เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ เวลาพูดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศก็จะพูดได้คล่องปากตรงตามทฤษฎีเป๊ะ แต่พอเจอเรื่องจริงตรงหน้าในชีวิตประจำวัน ความคิดแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวกลับใช้การตัดสินภายใต้กรอบเพศแบบเดิม ทั้งกับคนอื่นและกับตัวเอง เช่น เวลาเห็นรถที่เราขับตามหลังอยู่ขับเก้ ๆ กัง ๆ ตัดสินใจไม่เด็ดขาดว่าจะไปทางไหนดี แวบแรกในความคิดของเราก็จะคิดว่า "ผู้หญิงขับแน่ ๆ" หรือเวลาเห็นผู้ชายอยู่บ้านเลี้ยงลูกโดยไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้าน เราตั้งข้อสงสัยทันทีว่า "ตกงานแน่ ๆ จึงอยู่บ้าน" เพราะเราเชื่อว่าผู้ชายต้องออกไปทำงานนอกบ้าน และการอยู่บ้านดูแลลูกไม่ใช่หน้าที่ของผู้ชาย หรือเมื่อรู้ว่าเพื่อนร่วมงานคนใหม่เป็นกะเทย เราก็เผลอตัดสินไว้ก่อนแล้วว่าเขาต้องเป็นคนวี้ดว้ายกระตู้วู้เกินกิริยาหญิง หรือเวลามีข่าวข่มขืนหรือการละเมิดทางเพศ คำถามแรกในใจของเราหลายคนอาจเป็น "นุ่งสั้นรึเปล่า" หรือ "ไปกับเขาทำไม" หรือ "ให้ท่าเขาก่อนรึเปล่า" "แบล็กเมลผู้ชายรึเปล่า" บลา... บลา... ซึ่งมักโทษเหยื่อก่อนที่จะไปหาข้อเท็จจริง หรือไปตำหนิผู้กระทำ
ถ้าจะหาคำตอบว่าทำไมเราจึงคิดและตัดสินแบบนั้นเกือบอัตโนมัติ คำตอบก็ยังคงอยู่ที่ระบอบชายเป็นใหญ่ หรือปิตาธิปไตย (patriarchy) ภายใต้ระบบนี้ ทำให้เราเติบโตมากับวัฒนธรรมความเชื่อตายตัวที่ว่า ผู้หญิงต้องเป็นแบบนี้ ผู้ชายต้องเป็นแบบนั้น และงานในบ้าน งานเลี้ยงลูก ต้องเป็นงานรับผิดชอบของผู้หญิง ขณะที่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สังคมไทยได้แก้ไขปรับเปลี่ยนกฎหมายไปหลายฉบับ ทั้งเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ การยุติการตั้งครรภ์ และการสมรสเท่าเทียม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจ แต่เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าคนในสังคมยังคิดอยู่ในกรอบเดิม กฎหมายที่ดีขึ้นจะช่วยได้แค่ไหน กฎหมายอาจห้ามการเลือกปฏิบัติเกี่ยวกับเพศได้ แต่ก็ห้ามคนไม่ให้คิดแบบเก่าไม่ได้ เพราะว่าระบอบชายเป็นใหญ่ไม่ได้อยู่แค่ในตัวบทกฎหมาย แต่มันฝังอยู่ในตัวเราจนกลายเป็นตัวเราไปแล้ว
ดังนั้น การรื้อถอนระบอบชายเป็นใหญ่ในตัวเรา ด้วยตัวเราเอง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง คำถามที่ตามมาคือ “เราจะรื้อถอนจิตสำนึกแบบชายเป็นใหญ่ออกจากตัวเองได้อย่างไร?” ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจว่า ระบอบชายเป็นใหญ่ไม่ได้ทำงานผ่านเรื่องใหญ่ ๆ อย่างเดียว มันทำงานผ่านความคิดแวบแรกเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา การรื้อจึงต้องทำวันละนิดเหมือนกัน เริ่มจากจับความคิดแวบแรกของเราให้ทัน เราห้ามไม่ให้มันโผล่ขึ้นมาไม่ได้ แต่เราสังเกตมันได้ เรารู้ตัวได้ เช่น เตรียมไว้ในใจเลยว่าคราวหน้า หากเห็นรถข้างหน้าขับลังเล แล้วในหัวมีความคิดขึ้นมาว่า "ผู้หญิงขับแน่ ๆ" ลองหยุดนิ่งสักหนึ่งวินาที แล้วถามตัวเองว่า “คนขับรถคันหน้าเป็นผู้ชายได้ไหม?” แค่นี้ก็ช่วยให้เราหยุดความคิดแบบชายเป็นใหญ่ของตัวเองได้บ้างแล้ว เพราะความเชื่อที่ว่าผู้ชายขับรถเก่งกว่าผู้หญิงไม่ได้เกิดขึ้นเอง เราได้ยินซ้ำ ๆ มาตลอดชีวิต จากผู้ใหญ่ในบ้าน จากละคร จากคำหยอกล้อ พอเราตระหนักว่ามันถูกพูดต่อ ๆ กันมาจากข้อเท็จจริงบ้าง จากมายาคติบ้าง เราก็จะรื้อถอนความคิดแบบนั้นออกจากจิตสำนึกเราได้ง่ายขึ้น และเตือนตัวเองว่าต่อไปเราจะไม่คิดแบบเดิมอีก ทำนองเดียวกัน เวลามีข่าวการละเมิดทางเพศ ลองเปลี่ยนคำถามแรกในใจ แทนที่จะถามว่าเหยื่อนุ่งสั้นหรือเปล่า หรือไปกับเขาทำไม ลองฝึกถามว่า "เขาทำแบบนี้ได้อย่างไร" และ "อะไรทำให้เขาคิดว่าทำได้" แค่ย้ายสายตาจากเหยื่อไปที่ผู้กระทำ วิธีที่เรามองเรื่องทั้งหมดก็เปลี่ยนไปมากแล้ว
เราต้องฟังภาษาของตัวเองด้วย อย่างคำติดปาก เช่น "ร้องไห้ทำไม เป็นลูกผู้ชายนะ" "ผู้หญิงอะไรไม่รู้จักเก็บกวาด" หรือการพูดถึงเพื่อนกะเทยว่าเป็นตัวตลกประจำออฟฟิศ อาจฟังดูไม่มีพิษภัย แต่คำพูดแบบนี้คือการตอกย้ำการใช้จิตสำนึกแบบปิตาธิปไตยวันละนิดเหมือนกัน อีกวิธีที่ควรทดลองทำ คือ เราควรไปฟังเสียงและประสบการณ์ของคนที่ชีวิตของเขาไม่ตรงกับกรอบของสังคม ความกลัวและความอายที่ถูกปลูกฝังมาทำให้ผู้หญิงและคนหลากหลายทางเพศจำนวนมากไม่กล้าเชื่อประสบการณ์ของตัวเอง ถ้าเพื่อนร่วมงานที่เป็นกะเทยเล่าว่าเคยถูกปฏิเสธงานเพราะเพศ หรือเพื่อนผู้หญิงเล่าว่าถูกแซวแบบคุกคามทางเพศจนไม่อยากเดินผ่านซอยหน้าบ้าน ลองเชื่อเขาไว้ก่อน แทนที่จะรีบหาเหตุผลมาแย้งว่า "เขาหรือเธออาจคิดมากไปเอง" ซึ่งวิธีการทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ เราจะยังเผลอคิดแบบเดิมอีกหลายครั้ง และนั่นเป็นเรื่องเข้าใจกันได้ เพราะกรอบคิดแบบปิตาธิปไตยที่ฝังหัวมาทั้งชีวิตย่อมไม่หายไปในชั่วข้ามคืน
ย้อนกลับไปที่คำถามตอนต้นว่า ถ้าคนในสังคมยังคิดอยู่ในกรอบชายเป็นใหญ่ กฎหมายที่ดีขึ้นจะช่วยได้แค่ไหน คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ตัวเราเอง กฎหมายสมรสเท่าเทียมจะมีความหมายจริง ก็ต่อเมื่อคู่รักเพศเดียวกันเดินเข้าไปจดทะเบียนสมรสได้โดยไม่ต้องเจอสายตาแปลก ๆ จากเจ้าหน้าที่ หรือคนรอบข้าง กฎหมายความเท่าเทียมทางเพศจะมีผลจริง ก็ต่อเมื่อเพื่อนร่วมงานที่เป็นกะเทยถูกประเมินจากความสามารถของเขา และเรื่องเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความคิดแวบแรกของคนจำนวนมาก ซึ่งก็รวมถึงตัวเราเองด้วย การจับความคิดแวบแรกให้ทันวันละครั้ง อาจดูเป็นเรื่องเล็กเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ระบอบชายเป็นใหญ่เองก็อยู่รอดมาได้ด้วยเรื่องเล็ก ๆ แบบนี้เหมือนกัน ถ้ามันถูกสร้างขึ้นมาได้ทีละนิด เราก็รื้อมันลงได้ทีละนิดเช่นกัน การเป็นเฟมินิสต์วันละนิดก็เริ่มต้นจากตรงนี้
