไปสู่การมองผู้หญิงในฐานะทั้งผู้สร้างรายได้และผู้สร้างการผลิตในครัวเรือน ซึ่งทั้งสองส่วนต่างมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ ครอบครัว และการสร้างคนรุ่นต่อไป

สรุป

ข้อมูลตลาดแรงงานอาจทำให้เห็นเพียงว่าผู้หญิงมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานน้อยกว่าผู้ชาย แต่เมื่อพิจารณางานที่เกิดขึ้นนอกตลาดแรงงานร่วมด้วย จะเห็นภาพการทำงานของผู้หญิงที่กว้างขึ้น ทั้งการทำงานเพื่อสร้างรายได้และการทำงานบ้านและการดูแลสมาชิกในครัวเรือน

ดังนั้น คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ผู้หญิงทำงานมากหรือน้อยกว่าผู้ชาย” แต่คือ งานที่ผู้หญิงทำมีอะไรบ้าง และระบบเศรษฐกิจมองเห็นและให้คุณค่ากับงานเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด การใช้ข้อมูล NTA ร่วมกับ NTTA จึงช่วยให้มองเห็นบทบาททางเศรษฐกิจของผู้หญิงได้รอบด้านมากขึ้น และอาจเป็นฐานสำคัญสำหรับการออกแบบนโยบายแรงงาน ครอบครัว และการดูแลที่คำนึงถึงทั้ง “รายได้” และ “เวลา” ของผู้คนไปพร้อมกัน ในเชิงนโยบายรัฐอาจจำเป็นต้องพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานการดูแล (Care Infrastructure) ขยายบริการศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพ ราคาเข้าถึงได้ และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระยะยาวโดยชุมชนหรือรัฐ เพื่อลดภาระงานดูแลที่ตกอยู่กับผู้หญิงเพียงลำพัง รวมถึงขยายสวัสดิการและหลักประกันสังคมให้ครอบคลุมทุกคนโดยไม่ยึดติดกับสถานะการเป็นลูกจ้างในระบบ พร้อมทั้งยกระดับกฎหมายคุ้มครองแรงงานนอกระบบและแรงงานแพลตฟอร์ม (เช่น ไรเดอร์และผู้รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน) ผ่านร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุ้มครองแรงงานนอกระบบ พ.ศ. .... เพื่อให้สิทธิการลาคลอด เงินอุดหนุนเด็ก และบำนาญชราภาพ ครอบคลุมถึงคนที่ทำหน้าที่ดูแลครอบครัว ไม่ให้ต้องตกอยู่ในความยากจนเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ


เอกสารอ้างอิง 

  1. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. ตัวชี้วัดแรงงาน พ.ศ. 2568 (Labour Indicators 2025). กรุงเทพฯ: สำนักงาน    สถิติแห่งชาติ; 2569.
  2. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. เครื่องชี้ภาวะสังคม พ.ศ. 2568 (Social Indicators 2025). กรุงเทพฯ:     สำนักงานสถิติแห่งชาติ; 2568.
  3. National Statistical Office. Statistical Yearbook Thailand 2025. Bangkok: National Statistical Office; 2025.
  4. Counting Women’s Work. Methodology: Reveal the gender dimension of our economies [Internet]. National Transfer Accounts Project; 2026 [cited 2026 Sep 18]. Available from: https://www.countingwomenswork.org/about/methodology
  5. National Transfer Accounts Project. Methodology: Overview [Internet]. National Transfer Accounts Project; 2026 [cited 2026 Sep 18]. Available from: https://www.ntaccounts.org/web/nta/show/Methodology/1.%20Overview
  6. Donehower G. Measuring the gendered economy: Counting Women's Work methodology [Internet]. CWW Working Paper No. 4. Cape Town: Development Policy Research Unit, University of Cape Town; 2018 [cited 2026 Sep 18]. 33 p. Available from: https://www.countingwomenswork.org/news/2018/6/8/cww-working-paper-no4-myect
  7. Chang TY, Duerto-Valero S, Hong W, Kaul S, Lee E, Tinonin C. ASEAN gender outlook 2024: Achieving the SDGs for all and leaving no woman or girl behind. Jakarta: ASEAN and UN Women; 2024.
  8. Bui MT, Vlaev I. Altruistic care for the elderly: A gender perspective [Internet]. Bangkok: Puey Ungphakorn Institute for Economic Research; 2021 Nov [cited 2026 Sep 18]. Discussion Paper No.: 166. Available from: https://www.pier.or.th/files/dp/pier_dp_166.pdf
  9. Bui, M. T., Vlaev, I., & Imai, K. S. (2026). Unpaid care work for the elderly in Thailand: Does the social gender norm on altruistic behavior matter? World Development, 197, Article 107201. [cited 2026 Sep 18]. Available from: https://doi.org/10.1016/j.worlddev.2025.107201

 

 


Tags :

CONTRIBUTOR

Related Posts
Copyright © 2020 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 73170
โทรศัพท์ 02-441-0201-4 โทรสาร 02-441-9333
Webmaster: piyawat.saw@mahidol.ac.th