สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้าร่วมทีมวิเคราะห์ข้อมูลการเสียชีวิตของคนพิการในประเทศไทยกับนักวิจัยจาก London School of Hygiene and Tropical Medicine ทีมนักวิจัยไทยจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำให้รู้ว่า “กว่าจะได้เป็นคนพิการในประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องง่าย” และไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะได้การรับรองว่าเป็นคนพิการเพื่อรับสิทธิประโยชน์
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้นิยามคนพิการว่า คือ “บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น การได้ยิน การสื่อสาร จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรม สติปัญญา การเรียนรู้ หรือความบกพร่องอื่นใด ประกอบกับอุปสรรคในด้านต่าง ๆ และมีความจำเป็นพิเศษที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใด เพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป” 1
ผู้ที่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้พิการจะได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการ ดังนี้ เงินช่วยเหลือ 800 หรือ 1,000 บาทต่อเดือน ตามเกณฑ์อายุ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การรักษาพยาบาลตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) และการจ้างงานและอาชีพ ตามมาตรา 33 และ 35 ซึ่งทำให้คนพิการมีงานทำหรือได้รับความช่วยเหลือเรื่องการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งบริการช่วยเหลือพิเศษอื่นๆ เช่น บริการล่ามภาษามือ ผู้ช่วยคนพิการ (PA) และการกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพ ดังนั้น การขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตอย่างยิ่งต่อคนพิการและครอบครัว
พม. มีบทบาทในการกำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ความพิการตามกฎหมาย ดำเนินการด้านบัตรประจำตัวคนพิการ และส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และโอกาสในการมีส่วนร่วมทางสังคม โดยประสานการใช้ผลประเมินทางการแพทย์กับการพิจารณาข้อจำกัดและอุปสรรคทางสังคม2 ซึ่งการขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการโดย พม. ต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ในโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ พม. กำหนดไว้ตามความพิการเกณฑ์ปรับปรุง พ.ศ. 2568 มี 7 ประเภท1, 3 ดังนี้
เมื่อได้รับเอกสารรับรองจากโรงพยาบาลหรือสถานบริการแล้ว คนพิการจึงนำเอกสารนี้ไปยื่นเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการได้ที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) หรือ ศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด หรือ โรงพยาบาลประจำจังหวัดหรือโรงพยาบาลอำเภอที่มีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศกำหนด
หากพิการโดยประจักษ์1 คนพิการไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเพื่อรับการวินิจฉัยจากแพทย์ก่อน ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้
บัตรคนพิการมีอายุ 8 ปี ยกเว้นผู้ที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปหรือผู้ที่มีสภาพความพิการเป็นที่เห็นได้โดยประจักษ์ (ชัดเจนถาวร) ดังนั้น คนพิการส่วนมากต้องทำบัตรประจำตัวคนพิการใหม่ทุก 8 ปี ซึ่งการดำเนินการมีขั้นตอนและต้องเดินทางไปยังสถานที่ราชการที่กำหนดซึ่งสภาพร่างกายและความเจ็บป่วยอาจทำให้เดินทางได้อย่างยากลำบาก
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีบทบาทในการตรวจวินิจฉัยและประเมินความพิการทางการแพทย์ ออกเอกสารรับรองความพิการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนให้บริการรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการดำเนินชีวิตของคนพิการ4
คนพิการสามารถเข้ารับการรักษา การฟื้นฟู และรับอุปกรณ์เพื่อช่วยเหลือ เมื่อแพทย์ที่สถานบริการของ สธ. ประเมินว่าเป็นคนพิการตามแบบฟอร์ม “ท.74” ก็สามารถรับสิทธิการรักษาพยาบาลหรือรับอุปกรณ์ช่วยเหลือภายใต้สิทธิบัตรทอง เช่น รถเข็นสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหว และเครื่องช่วยฟัง การขอรับสิทธิและรับอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ สามารถดำเนินการได้แม้ยังไม่มีบัตรประจำตัวคนพิการ อย่างไรก็ตาม การได้รับสิทธิหลังการประเมินโดยแพทย์ตาม “ท.74” ก็ไม่ได้หมายความว่า จะนำผลการประเมินไปขึ้นทะเบียนขอรับบัตรคนพิการโดย พม. ได้ เนื่องจากต้องได้รับการรับรองจากโรงพยาบาลหรือสถานบริการตามที่ พม. กำหนดเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถขอรับสวัสดิการเบี้ยคนพิการรายเดือนและสวัสดิการอื่นๆ จาก พม. ได้ ดังนั้น คนพิการอาจต้องได้รับการประเมินมากกว่า 1 ครั้งเพื่อขอรับสิทธิสวัสดิการจาก 2 กระทรวง

รูป 1 สิทธิบัตรทอง ท.74 สำหรับคนพิการ
ภาพจาก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1034430635483444&set=a.269006082025907
ความลักลั่นของเกณฑ์การวินิจฉัยที่ไม่สอดคล้องกันของทั้ง 2 กระทรวงและขั้นตอนที่ไม่เอื้อต่อคนพิการในการเดินทางไปดำเนินการในสถานที่ต่างๆ อาจสร้างความยากลำบากให้แก่คนพิการ เพราะต้องได้รับการประเมินซ้ำซ้อน และมีโอกาสที่คนพิการจะไม่ได้รับสิทธิตามที่ควรจะเป็น และไม่สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการได้ จนกลายเป็นอุปสรรคที่สร้างความเหลื่อมล้ำอย่างซ้ำซ้อน
นอกจากขั้นตอนทางราชการแล้ว ทัศนคติของสังคมยังเป็นอุปสรรคอีกด้านหนึ่ง คนพิการบางคนไม่ต้องการเปิดเผยความพิการ เพราะกังวลว่าจะถูกมองว่าแตกต่างหรือถูกตีตรา (stigmatized) จึงไม่ต้องการขึ้นทะเบียนหรือขอมีบัตรประจำตัวคนพิการ
บางคนต้องการเพียงการรักษา การฟื้นฟู และอุปกรณ์ช่วยเหลือ เพื่อให้ใช้ชีวิตและดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวตลอดเวลา การตัดสินใจไม่ขอมีบัตรประจำตัวคนพิการจึงอาจเกี่ยวข้องทั้งกับความต้องการของบุคคลและประสบการณ์ที่ได้รับจากสังคม

รูป 2 บริการถ่ายทอดการสื่อสาร (Telecommunications Relay Service-TRS)
ภาพจาก https://thisable.me/content/2018/10/471
แม้โครงการวิจัยยังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำด้านการมีชีวิตและการเสียชีวิตระหว่างคนพิการกับคนที่ไม่มีความพิการ แต่ประสบการณ์จากการทำงานเบื้องต้นสะท้อนว่า ความยากลำบากอาจเริ่มตั้งแต่การได้รับการรับรองว่าเป็นคนพิการ และส่งผลต่อเนื่องถึงการเรียน การทำงาน และการดำรงชีวิต การทำให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจึงต้องอาศัยทั้งระบบบริการที่เข้าถึงง่ายและสังคมที่เคารพสิทธิของทุกคน โดยการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมให้คนพิการได้ใช้ชีวิตได้อย่างปกติ เช่น จัดให้มีสัญลักษณ์เพื่อคนตาบอดบนทางเท้า อักษรเบรลล์บนป้ายสื่อสารสาธารณะ บริการถ่ายทอดการสื่อสาร (Telecommunications Relay Service-TRS) สำหรับคนหูหนวกเพื่อให้เข้าถึงบริการอย่างโรงพยาบาลหรือสถานีตำรวจได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ ทุกคนสามารถเอื้อเฟื้อน้ำใจให้เพื่อนคนพิการได้โดยไม่เบียดเบียนหรือแสวงหาประโยชน์จากสิทธิของคนพิการ และไม่ใช้พื้นที่หรือทรัพยากรที่จัดไว้สำหรับพวกเขา เช่น ที่จอดรถสำหรับคนพิการ เพื่อให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ได้จริง

รูป 3 อักษรเบรลล์บนป้ายห้องน้ำ
ภาพจาก https://www.frostproductsltd.com/product/washroom-signage-gender-neutral-wheelchair-with-braille-emboss-2/
อ้างอิง
