สุขภาพ เงินออม ที่อยู่อาศัย หรือคนที่จะดูแลในวันที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่มักถูกพูดถึงน้อยกว่า นั่นคือ การเตรียมตัวสำหรับช่วงท้ายของชีวิตและวันที่ต้องจากไป
สำหรับบางครอบครัว ความตายไม่ได้หมายถึงเพียงการสูญเสียสมาชิกคนหนึ่ง แต่ยังมาพร้อมกับภารกิจอีก หลายอย่างที่ต้องจัดการในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งการจัดการศพ ค่าใช้จ่าย และการดูแลครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งสำหรับครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจจำกัด ภาระเหล่านี้อาจยิ่งหนักขึ้น งานศึกษาชุมชนมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้พบว่า ในอดีตเมื่อเกิดการเสียชีวิตอย่างกะทันหันและครอบครัวไม่มีเงินสำรอง บางครอบครัวต้องพึ่งพาคนมีฐานะในชุมชน หรือนำที่ดินไปขายหรือจำนองเพื่อหาเงินมาจัดการศพ1
คำถามที่น่าสนใจคือ หากครอบครัวหนึ่งไม่มีเงินสำรองเพียงพอในวันที่สมาชิกเสียชีวิต ใครจะช่วยรับภาระนั้น?
คำตอบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากภายในชุมชนมุสลิมบางแห่ง คือ “ชารีกัตมาตี” (Syarikat Mati) หรือกองทุนสวัสดิการสำหรับการจัดการศพ แต่สิ่งที่น่าสนใจของชารีกัตมาตีไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนเงินที่ครอบครัวจะได้รับ หากอยู่ที่ว่า “ชุมชนออกแบบระบบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความตายไว้อย่างไร และระบบดังกล่าวมีความหมายอย่างไรต่อผู้สูงอายุที่กำลังเข้าสู่ช่วงท้ายของชีวิต”
ที่มา: สร้างโดยผู้เขียนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่าน ChatGPT
จากงานศึกษากองทุนสวัสดิการชารีกัตมาตีในชุมชนบ้านโคะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส พบว่า กองทุนเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ทั้งการนำหลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในอิสลามมาปรับให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ การพูดคุยของชุมชนเพื่อหาทางช่วยเหลือครอบครัวยากจนที่สูญเสียสมาชิก และการนำรูปแบบกองทุนจากชุมชนอื่นมาปรับใช้2
รูปแบบการจัดการของบ้านโคะมีลักษณะที่น่าสนใจ เพราะกองทุนไม่ได้อยู่ภายใต้การบริหารของมัสยิดโดยตรง แต่บริหารโดยชุมชนเอง มีการแต่งตั้งผู้รับผิดชอบในแต่ละโซนเพื่อทำหน้าที่รับ “เงินนาวัต” ที่สมาชิกแต่ละคนนำมาส่ง การออกแบบเช่นนี้ทำให้การจัดการกองทุนไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของคณะกรรมการไม่กี่คน แต่เปิดพื้นที่ให้สมาชิกในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย2
เมื่อกองทุนเติบโตขึ้น จำนวนสมาชิกของบ้านโคะเพิ่มขึ้น และมีเงินสวัสดิการคงเหลือทั้งในรูปเงินสดประมาณ 70,000 บาท และเงินฝากธนาคารกว่า 720,000 บาท ขณะเดียวกันจำนวนเงินสวัสดิการที่จ่ายให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของกองทุน โดยในปี 2555 อยู่ที่ 14,000 บาทต่อศพ2 ตัวเลขนี้ทำให้เห็นภาพว่า ชารีกัตมาตีไม่ได้หมายถึงการ “ช่วยกันคนละเล็กละน้อยเมื่อมีคนตาย” เท่านั้น แต่เป็นการสร้างระบบการเงินร่วมกันของชุมชน ที่มีสมาชิก มีกติกา มีผู้รับผิดชอบ และมีเงินกองทุนสะสมไว้ล่วงหน้า
หากมองจากงานศึกษาหลายพื้นที่ จะพบว่าน่าสนใจตรงที่ ชารีกัตมาตีไม่ได้เป็นกองทุนที่มีรูปแบบเดียวกันทั้งหมด
งานศึกษากองทุนชารีกัตมาตีบ้านละหาร อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของกองทุนจาก “รูปแบบเก่า” ซึ่งเน้นการจ่ายสวัสดิการเมื่อสมาชิกเสียชีวิต ไปสู่ “รูปแบบใหม่” ที่ขยายบทบาทของกองทุนให้ครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพชุมชนด้วย โดยใช้การมีส่วนร่วมตั้งแต่การค้นหาปัญหา การวางแผนกิจกรรม การลงทุน การดำเนินงาน ตลอดจนการติดตามและประเมินผล1 นั่นหมายความว่า ในบางพื้นที่ ชารีกัตมาตีไม่ได้หยุดอยู่ที่ “กองทุนช่วยค่าศพ” แต่สามารถพัฒนาไปเป็นกลไกสวัสดิการชุมชนที่ตอบสนองปัญหาอื่น ๆ ของสมาชิกได้ด้วย
ขณะที่ในชุมชนกาเยาะมาตี อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส รูปแบบกลับมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพราะเป็นกองทุนที่พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเหลือ “ผู้สูงอายุ” โดยตรง ผู้มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และไม่ได้ประกอบอาชีพข้าราชการ เมื่อสมาชิกเสียชีวิต กองทุนจ่ายสวัสดิการ 10,000 บาทต่อราย เพื่อใช้กับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่การอาบน้ำศพ การห่อศพ การละหมาดศพ การขุดหลุม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับ
การจัดการศพ3
เมื่อเปรียบเทียบกันจึงเห็นได้ว่า จำนวนเงินและเงื่อนไขไม่ได้เหมือนกันทุกพื้นที่ บ้านโคะมีสวัสดิการ 14,000 บาทต่อศพในปี 2555 ขณะที่ชุมชนกาเยาะมาตีให้ 10,000 บาทต่อราย และยังมีเงื่อนไขสมาชิกที่กำหนดเฉพาะผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าระบบใดระบบหนึ่ง “ถูกต้องกว่า” แต่อาจสะท้อนให้เห็นว่า สวัสดิการชุมชนถูกออกแบบตามปัญหา ทรัพยากร จำนวนสมาชิก และบริบทของแต่ละพื้นที่ และนี่อาจเป็นเสน่ห์สำคัญของชารีกัตมาตี เพราะไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูปเพียงแบบเดียว
หากมอง “ชารีกัตมาตี” เพียงว่าเป็นกองทุนจัดการศพ เราอาจมองไม่เห็นความเชื่อมโยงกับผู้สูงอายุมากนัก แต่เมื่อพิจารณาว่า ความตายเป็นส่วนหนึ่งของช่วงท้ายชีวิต เรื่องนี้กลับเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุโดยตรง
เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่จะมีปัญหาสุขภาพและต้องพึ่งพาผู้อื่นก็เพิ่มขึ้น งานวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงอายุวิถีอิสลามในชุมชนกาเยาะมาตีเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาว่า ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งมีรายได้น้อยและพึ่งพาเบี้ยยังชีพเป็นช่องทางรายได้สำคัญ ขณะที่เมื่อเสียชีวิต ครอบครัวต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายในการจัดการศพที่ค่อนข้างสูง3
จึงเกิดคำถามที่น่าสนใจว่า การดูแลผู้สูงอายุควรสิ้นสุดลงเมื่อผู้สูงอายุเสียชีวิตหรือไม่?
หากมองในมุมของสวัสดิการ คำตอบอาจไม่ใช่เพียงการดูแลสุขภาพหรือการจ่ายเบี้ยยังชีพในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังรวมถึงการทำให้ผู้สูงอายุและครอบครัวสามารถผ่านช่วงท้ายของชีวิตไปได้อย่างมีศักดิ์ศรี และไม่ต้องทิ้งภาระทางเศรษฐกิจไว้ให้คนข้างหลัง ในกรณีชุมชนกาเยาะมาตี การกำหนดสมาชิกตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไปจึงน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะทำให้เห็นว่าชุมชนไม่ได้มองผู้สูงอายุเพียงในฐานะ “ผู้รับการดูแล” แต่ยังพยายามสร้างระบบสวัสดิการที่รองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุและครอบครัวของพวกเขาด้วย
ในรูปแบบครอบครัวที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การดูแลผู้สูงอายุไม่ควรถูกวางไว้เป็นหน้าที่ของครอบครัวเพียงฝ่ายเดียว ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุแต่ละคนมีเครือข่ายการพึ่งพาที่แตกต่างกัน ชารีกัตมาตีจึงสามารถมองได้ว่าเป็น เครือข่ายการพึ่งพาอีกรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เป็นเครือข่ายที่ทำงานในช่วงเวลาที่ครอบครัวกำลังเผชิญกับการสูญเสีย
สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญ เพราะแม้ผู้สูงอายุจะมีเบี้ยยังชีพหรือรายได้ประจำเพียงเล็กน้อย แต่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเสียชีวิตอาจมากกว่าทรัพยากรที่ครอบครัวมีอยู่ กองทุนชุมชนจึงเข้ามาทำหน้าที่กระจายภาระดังกล่าวออกไปจากครอบครัวหนึ่งครอบครัว และเปลี่ยนให้เป็นความรับผิดชอบร่วมของสมาชิกในชุมชน
ในแง่นี้ สิ่งที่สมาชิกได้รับจาก “ชารีกัตมาตี” จึงไม่ใช่เพียงเงินจำนวนหนึ่งในวันที่เกิดการสูญเสีย แต่คือ ความมั่นใจว่าหากวันนั้นมาถึง จะมีระบบที่พร้อมเข้ามาช่วยเหลือ
เมื่อพูดถึงการเตรียมตัวตาย เราอาจคิดถึงเรื่องส่วนตัว เช่น การเตรียมใจ การเตรียมทรัพย์สิน หรือการพูดคุยกับครอบครัว แต่กรณีของ “ชารีกัตมาตี” ชวนให้เรามองกว้างไปกว่านั้น
“การเตรียมตัวตายอาจไม่ได้เป็นเพียงการเตรียมตัวของผู้สูงอายุคนหนึ่งเท่านั้น
แต่เป็นการเตรียมพร้อมของ ผู้สูงอายุ ครอบครัว และชุมชนไปพร้อมกัน”
ผู้สูงอายุอาจเตรียมความพร้อมในเรื่องที่ตนเองต้องการให้ครอบครัวรับรู้ ครอบครัวอาจเตรียมความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการและการจัดการเมื่อเกิดการเสียชีวิต ขณะที่ชุมชนสามารถเตรียมระบบสวัสดิการ คนทำงาน และทรัพยากรสำหรับช่วยเหลือครอบครัวเมื่อถึงเวลานั้น
“ชารีกัตมาตี” จึงเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่ได้มีเฉพาะช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังรวมถึงการจากไปอย่างมีศักดิ์ศรี และการไม่ทิ้งภาระไว้ให้ครอบครัวเพียงลำพัง
ในสังคมสูงวัยที่จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น คำถามเรื่องช่วงท้ายของชีวิตจึงควรถูกพูดถึงมากขึ้น
ไม่ใช่เพื่อทำให้ความตายกลายเป็นเรื่องน่ากลัว แต่เพื่อให้ครอบครัวและชุมชนมีเวลาสร้างระบบรองรับก่อนวันที่จำเป็นต้องใช้จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
