เมื่อมาถึงวันนี้ เราคงพอจะเห็นภาพโครงสร้างของประชากรไทยในอนาคตได้อย่างชัดเจน ถ้าไม่นับรวมแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 5 ล้านคนในปัจจุบัน ประชากรที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรของประเทศไทยจำนวนประมาณ 66 ล้านคนในวันนี้กำลังลดน้อยลง จำนวนคนตายแต่ละปีมีมากกว่าเด็กเกิดใหม่มาตั้งแต่ 4-5 ปีแล้ว ประชากรไทยกำลังมีอายุสูงขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่เกิน 10 ปี ข้างหน้าเราจะเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีมากถึงประมาณ 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ในขณะที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จะมีเพียงประมาณ 8 ล้านคนเท่านั้น*
ในอนาคต เมื่อประเทศไทยเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” รัฐบาลจะมีภาระค่าใช้จ่ายเป็นสวัสดิการผู้สูงอายุที่หนักมาก งบประมาณด้านสวัสดิการเพื่อการดูแลรักษาผู้สูงอายุ และสวัสดิการที่เป็นเงินบำนาญ หรือเบี้ยยังชีพจะสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเทศไทยมีสวัสดิการด้านการดูแลรักษาโรคที่ให้แก่ประชาชนอย่างถ้วนหน้า รัฐมี “โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค” สำหรับคนทั่วไป และมี “โครงการบัตรทอง” สำหรับผู้สูงอายุ นอกจากนั้น คนวัยทำงานและผู้สูงอายุที่ยังประกันตนไว้ในระบบประกันสังคม มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐ ผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการบำนาญก็มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากรัฐอยู่แล้ว
คนเราเมื่ออายุล่วงเลยจนพ้นวัยทำงาน ก็เท่ากับขาดแหล่งรายได้จากการทำงาน ผู้สูงอายุที่ดูจะไม่มีปัญหาการขาดรายได้จากการทำงานมีหลายกลุ่ม เช่น ผู้สูงอายุที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีทรัพย์สินเงินทอง ทั้งที่เป็นมรดกตกทอด หรือทรัพย์สินที่เก็บออมสะสมไว้ตั้งแต่ยังมีกำลังทำงาน ผู้สูงอายุที่เกษียณอายุจากการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทที่มีระบบให้บำเหน็จบำนาญแก่คนที่เกษียณ
รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2564 (มส.ผส. 2565) ได้สรุปข้อมูลจากกรมกิจการผู้สูงอายุ กองทุนประกันสังคม และกระทรวงการคลัง แสดงว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีสวัสดิการด้านการเงินสำหรับผู้สูงอายุ 3 โครงการหลัก คือ การให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ (ประมาณ 12 ล้านคน) ผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ประมาณ 8 แสนคน) และผู้รับบำนาญชราภาพ และสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม (ประมาณ 2.5 ล้านคน)
สำหรับรายได้ยามชราของผู้สูงอายุที่ประกันตนไว้กับกองทุนประกันสังคมนั้น ผู้สูงอายุที่จ่ายเงินสมทบในระบบประกันสังคมเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี จะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ แต่ผู้สูงอายุที่อยู่ในระบบประกันสังคมก็จำกัดอยู่เฉพาะแรงงานในระบบ คือ แรงงานภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยมีสัญญาจ้างที่ชัดเจน ไม่รวมแรงงานอีกหลายประเภท เช่น เกษตรกร คนค้าขาย ผู้ทำงานบริการทั่วไป
สวัสดิการข้าราชการที่ให้แก่ข้าราชการที่เกษียณอายุเป็นบำเหน็จ และบำนาญรายเดือนมีอัตราที่สูงมากๆ เมื่อเทียบกับสวัสดิการด้านรายได้จากแหล่งอื่นๆ นอกจากนั้น ข้าราชการเกษียณยังได้รับสวัสดิการอื่นๆ จากรัฐอีกมากมาย โดยเฉพาะสวัสดิการในการรับการรักษาพยาบาล แม้จะครอบคลุมข้าราชการเกษียณอายุจำนวนไม่มากนัก คือ เพียงประมาณ 8 แสนคน แต่ในแต่ละปีงบประมาณบำเหน็จ บำนาญราชการเกษียณก็สูงมาก ในปี 2569 น่าจะสูงถึงประมาณเกือบ 3 แสนล้านบาท
ทุกวันนี้ สวัสดิการด้านรายได้ที่ให้แก่ผู้สูงอายุทุกคน (ยกเว้นข้าราชการบำนาญ) ได้แก่ “การให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” รัฐจะจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุเป็นรายเดือนแบบขั้นบันได (อายุ 60-69 ปี เดือนละ 600 บาท อายุ 70-79 ปี เดือนละ 700 บาท อายุ 80-89 ปี เดือนละ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป ได้รับเบี้ยยังชีพเดือนละ 1,000 บาท)
แหล่งรายได้ที่ไม่เป็นสวัสดิการของรัฐที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของผู้สูงอายุ คือ เงินช่วยจากลูกหลาน ความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่เป็นอัตลักษณ์ของคนไทย ลูกหลานที่อยู่ในวัยทำงานจะแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งให้พ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย คนไทยวัยทำงานจำนวนมากย้ายถิ่นจากบ้านเกิดของตนเข้าไปทำงานในพื้นที่ที่ต้องการแรงงาน แล้วส่งเงินมาให้พ่อแม่ของตน อย่างไรก็ตาม มีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งไม่มีลูกหลาน หรือบางคนลูกหลานของตนมีปัญหาในการทำงานจนไม่สามารถส่งเงินมาให้พ่อแม่ของตนได้
การให้เบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุทุกคน ยกเว้นข้าราชการเกษียณนับเป็นสวัสดิการด้านรายได้ถ้วนหน้าเพียงแหล่งเดียว อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าเบี้ยยังชีพรายเดือนที่เป็นอัตราแบบขั้นบันได 600 – 1,000 บาทนั้น เป็นจำนวนเงินที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับอัตราค่าครองชีพของคนไทยในปัจจุบัน
ประเทศไทยไม่มีระบบบำนาญที่ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ในสังคมที่มีอัตราสูงพอเพียงที่จะยังชีพอยู่ได้ยามชราเหมือนกับในประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ เรามีระบบประกันสังคมที่จำกัดอยู่เฉพาะแรงงานในระบบ ยิ่งไปกว่านั้นเงื่อนไขต่างๆ ของระบบประกันสังคมปัจจุบัน ยังส่งผลให้ผู้ทำประกันได้รับบำนาญชราภาพสูงสุดไม่เกินเดือนละ 3,000 บาทเท่านั้น
เมื่อผู้สูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพด้วยอัตราที่ต่ำกว่าค่าครองชีพของคนไทยในปัจจุบันอย่างมาก รัฐจึงควรพิจารณาเพิ่มเบี้ยยังชีพรายเดือนให้สูงขึ้น การจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุที่เป็นคนไทยทุกคนนับเป็นสวัสดิการที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้ผู้สูงอายุ แต่ถ้าเพิ่มเบี้ยยังชีพให้สูงขึ้นอีก โดยที่จ่ายให้แก่ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคนก็จะเป็นภาระทางการคลังของประเทศที่หนักมาก
ผมจึงขอเสนอความคิดว่าถ้าเราจะเปลี่ยนเรียกการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เป็น “บำนาญผู้สูงอายุถ้วนหน้า” สำหรับคนไทยอายุ 65 ปีขึ้นไปทุกคนจะดีหรือไม่
ผมได้เสนอให้เปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุใน พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 จากที่หมายถึงบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เหตุผลของผมนอกจากจะเกี่ยวกับอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยที่ยืนยาวขึ้นแล้ว ผมยังคิดถึงการให้เบี้ยยังชีพเป็น “บำนาญผู้สูงอายุถ้วนหน้า” ด้วย
การเปลี่ยนอายุจาก 60 ปีขึ้นไป เป็น 65 ปีขึ้นไป เป็นการปรับโครงสร้างอายุที่มีนัยสำคัญ สัดส่วนของประชากรอายุ 60-64 ปี คิดเป็นร้อยละ 6-7 ของประชากรทั้งหมด ถ้าประชากรไทยมีทั้งหมด 65 ล้านคน ประชากรอายุ 60-64 ปีก็จะมีอยู่ประมาณ 4.5 ล้านคน ประชากรอายุ 60 ปีต้นๆ นี้ ส่วนใหญ่ยังมีสุขภาพแข็งแรงและประมาณร้อยละ 60 ยังทำงานอยู่ เราควรส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มอายุนี้ทำงานต่อไปตามนโยบาย “การสูงวัยอย่างมีพลัง” ที่จะทำให้ผู้สูงอายุคงอยู่ในกำลังแรงงานให้นานที่สุด
เราสามารถจะเพิ่มเบี้ยยังชีพที่จะให้แก่ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปด้วยอัตราที่สูงขึ้น บำนาญชราภาพถ้วนหน้าควรพิจารณาถึงอัตราค่าครองชีพที่สูงขึ้น สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ประกาศเส้นความยากจนในปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท/คน/เดือน รัฐอาจตั้งงบประมาณให้บำนาญผู้สูงอายุถ้วนหน้า (ยกเว้นข้าราชการเกษียณ) เดือนละ 3,000 บาท
สมมุติว่าอีก 10 ปีข้างหน้าประชากรไทยลดลงเหลือประมาณ 63 ล้านคน ประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปจะมีประมาณ ร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด คิดเป็นจำนวนประมาณ 12.6 ล้านคน หักข้าราชการเกษียณ 8 แสนคนออก เหลือผู้สูงอายุที่จะได้รับบำนาญผู้สูงอายุ ประมาณ 11.8 ล้านคน เงินบำนาญเดือนละ 3,000 บาท ปีละ 36,000 บาท/คน จำนวนผู้สูงอายุ 11.8 ล้านคน บำนาญผู้สูงอายุถ้วนหน้าในปี 2580 ประมาณ 11.8 x 36,000 = 424,800 ล้านบาท (คาดประมาณอย่างคร่าวๆ เท่านั้นนะครับ)
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปอย่างถ้วนหน้า ยกเว้นแต่เพียงข้าราชการบำนาญ แต่ก็เป็นเงินที่น้อยมาก ผู้สูงอายุที่ประกันตนไว้กับกองทุนประกันสังคมได้บำนาญชราภาพ แต่ก็เป็นเงินที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ได้ทำงานมาตลอดชีวิต และผู้ประกันตนส่วนมากก็เป็นคนที่เคยทำงานในระบบเท่านั้น รัฐคงต้องหาระบบสวัสดิการสังคมที่จะเป็นหลักประกันให้ผู้สูงอายุทุกคนมีความมั่นคงด้านรายได้ไปตลอดชีวิต ระบบสวัสดิการนี้จะต้องจ่ายบำนาญเป็นรายได้ที่เพียงพอต่อการยังชีพยามชรา ระบบบำนาญชราภาพถ้วนหน้าเมื่อดำเนินการควบคู่ไปกับสวัสดิการด้านสุขภาพ “บัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค” ก็น่าจะทำให้คนไทยมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขในสังคมสูงวัย
เอกสารอ้างอิง
มส. ผส. (2565) สถานการณ์ผู้สูงอายุไทย พ.ศ. 2565. นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
* ตัวเลขที่อ้างอิงเหล่านี้ได้จากการคาดประมาณโดยใช้ข้อมูลประชากรที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎรปี 2567 เป็นฐาน และมีข้อสมมุติอัตราเจริญพันธุ์รวมที่ต่ำเท่ากับ 1.0 คงที่ไปตลอด 10 ปีข้างหน้า
